ทุกคำ จงฟังจงใส่ใจให้ดี
โดย เมตตา  6 มี.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52085

อ.คำปั่น: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ได้ฟังการสนทนาตั้งแต่ต้นครับ ก็ซาบซึ้งอย่างยิ่งในความเกื้อกูลของท่านอาจารย์ แล้วก็ล่าสุดเมื่อสักครู้ก็ได้ฟัง รู้อรรถะ รู้ธรรมะ แล้วก็พระธรรมที่พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงนี่ครับ ถึงพร้อมด้วยอรรถะถึงพร้อมด้วยพยัญชนะครับ

กระผมก็จะขอกราบเรียนสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ด้วยพระพุทธพจน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตาครับ สัพเพ ธรรมา อนัตตานี่ครับ ที่จะเป็นผู้ที่รู้อรรถะรู้ธรรมะนี่คืออย่างไรครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: มีคำอะไรบ้างไหมที่ได้ยินได้ฟังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว

อ.คำปั่น: มีครับ

ท่านอาจารย์: เป็นอรรถะหรือเปล่า? มีความหมายอะไรหรือเปล่า? แสดงความจริงอะไรหรือเปล่า?

อ.คำปั่น: แสดงความจริงครับ

ท่านอาจารย์: ของสิ่งที่มีจริงๆ หรือไม่มี?

อ.คำปั่น: ของสิ่งที่มีจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้มีไหม?

อ.คำปั่น: มีครับ

ท่านอาจารย์: รู้ไหม?

อ.คำปั่น: ก็เริ่มรู้ครับ เพราะว่าได้ฟังครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจความหมายของอรรถะ ใช่ไหม? ถ้าไม่มีคำที่มีความหมายที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง คำนั้นไม่มีเลยจะรู้ไหมว่าขณะนี้สิ่งใดจริง

อ.คำปั่น: ถ้าไม่มีคำเลย จะไม่มีการที่จะได้เข้าใจว่าที่กล่าวถึงนี่ กล่าวถึงอะไรครับท่านอาจารย์ครับ 

คือท่านอาจารย์ครับ คือตรงนี้ก็ยิ่งเห็นเลยครับว่า คือคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสนี่ก็เป็นคำจริงทั้งหมดเลย เป็นคำเกื้อกูลทั้งหมดครับ เพราะฉะนั้น เวลาได้ฟังว่า ธรรมะทั้หลายทั้งปวงเป็นอนัตตา คือแน่นอนครับถึงพร้อมด้วยคำแต่ละคำ ถึงพร้อมด้วยพยัญชนะ ถึงพร้อมด้วยบท ซึ่งบทแต่ละบทก็เกื้อกูลให้เข้าใจถึงอรรถะ ลักษณะของธรรมะนั้นๆ ครับ

เพราะฉะนั้น คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสนี่ครับ ก็ต้องมีคำอธิบายไม่ใช่เพียงแค่ตรัสเท่านั้น แต่ต้องมีคำอธิบายว่า ธรรมะทั้งปวงคืออะไรบ้าง และที่เป็นอนัตตานี่ มีอรรถะมีความหมายว่าอย่างไร คือก็ประมวลเลยครับว่า นี่แหละคือรู้อรรถะรู้ธรรมะ แล้วก็คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือถึงพร้อมด้วยอรรถะถึงพร้อมด้วยพยัญชนะอย่างนี้จริงๆ ครับท่านอาจารย์ ก็เกื้อกูลอย่างยิ่งครับ

และก็อีกนิดหนึ่งครับ พอดีได้ฟัง อ.วิชัย ได้สนทนากับท่านอาจารย์เรื่องผู้ทรงธรรมะครับ ก็มีข้อความหนึ่งในขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลใดไม่ประมาทธรรมะ บุคคลนั้นแลเป็นผู้ทรงธรรมะครับ ขอโอกาสท่านอาจารย์ได้ขยายความตรงนี้ด้วยครับ

ท่านอาจารย์: ประมาท คืออะไร?

อ.คำปั่น: ประมาท คือไม่เห็นประโยชน์ของธรรมะ ไม่ได้มีการที่จะสนใจที่จะศึกษาด้วยความเข้าใจเลยครับ แล้วก็เห็นว่า ธรรมะไม่ต้องศึกษาก็รู้ได้ง่ายๆ อะไรประมาณนี้ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ผู้นั้นจะรู้จักธรรมะไหม?

อ.คำปั่น: ไม่มีทางเลยครับ ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ครับจากคำอธิบายที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเมื่อสักครู่ครับ ก็เป็นคำที่เกื้อกูลทั้งหมดเลยครับเป็นประโยชน์จริงๆ  

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกคำ จงฟังจงใส่ใจให้ดี มิเช่นนั้น ไม่สามารถจะเข้าใจได้เลยว่า หมายความถึงอะไร

อ.คำปั่น: ครับ ซึ่งในพระพุทธพจน์บทนี้ก็มีตั้งแต่ต้นว่า บุคคลไม่ชื่อว่าทรงธรรมะ เพราะเหตุที่พูดมาก ส่วนบุคคลใดฟังธรรมะแม้นิดหน่อยย่อมเห็นธรรมะด้วยนามกาย บุคคลใดไม่ประมาทธรรมะ บุคคลนั้นแลเป็นผู้ทรงธรรมะครับ และก็ตรงนี้ก็มีข้อความในอรรถกถา ก็น่าพิจารณามากเลยครับว่า บุคคลไม่ชื่อว่าผู้ทรงธรรมะ เพราะเหตุที่พูดมากด้วยเหตุมีการเรียน และการทรงจำ และกสรบอก เป็นต้น นี่ก็ยิ่งเห็นเลยครับท่านอาจารย์ครับว่า ไม่ใช่เพียงได้ฟังได้พูดได้เรียนได้จำ แต่ว่า ต้องเป็นความเข้าใจครับ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ กราบท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..

รู้อรรถ - รู้ธรรม

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 7 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ