ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๙
โดย khampan.a  8 มี.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52092

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483841ed1f9f2f.jpg?1772933628

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๙

pic0007625727d493f3a.jpg?1772933674



~ ได้ยินคำว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง"  ไม่ได้พึ่งพระองค์เลยถ้าไม่ได้เข้าใจคำที่พระองค์ตรัส เพราะพระองค์ตรัสให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง จึงถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งให้เกิดความเข้าใจความจริงทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ

~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีอะไรจะประมาณค่าได้เทียบเท่า เกินกว่าทรัพย์สินใดๆ เพราะเหตุว่า มีเงินมากมายมหาศาล มีสมบัติมากมายมหาศาล อย่างเช่น กษัตริย์ที่ผ่านมาที่เราอ่านในพระไตรปิฎก ในชาดกต่างๆ มีทรัพย์สมบัติมากมายก็ต้องจากโลกนี้ไป ไปไหนแล้วแต่เหตุ ถ้าเหตุไม่ดี ให้โทษ ทันทีที่จากโลกนี้  ไปเกิดในนรก

~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริง โดยประการต่างๆ ทั้งปวง ให้เข้าใจทุกขณะที่พระองค์ทรงแสดงความจริงที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งแต่ละหนึ่งขณะ

*** ~ ทุกคนกลัวภัยมาก เกิดมาแล้วมีภัยมากมาย จะมีอุบัติเหตุ ข้าวยากหมากแพง โรคภัยต่างๆ น้ำท่วม ไฟไหม้ สารพัดภัย เกิดมาแล้วพ้นจากภัยไหม ไม่พ้น แต่ถ้ายังมีขันธ์อยู่ตราบใดก็ยังต้องมีภัย และภัยที่สำคัญ คือ ทุกๆ ขันธ์เกิดเพราะเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยดับเหตุปัจจัยแล้ว ภัยก็เกิดไม่ได้ ขันธ์ก็เกิดไม่ได้เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวถึงภัยที่ทุกคนหวั่นเกรงมาก ไฟไหม้ น้ำท่วม โจรผู้ร้าย โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มาจากไหน ก็มาจากกิเลส กิเลสภาระ คือ อกุศลนั่นเองทำให้เกิดภัยต่างๆ ***

*** ~ หวังว่าจะได้ หวังว่าจะมี หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตายเดี๋ยวนี้ ไหนหวัง? จะได้ไหม? ถึงยังไม่ตาย ได้มาแล้วก็หมดไป ใช่ไหม?  เพราะฉะนั้น มีอะไรบ้าง นอกจากความว่างเปล่าที่ใช้คำว่า "สุญญตา" ว่างจากความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่หลงติดข้องพอใจใช่ไหม? เพราะเหตุว่าสิ่งนั้นไม่มีแล้วและไม่มีเลย เพราะทันทีที่เกิดก็ดับ***

*** ~ ตาย คือ สิ่งนั้นดับ กลับมาอีกไม่ได้เลย 
ความตาย เดี๋ยวนี้ มีไหม? เห็นเกิดขึ้นแล้วดับ ไม่กลับมาอีกในสังสารวัฏฏ์ จะเป็นเห็นเดิมในชาติก่อนๆ ไม่ได้ จะเป็นเห็นเมื่อวานนี้หรือเมื่อกี้นี้ไม่ได้ เพราะว่าทุกขณะล่วงไป ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น ความตายทุกขณะที่เมื่อเกิดแล้วต้องดับ สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ลองหาดูว่าอะไรเกิดแล้วไม่ดับบ้าง? แต่ละหนึ่งขณะดับไป ตายไป จากไป ไม่กลับมาอีกเลยสักขณะเดียวอย่างรวดเร็วสุดที่จะประมาณได้***

~ ความไม่รู้เป็นภัยอย่างยิ่งทำให้ประพฤติเป็นไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ ให้โทษ
ถึงบางครั้งก็ทำให้ไปเกิดในอบายภูมิ

*** ~ ไม่มีใครแน่นอน เพราะทุกอย่างเกิดแล้วดับ จะเป็นใครจะเป็นอะไรได้อย่างไร นอกจากเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง***

~ เวลาที่กระซิบเบาๆ คนอื่นยังได้ยินใช่ไหม แต่เวลาโลภะกระซิบนี้ ไม่มีใครได้ยิน แต่กระซิบอยู่ตลอด เพราะฉะนั้น ก็รู้ได้เลย ขณะไหนนึกคิดขึ้นมาด้วยโลภะ ขณะนั้นก็กระซิบไปเป็นเรื่องต่างๆ

~ เพียรที่จะไม่โกรธหรือเปล่า ถ้ายังโกรธต่อไปเรื่อยๆ ก็แปลว่าวิริยะทางฝ่ายอกุศลมีกำลังอยู่มาก
แต่ถ้าวิริยะทางฝ่ายกุศลเพิ่มขึ้น การระลึกได้ จะทำให้จิตที่ขุ่นเคืองละคลาย เบาบาง และอาจจะมีเมตตาเกิดขึ้นทันที แปลงสภาพจากความขุ่นเคืองเป็นความผ่องใสทันทีได้

~ ถ้าท่านเริ่มเป็นผู้ที่เห็นโทษของอกุศลทั้งหลายและเจริญธรรมที่เป็นกุศลธรรม ก็จะเป็นผู้ที่อ่อนโยน เป็นผู้ที่ง่ายขึ้นในการที่จะให้กุศลจิตเกิดแทนอกุศล

~ เวลาที่ได้กลิ่นไม่สะอาด กลิ่นไม่หอม ท่านผู้ฟังมีปฏิกิริยา มีอาการอะไรบ้างหรือเปล่า ในขณะนั้นสภาพของจิตเป็นอย่างไร มีความเห็นใจ มีความเข้าใจ มีความอ่อนโยน มีความกรุณา มีความเมตตาบ้างไหม หรือว่ามีความรังเกียจ?

~ ถ้าใครเป็นผู้ที่พูดวาจาไม่อ่อนหวาน ให้ทราบว่า นั่นเป็นอกุศลจิต เปลี่ยนได้ แก้ได้ อบรมใหม่ได้ ให้เกิดกุศลได้

~ ถ้ามีความกระวนกระวายนิดหนึ่งที่เกิดเพราะความปรารถนาเพราะความพอใจ
ขณะนั้นไม่สงบ ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะถ้าสุขจริง สงบจริง ไม่ต้องการอะไร แต่เมื่อยังต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ ยังเพลิดเพลินพอใจในสิ่งที่ปรากฏอยู่ ย่อมแสดงว่าในขณะนั้น ไม่สงบเลย เพราะถ้าสงบจริงๆ จะไม่ต้องการรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย) ใดๆ ทั้งสิ้น

~ กุศลจิตซึ่งเป็นความอ่อนโยนหรือว่าเป็นความอ่อนน้อมของจิต ท่านผู้ฟังจะเห็นได้ว่าแม้ว่าเป็นกุศล ซึ่งไม่น่าจะเกิดยากเลย แต่ว่าตามความเป็นจริง บางครั้งก็ไม่เกิดและก็เกิดยาก ไม่ใช่ว่าจะเกิดได้โดยง่ายเสมอไป

~ สำหรับผู้ที่สะสมความเป็นผู้ที่มีจิตอ่อนโยน ก็สามารถที่จะเกิดอปจายนกุศล คือ ความอ่อนน้อมได้ไม่ยาก แต่สำหรับผู้ที่สะสมความถือตนหรือความมานะ จะเห็นได้ว่าเป็นการยากที่จะเกิดขึ้น

~ บางคนก็อยากที่จะพูดจาอ่อนโยน มีจิตใจที่อ่อนโยน แต่ว่าเหตุการณ์กับสิ่งแวดล้อมไม่เป็นปัจจัยที่จะให้วาจาที่อ่อนโยนเกิดได้ แต่มักจะเป็นคำพูดที่ดุ หรือว่ารุนแรง หยาบกระด้าง เผ็ดร้อน หรือบางคนก็อาจจะคุ้นเคยกับการพูดกระทบ กระเทียบเปรียบเปรยจนกระทั่งเป็นนิสัย โดยที่ไม่ทราบว่า ในขณะนั้นสภาพของจิตขาดความเมตตาอย่างยิ่ง ถ้าความเมตตาเกิดขึ้นในขณะนั้น พูดอย่างนั้นไม่ได้ จะมีการวิรัติ (งดเว้น) วจีทุจริตในขณะนั้นทันที แต่ผู้ที่สะสมอกุศลจิตอกุศลธรรมมามากในการที่จะเป็นผู้ที่ใช้คำพูดอย่างนั้น ก็จะเห็นได้ว่าในวันหนึ่งๆ คำพูดก็มักจะเป็นอย่างนั้นมากกว่าคำพูดที่อ่อนโยน บางท่านก็มีข้อแก้ตัวว่ามีความจำเป็นเสียจริงๆ ที่จะต้องดุ จะต้องพูดอย่างนั้น แต่ถ้าสติเกิด จะระลึกได้ทันทีว่าในขณะนั้นเป็นอกุศลธรรม เกิดหิริ ความละอาย เกิดโอตตัปปะ การเห็นภัย เห็นโทษของอกุศลธรรมในขณะนั้น และรู้ด้วยว่าถ้าไม่พูดอย่างนั้น เปลี่ยนเป็นคำพูดที่เป็นไปด้วยกุศลจิต เป็นคำพูดที่อ่อนหวานด้วยจิตใจที่อ่อนโยนก็จะได้ผลที่เสมอกันหรืออาจจะมากกว่าด้วย โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคำดุหรือเป็นคำที่หยาบคาย เผ็ดร้อนรุนแรง

~ บางคนเป็นผู้ที่เมาอย่างมากในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ ในสุข นอกจากนั้นยังเมาในสักการะที่ผู้อื่นกระทำต่อตนด้วย ชอบที่จะให้ผู้อื่นแสดงความนอบน้อมอ่อนน้อมหรือเห็นความสำคัญของตน
แสดงให้เห็นว่า อกุศลธรรมมีมาก และในรูปลักษณะต่างๆ กัน อกุศลธรรมบางครั้งทำให้เป็นผู้ที่หยาบกระด้าง ไม่อ่อนโยน สำคัญตน และบางครั้งก็ทำให้เป็นผู้ที่ต้องการให้คนอื่นแสดงความนอบน้อมต่อตน เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าอกุศลธรรมกว่าจะดับได้เป็นสมุจเฉท (ดับได้เด็ดขาด) จะต้องมีปัจจัยเกิดขึ้นปรากฏในลักษณะต่างๆ กัน และสำหรับผู้ที่เมามากในสักการะ ก็ย่อมเป็นผู้ที่สามารถจะกระทำอกุศลกรรมได้

~ ถ้ากำลังของอกุศลมีมาก แม้เพียงความอ่อนโยนหรือความอ่อนน้อม จะทำได้โดยง่ายหรือโดยยาก? และท่านเป็นผู้ที่พร้อมที่จะยอมรับผิด ถ้าท่านผิด หรือว่าพร้อมที่จะขออภัยท่านผู้อื่นเวลาที่ท่านกระทำผิดไปแล้วหรือไม่? ในชีวิตประจำวันจริงๆ ก็จะเห็นสภาพการสะสมของอกุศลธรรมได้ว่าท่านกระทำได้โดยยากหรือว่าโดยง่าย?

~ หมดความเป็นเรา จึงจะทำให้กิเลสอื่นๆ หมดไปตามลำดับ

~ โรคของใจคือกิเลสทั้งหลาย



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ...  ครั้งที่ ๗๕๘

pic00076257318cdc083.jpg?1772933674

pic00483840c4988111.jpg?1772933628

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 8 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 2    โดย jaturong  วันที่ 8 มี.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 


ความคิดเห็น 9    โดย JSung  วันที่ 9 มี.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 


ความคิดเห็น 11    โดย shsso2551  วันที่ 9 มี.ค. 2569

กราบอนุโมทนาค่ะ