ความจริงต้องรู้ได้
โดย เมตตา  24 มิ.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52585

อ.ณภัทร: ท่านอาจารย์ แล้วอีกประเด็นครับ เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา แล้วก็วันเกิดท่านอาจารย์ดวงเดือนครับ ท่านอาจารย์ก็พูดถึงเรื่องกระจกบานใหญ่ ขณะนี้ก็เป็นกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นว่า มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเลยครับท่านอาจารย์ แต่กระจกบานใหญ่นี่เห็นคนอื่นหมด แต่ว่า ตัวเองไม่เห็น เพราะว่าแตกต่างกับการที่เราไปส่องกระจก ซึ่งในกระจกที่ส่องก็จะมีตัวเราอยู่ในกระจก

เพราะฉะนั้น ปัญญาที่ควรจะค่อยๆ อบรมแล้วก็ รู้ขึ้นๆ นี่ครับ คืออย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: กระจกไม่ว่าจะบาบใหญ่บานเล็ก เหมือนกันไหม?

อ.ณภัทร: เหมือนกันครับ

ท่านอาจารย์: มีอะไรในกระจก?

อ.ณภัทร: จริงๆ ก็ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: แล้วที่กระจกบานใหญ่ล่ะ?

อ.ณภัทร: ก็เหมือนกันครับ ปรากฏเหมือนกัน

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มีคุณณภัทรไหม?

อ.ณภัทร: ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: แต่เห็นอะไร?

อ.ณภัทร: เห็นสีสันวรรณะที่ปรากฏครับ

ท่านอาจารย์: ไม่มีทางที่จะเห็นสิ่งที่กระทบกระจกอยู่ในกระจกใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: นี่ล่ะ ไม่เห็นความจริงของธรรมที่เหมือนกับมีสิ่งปรากฏแท้ๆ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริง

อ.ณภัทร: ครับ ทั้งๆ ที่ฟังเรื่องของ รูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี สิ่งที่ปรากฏก็ดี ซึ่งไม่ใช่เห็นนี่ครับ เป็นต้นครับ แม้กระนั้น เวลาส่องกระจกที่ส่องทุกวันอยู่นี่ครับ ก็ยังมีความจำว่า ยังมีเราอยู่ในกระจกครับ

ท่านอาจารย์: แล้วบานใหญ่ล่ะ!! ยิ่งกว่านั้นอีกกี่เท่า กระจกบานใหญ่?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ กระจกบานใหญ่มีทุกคนเลยครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหมๆ แต่ก็ยังเป็นกระจกใช่ไหม? เพราะไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง

อ.ณภัทร: ใช่ครับ พอฟังก็ย้อนกลับไปที่ว่า ก็ปัญญายังน้อย ปัญญายังยังฟังไม่มากพอ ก็ทราบคำตอบว่า ปัญญายังน้อยอยู่ปัญญายังน้อยมากครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เพียงแค่เห็น ความลึกซึ้งไม่ได้ปรากฏเลยนานแสนนานมาแล้ว แสนโกฏกัปป์ ความเป็นธรรมจริงๆ แต่ละนิดซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นสัจจธรรมยังไม่ได้ปรากฏเลย ฟังไปอีกเท่าไหร่กว่าจะชะล้างความไม่รู้ และความจำผิดๆ สัญญาวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส ขณะที่มีการเห็น จิตวิปลาส จนกว่าจะรู้ว่า หมายความว่าอย่างไรวิปลาสนี่ จะมีต้นไม้ จะมีดอกไม้ มีนกอยู่ในรูปภาพที่กำลังปรากฏให้เห็นอย่างนั้นหรือความจริงวิปลาส?

อ.ณภัทร: ครับ เป็นความลึกซึ้งแล้วก็หนาแน่นของความจำผิดมากเลยครับ จำผิดมากๆ ครับ

ท่านอาจารย์: จึงเริ่มรู้จักพระพุทธเจ้า แสนไกลในพระปัญญาคุณ แค่คำของพระองค์ชาตินี้ยังคิดไม่ถึงว่า สิ่งที่ปรากฏทางตา จะเป็นอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น เอาเราเข้าไปใส่ได้ไง เอาโลกทั้งโลก เอารถยนต์ เอาภูเขา เอาดวงจันทร์ เอาดวงอาทิตย์เข้าไปใส่ได้อย่างไง ทำไมถึงเป็นอย่างนี้มานานแสนนานเพราะไม่รู้ความจริง และจะเป็นต่อไปอีก ตราบใดที่ไม่ละเอียดไม่มั่นคงเป็นบารมี ความจริงต้องรู้ได้ แต่ไม่ใช่ว่ารู้ทันที เพราะไม่รู้มานานเท่าไหร่

อ.ณภัทร: ครับ ขั้นการฟังครับ ทำอะไรกิเลสไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียวครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ใส่ใจให้ดีไปผิดทางกันทั้งนั้นเลยใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ถูกต้องเลยครับ ผิดทางครับ ถ้าไม่ฟังไม่ใส่ใจให้ดี ผิดทางแน่ๆ ครับ

เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่ ยากๆ ที่ท่านอาจารย์บอกว่า แสนไกล ก็แสดงถึงความไกลมากๆ จริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงใส่ใจให้ดี ลึกซึ้งปานใด โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงเพราะว่าปรากฏเป็นวัตถุเป็นสิ่งของเป็นป่าเป็นภูเขาเป็นคนเป็นนกเป็นอะไรหมด หามีไม่ มีแต่สิ่งซึ่งเกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไปไม่ว่าอะไรทั้งหมด ไม่เหลือเลยไม่กลับมาอีกเลย

แล้วจะฟังต่อไปไหม? จริงหรือเปล่า ควรที่จะฟังต่อไปไหม? หรือยากเหลือเกินไม่ฟังดีกว่า ปล่อยไปๆ ก็มืดต่อไปมืดต่อไป ออกไม่ได้ต่อไป ไม่มีใครจะช่วยได้ถ้าไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการฟังทุกคำของพระองค์ ยิ่งเห็นความลึกซึ้ง

และการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมา เพื่อจะแสดงความลึกซึ้งที่เหมือนเหลือเชื่อ แต่เป็นความจริงถึงที่สุดเปลี่ยนไม่ได้เมื่อใส่ใจให้ดี

อ.ณภัทร: ครับ ท่านอาจารย์กล่าวถึงคำว่า ใส่ใจให้ดีนี่บ่อยมากๆ

ท่านอาจารย์: แน่นอนๆ เห็นอะไรแค่นี้ ใส่ใจให้ดีแล้วยัง?

อ.ณภัทร: ครับ ใช่เลยครับ แล้วก็เป็นข้อความที่พระองค์ตรัสไว้เสมอๆ เวลาที่จะกล่าวพระธรรมกับบุคคลอื่นครับ

เพราะฉะนั้น คำว่า ใส่ใจให้ดีนี่ ก็จะหมายถึงความที่เป็นผู้ที่ ละเอียดขึ้นๆ อย่างนั้นใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: ละเอียดจนแค่นี้ไม่พอ แค่นี้ไม่พอๆ ยิ่งลึกซึ้งเท่าไหร่ยิ่งไม่พอ ต้องละเอียดจนกระทั่งไม่เหลืออะไรที่จะปกปิด ปิดบังความจริงไว้ได้อย่างบางเบาที่สุด เล็กน้อยที่สุดก็ต้องหมดไป มิเช่นนั้น ก็ปิดอยู่นั่นแหละแม้จะบางสักเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่ก็ยังมี

อ.ณภัทร: ครับ ก็เข้าใจที่ท่านอาจารย์กล่าวเตือนให้ฟังว่า ละเอียดทุกอย่าง ก็คือบุคคลนั้นจะต้องรู้เองครับว่า ละเอียดคืออย่างไร

ท่านอาจารย์: แค่สำนึกไหมว่า ทุกวันนี่อยู่ในความมืด สว่างแค่นิดเดียว

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม เป็นสว่างมากมาย ไม่เห็นมีอะไรมืดสักอย่าง จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงรู้ว่า พระองค์ทรงเป็นใคร ตรัสรู้อะไร ทุกคำเป็นจริงถึงที่สุดเปลี่ยนไม่ได้เพราะพิสูจน์ได้ ตามลำดับขั้นของความใส่ใจ

อ.ณภัทร: ครับ เป็นจริงอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวครับ ตามลำดับขั้นของการใส่ใจ ถ้ารู้จักพระองค์มากขึ้นก็จะใส่ใจมากขึ้นในสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏด้วยครับ

ท่านอาจารย์: และรู้ตรงด้วยว่า ความจริงไม่ใช่อย่างที่ปรากฏ

อ.ณภัทร: ครับ แม้จะรู้ขั้นฟังว่า ความจริงเป็นอย่างนี้ แต่ตามความเป็นจริงปัญญายังไม่ถึงความจริงอย่างนั้น แต่ก็ค่อยๆ รู้ได้ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงมีอริยสัจจธรรมถึง ๓ ระดับ ๓ รอบ

อ.ณภัทร: ก็เป็นสิ่งที่ต้องฟังแล้วฟังอีก สนทนาแล้วสนทนาอีก

ท่านอาจารย์: อีกแสนโกฏกัปป์ก็ไม่เป็นไรใช่ไหม ที่จะรู้ความจริง เพราะว่า ขณะนี้ความจริงยังไม่ปรากฏ แต่ปรากฏกับความเห็นที่ถูกต้องเท่านั้นตามระดับด้วย

อ.ณภัทร: แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย อยากจะเข้าใจอยากจะอะไรก็ไม่สามารถเป็นไปอย่างที่ต้องการได้ครับ

ท่านอาจารย์: ปิดทันทีๆ หนาทันทีแกะไม่ออกไปเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ ยิ่งกว่านี้อีกกี่เท่า ถ้ายังไม่ได้เข้าใจเดี๋ยวนี้ทีละเล็กทีละน้อย

อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น ก็จงใส่ใจให้ดี ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

วิปลาสในธรรม ๔ ประการ [วิปัลลาสสูตรที่ ๙]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1     โดย เจียมจิต สุขอินทร์  วันที่ 24 มิ.ย. 2569

กราบขอบพระคุณ

กราบอนุโมทนาค่ะ