ทุกอย่างเดี๋ยวนี้เกิดแล้วจึงมี
โดย เมตตา  24 ส.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52991

อ.กุลวิไล: ได้ฟังประเด็น อ.อรรณพ ได้สนทนากับท่านอาจารย์ ก็เป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะ วิบากเป็นนามธรรม แล้วก็เป็นนามธรรม เช่นเดียวกับกรรม นั่นเอง ซึ่งท่านอาจารย์ก็เคยให้ความเข้าใจว่า วิบากทำอะไรไม่ได้ เพียงแต่ขณะที่เกิดขึ้นแล้วก็รับผลของกรรมเท่านั้น แล้วก็ดับไป วิบากก็ไม่ใช่ขณะที่คิดนึก เพราะว่าถ้ามีการกระทำ ก็ต้องเป็นจิตที่เป็นชาติกุศล และอกุศล

ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความละเอียด และลึกซึ้ง ของความต่างกันแล้ว วิบากของวิบาก กับนามธรรมที่ไม่ใช่วิบาก ค่ะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ทุกคนเกิดมาแล้วใช่ไหม?

อ.กุลวิไล: เกืดมาแล้วค่ะ

ท่านอาจารย์: อะไรเกิดล่ะ?

อ.กุลวิไล: ต้องเป็นธรรม ค่ะ

ท่านอาจารย์: ธรรมอะไรเกิดในขณะที่เกิดเป็นคนนี้?

อ.กุลวิไล: ต้องมีนามธรรมที่เป็นจิต และก็นามธรรมที่เกิดกับจิตที่เป็นเจตสิก ค่ะ

ท่านอาจารย์: เกิดแล้วก็เป็นไปตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ละขณะของแต่ละคนเหมือนกันไหม?

อ.กุลวิไล: ไม่เหมือนกัน

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราได้ยินคำว่า เหตุกับผล ใช่ไหม?

อ.กุลวิไล: ค่ะ

ท่านอาจารย์: ขณะแรกที่เกิดนี่เป็นเหตุ ทำเหตุอะไรหรือเปล่า?

อ.กุลวิไล: เป็นผลค่ะ ขณะแรกที่เกิด

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อีกคำหนึ่งในอีกภาษาหนึ่ง ก็ใช้คำว่า วิปากะ คนไทยก็ใช้คำว่า วิบาก จึงเริ่มรู้ว่า แม้เกิด ก็ต้องเป็นผลของสิ่งที่ได้เคยทำไว้แล้วที่เป็น กรรม ทำให้การเกิดหลากหลายมากตั้งแต่เกิดตลอดไปจนกระทั่งถึงตาย หลากหลายไม่ซ้ำกันเลย แม้ในคนหนึ่ง และเปรียบเทียบกับอะไรทั้งหมดก็ไม่มีอะไรที่ซ้ำกันได้เลย

เพราะฉะนั้น โกรธ กับเห็น ต่างกันไหม?

อ.กุลวิไล: ต้องต่างกันค่ะ

ท่านอาจารย์: อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล?

อ.กุลวิไล: ความโกรธเป็นเหตุ แต่เห็นเป็นผล ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พอใช้คำว่า เห็นเป็นผล ตอบง่ายๆ เพราะจำ หรือว่าเพราะรู้ว่า ต้องเห็น และเลือกไม่ได้เลย และการเห็นก็มี ๒ อย่าง คือเห็นสิ่งที่น่าพอใจ หรือสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ไม่มีใครสามารถจะเลือกอะไรให้เกิดขึ้นได้เลย เพราะต้องรู้ความจริงว่า ทุกอย่างเดี๋ยวนี้เกิดแล้วจึงมี

เพราะฉะนั้น มีเห็นเมื่อไหร่ เห็นนั่นแหละเกิดแล้ว และใครก็เปลี่ยนแปลงเห็นที่เกิดแล้วให้เป็นอื่นไม่ได้ ขณะนั้นเป็นเห็นสิ่งที่น่าพอใจ หรือเป็นเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ไม่มีใครเลือกเลย แต่ทำไมต่างกันได้!! เพราะเหตุว่า เหตุมี ๒ อย่าง เหตุที่ดี ใช้คำว่า กุศลกรรม เหตุที่ไม่ดีใช้คำว่า อกุศลกรรม

ถึงเวลาให้ผล เหตุไม่ดีจะให้ผลดีได้ไหม?

อ.กุลวิไล: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เหตุดีต้องให้ผลดี เมื่อไหร่ล่ะจะให้ผลดี?!

เหตุนั้นก็ทำอยู่แล้ว ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ช่วยเหลือให้ทาน อะไรๆ สารพัดอย่างที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เกิดแล้วเป็นเหตุแล้ว และสามารถที่จะให้ผลเกิดขึ้นเพราะเป็นเหตุ จึงทำให้ผลของเหตุนั้นเกิดขึ้น แต่เมื่อไหร่ใครจะรู้? แต่แน่ใจได้เลยว่า ทุกขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย เป็นประจำทุกวันทุกขณะไม่พ้นเลย เกิดมาก็แค่นี้!! เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบบ้าง สัมผัสทางกายบ้าง เมื่อวานนี้เป็นอย่างนี้ใช่ไหม? ขณะที่เป็นสำคัญเหลือเกิน พอถึงวันนี้ไม่สนใจอะไร หมดแล้ว!

เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาแต่ละหนึ่งขณะว่า เมื่อกล่าวว่า สิ่งใดเป็นเหตุ หมายความว่า สิ่งนั้นต้องทำให้เกิดผล และเหตุไม่ได้มีเพียงอย่างเดียว จิตไม่ได้มีเพียงขณะเดียว มีมากมายหลายขณะ

เพราะฉะนั้น จึงต้องรู้ว่า ขณะนี้ที่เป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้นต้องรู้ ขณะไหนเป็นเหตุขณะไหนเป็นผล ไม่อย่างนั้นก็เป็นคำพูดที่เลื่อนลอย

เพราะฉะนั้น ต้องดูตั้งแต่ขณะเกิด ต่างกันเลือกไม่ได้เลย เกิดแล้วจะสุขจะทุกข์ปานใด จะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่นอะไร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างที่เกิดต้องมีเหตุ

เพราะฉะนั้น การเกิดก็มีการกระทำที่ได้กระทำแล้วสำเร็จ เป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ก็ทำให้เกิดผล คือถ้าเป็นกรรมที่ดี ให้ผลตั้งแต่เกิด เกิดดีแล้วไง เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสดี รู้สิ่งที่ดีเมื่อไหร่ขณะนั้นเป็นผลของการกระทำดีที่ได้กระทำแล้ว จึงใช้คำว่า วิบาก เป็นผลของการกระทำที่ได้กระทำแล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม กรรมที่ไม่ดี จะเห็นสิ่งที่ดีๆ ไม่ได้เลย ตามกำลังของเจตนาที่เป็นกรรม จงใจตั้งใจที่จะให้อะไรเกิดขึ้นไม่ดีสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นแล้ว เมื่อถึงเวลา เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทั้งหมดที่ไม่น่าพอใจ ไม่มีใครอยากจะเห็น ได้ยิน ได้กลื่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสที่ไม่น่าพอใจ แต่เกิดแล้วตามเหตุ จึงใช้คำว่า วิปากะ ผลของกรรม

ค่อยๆ เข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อย จนรู้ว่า วิบากที่รู้สิ่งที่มีต้องเป็นสภาพรู้ซึ่งเป็นผลของกรรมจึงใช้คำว่า วิบาก หรือวิปากะ ถ้าไม่รู้อะไรไม่เห็น ไม่ได้ยิน ถึงแม้ว่าเป็นผลของกรรมก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้จึงต่างกัน วิปากะต้องเป็นธาตุรู้เป็นนามธรรม แต่ไม่ใช่จิต

ค่อยๆ ฟังค่อยๆ เข้าใจ ไม่ใช่พอได้ยินตรงนี้ อยากรู้บอกมาหน่อยว่าอะไร แต่ไม่รู้เลยว่า ต้นตอสาเหตุลักษณะที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่งทำไมจึงได้หลากหลายต่างกันไปทุกขณะ

การศึกษาธรรมไม่ละเอียดไม่ได้ ไม่ลึกซึ้งไม่ได้ เพราะธรรมละเอียด แค่เห็นกับสิ่งที่กระทบตาก็ต่างกัน เห็นสิ่งที่ดีหรือเห็นสิ่งที่ไม่ดีก็ต่างกัน

เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้น เกิดมาดีแล้วทำไมไม่ดีตลอดไปล่ะ!! เพราะมีกรรมอื่นที่สามารถจะให้ผลได้ทางตา หรือทางหูก็แล้วแต่

ไม่มีใครที่จะทำให้อะไรเกิดขึ้นได้เพราะไม่มีอะไรเกิด มีแต่ธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป ศึกษาธรรมต้องมั่นคงว่า เป็นธรรม

อ.กุลวิไล: ค่ะ ท่านอาจารย์ก็ใช้คำมากที่จะให้เข้าใจ แต่ก่อนท่านอาจารย์ก็ให้ความเข้าใจว่า เป็นธรรมทั้งหมด แล้วก็อยู่ในโลกของนิมิต แต่ตอนนี้ท่านอาจารย์ก็กล่าวถึง ล้อมรอบด้วยธรรม

ท่านอาจารย์: ตรงกันไหม?

อ.กุลวิไล: ก็เป็นความจริงทั้งหมดค่ะ

ท่านอาจารย์: สอดคล้องกันหมดเปลี่ยนไม่ได้ ถึงจะล้อมรอบด้วยธรรมก็ธรรมที่เป็นนิมิตที่ปรากฏ

อ.กุลวิไล: ค่ะ ธรรมก็ลึกซึ้ง แล้วก็จะเห็นถึง ธรรมที่เป็นเหตุ กับธรรมที่เป็นผลในชีวิตประจำวัน แล้วก็เป็นปัจจัยให้ทำเหตุที่ไม่ดีก็มีมาก เพราะว่าการเกิดมาก็มีการรับผลของกรรมด้วย แล้วก็มีการกระทำกรรมด้วย แล้วชีวิตเป็นไปก็แล้วแต่ว่าจะมีปัจจัยอะไรที่จะให้เกิดขึ้น อย่างดิฉันก็ต้องเจอกับสิ่งต่างๆ มากมายซึ่งก็เห็นถึงบารมีในชีวิตประจำวันค่ะท่านอาจารย์ เพราะว่าแม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็ไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับเขาเลย แต่ก็ต้องมาอยู่ด้วยกัน แล้วก็ต้องจะทำร้ายกันไม่ได้ แต่ข้อสำคัญก็คือบางครั้งไม่มีเจตนาเบียดเบียนแต่เนื่องจากว่า เขาตัวเล็ก ก็ต้องเหมือนกับเบียดเบียนไปด้วยเลยค่ะ ซึ่งก็เห็นถึงชีวิตที่ต้องเกิดมา แล้วก็ต้องพบกับสิ่งต่างๆ ก็ได้ค่ะท่านอาจารย์

กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.กุลวิไล ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1     โดย chatchai.k  วันที่ 24 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ