
ท่านอาจารย์: อกุศลเป็นอกุศลค่ะ ไม่ใช่ของใคร
อ.อรรณพ: แต่ว่าบ่งได้ครับ ก็มีข้อความท่านแสดงไว้ครับ ในสฬายตนวรรคว่า อาศัยโทมนัส อาศัยเนกขัมมะ ละโทมนัสอาศัยเรือน ทั้งๆ ที่โทมนัสก็ไม่ดีนะครับ แต่ในขณะที่เป็นโทมนัสว่า ความเข้าใจเรา ปัญญาเรายังน้อยยังไม่ได้รู้แจ้งเห็นจริง ก็สลับด้วยโทมนัส โทมนัสนั้นก็เป็นโทมนัสที่ถ้าเกิดขึ้นโทมนัสนั้นก็จะเป็นอกุศล แต่จะเป็นเครื่องเห็นบ่งให้ว่า มีกุศลเพิ่มขึ้นถึงแม้จะยังมีโทมนัส แต่ก็มีโทมนัสที่อาศัยเนกขัมมะครับ
ผมก็คิดว่า ถ้าเหลือออกุศลเล็กๆ น้อยๆ เหมือนท่านอาจารย์นี่ก็เป็นสิ่งที่กลายเป็นว่า ก็คงจะค่อยๆ ไปครับ
ท่านอาจารย์: จนกว่า อกุศลจะดับหมด ไม่ต้องการอกุศลอีกต่อไปแม้เล็กน้อย
อ.อรรณพ: อย่างไรๆ ท่านอาจารย์ก็มั่นคงว่า อกุศลแม้เล็กน้อยก็เป็นอกุศล คูถแม้นิดหน่อยก็มีกลิ่นเหม็นฉันใด อกุศลแม้เล็กน้อยแค่ไหนก็ไม่ดีงาม
เพราะฉะนั้น ผมก็เห็นด้วยกับคุณเจว่าเราไม่เห็น ตั้งแต่พบท่านอาจารย์ก็ไม่เห็นนะครับ
โค้ชเจ: ก็เหมือนที่ผมเรียน อ.อรรณพ ว่า ท่านอาจารย์เป็นแบบอย่างให้เห็นตลอดครับ แล้วเมื่อกี้ท่านอาจารย์บอกว่า ถ้าอกุศลก็อย่าเอาเป็นแบบด้วยครับ อกุศลก็เป็นอกุศลครับ ไม่ว่าใครทำก็แล้วแต่ก็เป็นอกุศลครับ
ท่านอาจารย์: และก็เป็นแบบอกุศลด้วยเปลี่ยนไม่ได้!! ไม่ว่าอกุศลของใคร เมื่อไหร่ เป็นแบบอย่างอกุศล
โค้ชเจ: ไม่มีข้อยกเว้น
ท่านอาจารย์: แน่นอน ยกเว้นได้อย่างไร เกิดแล้วดับทันที!!
อ.อรรณพ: พระพุทธพจน์ที่ทรงแสดงว่า คูถ อุจจาระนิดเดียวอย่างไรก็เหม็น ไม่ดี ซึ่งผู้ที่มีความตรง ท่านอาจารย์ก็กล่าวตามความเป็นจริงเช่นนั้น
เพราะฉะนั้น ที่เหม็นมากๆ อย่างที่พวกเรามี ก็ควรที่จะขัดเกลาไปโดยความเป็นอนัตตาโดยอาศัยพระธรรมไป
โค้ชเจ: ครับ ซึ่งผมก็เข้าใจว่า ถ้าทุกคนสนใจใส่ใจในพระธรรมครับ อกุศลที่มากๆ ก็จะน้อยลงโดยไม่หวังครับ เพราะว่า ธรรมะทำหน้าที่ของธรรมะเองครับ
อ.อรรณพ: ให้คุณเจตอบครับ ท่านอาจารย์ครับก่อนจะสอนทนาคุณเจก็มาถามผมว่า จุดประสงค์ที่ให้ผมมาสนทนาในครั้งนี้เพื่ออะไร? ผมก็อยากให้คุณเจได้ตอบด้วยตัวเอง ท่านอาจารย์โทรบอกผมว่า จะสนทนาพิเศษคุณเจซึ่งผมเห็นด้วยทันทีเพราะผมก็พอรู้จักคุณ แต่ยังไม่รู้จักดีเท่าวันนี้ครับ
คุณจะตอบได้ไหมว่า มาสนทนาทำไมวันนี้ ตอบเองด้วยดีกว่า?
โค้ชเจ: คือ ก่อนถึงวันนี้ผมเครียส และตื่นเต้นมากครับ ก็คิดว่าถ้าผมในฐานะสมาชิกบ้านธัมมะคนหนึ่ง ฟังพระธรรมท่านแล้วชีวิตผมเองที่เคยคิดอะไรไม่ดีเป็นอกุศล แล้วเปลี่ยนมาเป็นทำสิ่งที่ถูกที่ควรที่เป็นกุศลได้ ซึ่งจริงๆ ผมบอกเลยว่า ตอนที่ผมคิดไม่ดีตอนนั้นผมก็ไม่รู้ครับ จนผมเข้าใจแล้วเปลี่ยนได้ครับ
เพราะฉะนั้น ทุกคนถ้าใส่ใจสนใจในพระธรรมจริงๆ ครับ ชีวิตก็จะดีขึ้นได้ด้วยพระธรรมขององค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ ผมแค่ชีวิตเป็นแค่อีกหนึ่งชีวิตในชาตินี้ที่เคยทำไม่ดี แล้วก็มีโอกาสได้รู้ว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนสมควรทำจากการฟังพระธรรม
อ.อรรณพ: คุณเจก็เป็นคนดีที่จะไม่ยกตัวเอง เพราะถ้าผมถามอย่างนี้คุณจะตอบก็เป็นการยกตัวคุณ แต่ผมจะช่วยตอบให้ ไม่ใช่ยก ปต่เป็นการยินดีในกุศล
ที่คุณมาวันนี้เป็นที่ชื่นชมเป็นประโยชน์ แต่ไม่เรามาเพื่อให้ใครชื่นชมเรานะครับ
๑. คุณมาวันนี้คุณมีความเคารพยำเกรงท่านอาจารย์เห็นประโยชน์ คุณจะมีความตื่นเต้นก็มา มีความเคารพเป็นกุศล
๒. คุณก็คิดว่า ได้มาร่วมกุศลสนทนาพิเศษก็จะเป็นประโยชน์
และอันนี้ผมจะต้องพูดแทนคุณ เพราะว่าเป็นความจริงอย่างนั้น คุณได้เป็นตัวอย่างของการที่สะท้อนถึงชีวิตของผู้ที่สนใจใส่ใจ ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ มั่นคงตรงตามความเป็นจริง เพิ่มขึ้นๆ นะครับ มีความตั้งใจอย่างมากให้ผู้อื่นได้ยินได้ฟังพระธรรมโดยไม่หวัง แล้วแต่การสะสมของเขา คุณถึงติดข้อความธรรมะเตือนใจไว้ที่สนามเทนนิสคุณบ้าง หรือว่าเปิดธรรมะในระหว่างเดินทางไปแข่งอะไรที่ไหนใช่ไหมครับ
แล้วก็การที่มาสนทนาตรงนี้ เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงว่า ธรรมะเปลี่ยนชีวิต เป็นตัวอย่างคนๆ หนึ่งอาชีพหนึ่ง จึงมีชื่อรายการว่า "โค้ชเทนนิส ชีวิตใหม่ในธัมมะ" เป็นอย่างนั้นจริงๆ เลย
เพราะฉะนั้น ชีวิตใหม่ที่มีเหตุปัจจัยให้ปัญญาที่เคยสะสมมาได้เจริญขึ้นๆ แล้วได้สนทนากับท่านอาจารย์
จะถามต่ออีกคำถามครับ มีความรู้สึกอย่างไรจนสนทนาจะจบแล้วครับ
โค้ชเจ: ก็ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาให้โอกาสมาสนทนาในวันนี้ ขอบคุณ อ.อรรณพด้วยครับ เมื่อกี้ที่ผมบอก อ.อรรณพ ว่าผมมีเรื่องที่จะพูด อันแรก คือผมอยากขอบคุณพี่ๆ ในมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาครับ ขออนุญาติเอ่ยชื่อ คุณแอ๊ว (นภา) ที่ให้โอกาสผมได้มาสนทนา พี่แอ๊วเป็นคนที่ให้ผมไปกราบท่านอาจารย์ที่ Emporium ครับ ตอนนั้นมีงาน และมีทริปไปอินเดียครับ แล้วทริปนั้นผมสนใจจะไปร่วมสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ที่อินเดีย แต่ผมไม่ได้ไปเพราะเต็มครับ แล้วผมไปกราบท่านอาจารย์แล้วพี่แอ๊วก็พยายามจะดูว่ามีที่เหลือไหม แค่นี้ก็เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักพี่แอ๊ว แต่พี่แอ๊วบอกว่าพี่ก็ช่วยทุกคนค่ะคุณเจ ไม่ใช่ช่วยเฉพาะคุณเจหรอก แล้วก็ขอบคุณคุณวรรณีครับที่เป็นอาสาสมัครช่วยทำงานทุกอย่างมูลนิธิมาตั้งแต่แรกๆ เลยจนถึงวันนี้ คุณวรรณีก็เมตตาผมด้วยครับ ขอบคุณพี่แอ๊ว (ฟองจันทร์) ที่ผมมีโอกาสได้สนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ที่บ้าน ขอบคุณพี่หนุ่ย (ทัศนี) ขอบคุณพี่จีรนันท์ ขอบคุณคุณตู่ พี่ตู่ (ปริญวุฒิ) พี่นิ แล้วก็อีกหลายคนในมูลนิธิครับ ผมเชื่อว่าทุกคนที่เป็นสมาชิกฟังคำท่านอาจารย์ ทุกคนมีกุศลแล้วก็เจริญในกุศลทุกคนอยู่แล้ว ผมอยากขอบคุณ
แล้วเรื่องสุดท้ายที่ผมอยากฝากทุกคน น่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่ได้ฟังด้วย ซึ่งเป็นคำที่ผมได้ฟังจากท่านอาจารย์ล่าสุดจากที่ได้ไปสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ครับ ท่านอาจารย์บอกว่า ทุกครั้งที่เรามาฟัง คือเรามาปลูกพืชเชื้อของความเข้าใจถูก สะสมไปเรื่อยๆ ครับ แล้ววันนั้นครับก็พูดมาคำหนึ่งว่า มันเหี่ยวแห้งได้ด้วยนะ ผมก็ หา!! ท่านอาจารย์ ผมมาฟังคำท่านอาจารย์ตลอด นี่มันเหี่ยวแห้งได้ด้วยหรือครับ โอ้โห! มันน่ากลัวมากเลยมันเหี่ยวแห้งด้วยหรือครับ
แล้วผมก็ถามท่านอาจารย์อีกว่า มันจะเหี่ยวแห้งได้อย่างไรครับ เรามาฟังเพื่อเข้าใจ มากขึ้นๆ ๆ เรื่อยๆ แล้วมันจะเหี่ยวแห้งได้ด้วยวิธีไหนครับ ท่านอาจารย์บอกว่า ก็คุณไปเที่ยวไง!! ก็คุณไม่สนใจไม่ใส่ใจ นั่นไงล่ะ มันจะเหี่ยวแห้ง
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แค่เราฟังธรรมะแล้ววันนี้ แล้วเราคิดว่าเราเข้าใจ มันจะอยู่เหมือนเดิม ต้นของความเข้าใจนี้มันจะเจริญงอกงามไม่ใช่ แต่ท่านเตือนว่า ถ้าไม่สนใจไม่ใส่ใจ ไม่รดน้ำพรวนดิน เอาความเข้าใจถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นความเข้าใจนี้ก็เหี่ยวแห้งตายได้ ผมก็อยากแชร์ จริงๆ ผมอาจพูดไม่เหมือนท่านอาจารย์นะครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับถือว่าเป็นประโยชน์กับทุกท่านก่อนจบสนทนาวันนี้ครับ
ท่านอาจารย์: ทุกๆ คำมีประโยชน์ เพราะเหตุว่าเป็นความจริง ใครจะรู้ว่า กำลังเติบโตหรือเหี่ยวแห้ง ต้องมีปัจจัยแน่นอนใช่ไหม?
สิ่งที่เคยเข้าใจแล้วหายไปไหนหมด เป็นไปได้ไหม? ถ้าไม่ฟังเราไม่ฟังเลยซิ จะจำได้ไหม จะเข้าใจระดับไหน ลืมไปแล้วว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรมะ เดี๋ยวนี้มีจริง
แม้ว่าฟังทุกวัน กว่าจะถึงขณะที่มีจริง เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่เกิดแล้วก็ดับเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น ต้องฟังอีกนานเท่าไหร่ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นหรือเปล่า? นี่คือ มรรค หนทางที่จะรู้ความจริงเมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริงมั่นคงขึ้น ขณะนั้นละความไม่รู้ และความเข้าใจผิด
เพราะฉะนั้น ชีวิตของคุณเจเป็นตัวอย่างของความอ่อนน้อมต่อพระธรรม ไม่ว่าพระธรรมจะอยู่ที่ไหนกับใคร มีความเคารพจริงๆ ในประโยชน์ที่ในสังสารวัฏฏ์ ขณะนี้จะใช้คำว่า สิ่งที่มีค่าที่สุด ก็คือขณะที่เข้าใจ และประพฤติตาม
เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่ประพฤติตาม แสดงถึงความเข้าใจระดับไหน เผินมาก!! ไม่เห็นคุณค่าเลยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ไม่ใช่แค่ให้เราฟัง แต่ให้รู้ว่า ประโยชน์สูงสุดคือไม่มีเรา นอกจากธรรมะที่เป็นกุศลและอกุศล และเห็นโทษของอกุศล แม้ขณะนี้สะสมความไม่รู้ขนาดไหน ไม่รู้จักเห็นที่กำลังเห็น ไม่รู้จักสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักจำ ไม่รู้จักทุกอย่างว่า มีที่นี่เดี๋ยวนี้ทุกขณะ แต่ไม่เปิดเผยถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ว่า ความจริงคือไม่ใช่เราสักขณะเดียว เห็นก็ไม่ใช่เราเห็น ได้ยินก็ไม่ใช่เราได้ยิน กระด้าง ถือตน สำคัญตนก็ไม่ใช่เรา แต่ไม่ใช่เราแล้วเป็นธรรมะฝ่ายไหน? ฝ่ายไม่ดีเพิ่มขึ้นจนยากที่จะละได้ หรือว่าเป็นเพราะเห็นโทษของธรรมะที่ไม่เป็นประโยชน์แม้เล็กน้อยก็อย่าให้เพิ่มพูนขึ้น
เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่เคารพและอ่อนน้อมต่อพระธรรม ด้วยการที่ฟังด้วยความเคารพ เมื่อมีความเคารพมีความเข้าใจความจริง ความเข้าใจที่ถูกต้องนั่นแหละค่อยๆ น้อมประพฤติปฏิบัติตาม
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ และโค้ชเจ (คุณสุรพงษ์) ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ