
[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 94 - หน้า 94 - หน้า 94 - หน้า 94
๖. ปฐมอวิชชาสูตร
ว่าด้วยการละอวิชชาได้ วิชชาก็เกิดขึ้น
[๙๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมข้อหนึ่ง ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น มีอยู่หรือ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมข้อหนึ่ง ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น มีอยู่.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมข้อหนึ่ง ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาเกิดขึ้นนั้น เป็นไฉน พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุ ธรรมข้อหนึ่ง คืออวิชชาแล ซึ่งเมื่อภิกษุ ละได้แล้ว ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งรูปทั้งหลาย ฯลฯ ซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น.
จบ ปฐมอวิชชาสูตรที่ ๖
[เล่มที่ 31] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้า 433 - หน้า 433 - หน้า 433 - หน้า 433
๗. อวิชชาสูตร
ว่าด้วยอวิชชา
[๑๖๙๔] ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชาๆ ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉน และด้วยเหตุเพียงเท่าไร บุคคลจึงจะชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ความไม่รู้ในทุกข์ ในเหตุให้เกิดทุกข์ ในความดับทุกข์ ในทางที่จะให้ถึงความดับทุกข์ นี้เรียกว่าอวิชชา และด้วยเหตุเพียงเท่านี้ บุคคลย่อมชื่อว่า ตกอยู่ในอวิชชา ดูก่อนภิกษุ เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบอวิชชาสูตรที่ ๗
อ.ณภัทร: เมื่อวานก็ได้นำหัวข้อที่มาสนทนา ก็คือกว่าจะหมดความไม่รู้ครับ พูดถึงความไม่รู้ครับ จากการศึกษาก็พอที่จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ก็คือโมหเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกับจิต แต่นี่ก็เป็นขั้นการศึกษาครับ แต่ชีวิตประจำวันจริงๆ โมหะมีสภาพที่ปกปิดสภาพธรรมไม่ให้ปรากฏตามความเป็นจริงซึ่งก็รู้ได้ยากครับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า อกุศลธรรมทั้งหลายเป็นมลทิน แต่มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินใดๆ ก็คืออวิชชา
เพราะฉะนั้น ในช่วงแรกก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า มลทินที่ยิ่งกว่ามลทิน ก็คืออวิชชาครับ กราบเท้าขอความละเอียดเพิ่มเติมครับ เดี๋ยวนี้มีไหม อวิชชา?
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีไหม อวิชชา? ต้องเข้าใจสิ่งที่มี จึงสามารถจะรู้ได้
เดี๋ยวนี้มีอวิชชาไหม?
อ.ณภัทร: ท่านอาจารย์บอกต้องเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ถึงรู้ได้
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีในขณะนี้ จะรู้ได้อย่างไร? ได้แต่พูดถึง
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีอวิชชาไหม?
อ.ณภัทร: มีครับ
ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่?
อ.ณภัทร: เมื่อไม่รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้อะไรมี และอวิชชาไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น
อ.ณภัทร: ครับ เดี๋ยวนี้ขณะที่ไม่รู้ตามความเป็นจริง ก็คือมีสัตว์มีบุคคล รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นชีวิตประจำวันที่เป็นไปกับความไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: มีสัตว์มีบุคคลยังไกลมากกับสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เห็นหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: เดี๋ยวนี้มีเห็นครับ
ท่านอาจารย์: รู้หรือไม่รู้เห็น?
อ.ณภัทร: ไม่รู้เลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้ว่า อวิชชามากมายระดับไหน ทุกขณะที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มี และขณะนั้นไม่ใช่ใครอื่นเลย ไม่ใช่เราที่ไม่รู้ แต่ความไม่รู้มีแน่นอน กำลังไม่รู้ความจริงทุกขณะของสิ่งที่มีที่ปรากฏ
คุณณภัทรลองคิดนะ หลับตาไม่มีเห็น ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: พอลืมตา มีเห็นใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นอะไรบ้าง เยอะเลย แต่ทุกอย่างนั้นต้องกระทบตาที่เล็กมากประมาณไม่ได้ว่า แค่ไหน เพราะฉะนั้น สิ่งที่กระทบตาจะใหญ่เป็นประตู หน้าต่าง เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ได้ไหม?
อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ตรงความจริงไหม?
อ.ณภัทร: ตรงความจริงครับ
ท่านอาจารย์: ว่า ขณะนี้เห็นมีไม่รู้ ทุกอย่างมีไม่รู้ทั้งหมด ไม่รู้เพราะว่าอะไร? เป็นตุ๊กตาไปแล้ว เป็นดอกไม้ไปแล้ว เป็นประตูไปแล้ว เป็นหน้าต่างไปแล้ว ไม่รู้ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความไม่รู้ ซึ่งจะต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเห็นความมากมายมหาศาลของอวิชชาซึ่งปกคลุมทุกอย่างที่กำลังปรากฏ เพราะไม่ได้รู้ตามความเป็นจริง จึงเห็น และยึดถือว่า สิ่งที่เห็นเป็นโน่นเป็นนี่ต่างๆ เห็นไหม!! ฤทธิ์ กำลัง ของอวิชชา
ถ้าไตร่ตรองลึกลงไปยิ่งกว่านั้นอีก มีคุณณภัทรไหม? มีใครเห็นคุณณภัทรบ้าง?
อ.ณภัทร: ถ้าตอนนี้ ไม่มีใครเห็นครับ
ท่านอาจารย์: แน่ใจนะ ไม่มีใครเห็นคุณณภัทร?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: คุณณภัทรอยู่ไหน ยืนหรือนั่ง หรือนอน หรือยืนตรงไหน ไม่มีใครเห็นใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: อวิชชาแค่ไหน ที่คิดว่าเห็นคุณณภัทรเดี๋ยวนี้?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: ก็คงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้ความจริง แล้วก็เพิ่มความติดข้องเพราะไม่รู้ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เพราะความไม่รู้ความจริง
อ.ณภัทร: ครับ
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
อวิชชาสูตร - อวิชชาและวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งอกุศลและกุศล
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ
แต่ละคำองค์พระศาสดา จักศึกษาจนเข้าใจ หนักแน่นไม่หวั่นไหว ด้วยเข้าใจในอนัตตา กราบอาจารย์สุจินต์ให้ เมตตาได้ทุกเวลา อีกเปี่ยมความกรุณา น้อมศรัทธาอาจารย์เทอญ