ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๓
~ ธรรมทั้งหลาย ทั้งหมด ไม่เว้นเลย เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ขณะนี้ฟังให้เข้าใจตรงนี้ เพื่อที่จะได้สะสมความเห็นถูกนี้ไปเรื่อยๆ
*** ~ สิ่งที่มีค่าที่สุด ก็คือ ความเข้าใจธรรม จากผู้ที่หวังดีที่สุด เป็นกัลยาณมิตรที่เลิศกว่ากัลยาณมิตรทั้งหลาย คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครก็ตามที่มีโอกาสที่จะได้รับพระธรรม ได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจพระธรรม ก็เป็นลาภที่ประเสริฐยิ่ง "ลาภานุตตริยะ" ยิ่งกว่าอย่างอื่น เพราะเหตุว่าเราเข้าใจคำว่า “ลาภ” สิ่งที่เราได้มาทำให้เรามีความสุข ก็ต้องไม่พ้นจากทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แต่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏทางตาก็เพียงแค่ปรากฏให้เห็น จะชื่นชมยินดีสักเท่าไร ก็หมดแล้ว เสียงที่กระทบหู ไม่ว่าจะเป็นคำสรรเสริญ เป็นยศถาบรรดาศักดิ์ เพียงแค่กระทบหูก็หมดแล้ว เพราะฉะนั้น อย่างนั้นหรือที่เป็นลาภที่ประเสริฐ เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วไม่มี เพียงเกิดปรากฏให้รู้ ให้เห็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วก็หมดไป***
~ การเรียนน้อยหรือเรียนมากไม่สำคัญเลย สำคัญที่ความเข้าใจใน สิ่งที่เรียนหรือสิ่งที่ได้ฟังว่าลึกซึ้งและถูกต้องแค่ไหน เช่น คำว่า ธรรม แสดงว่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน มีแต่สภาวธรรมแต่ละอย่าง เช่น การเห็น เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนก เป็นเป็ด เป็นคน เป็นเทพ การเห็น ก็เป็นแต่เพียงการเห็น
~ เราเริ่มรู้จักตัวเราเองว่า มีอกุศลมาก ทำให้เราไม่ประมาท และจะได้รู้ละเอียดว่าอกุศลที่มีมากเริ่มมาจากจุดไหน ซึ่งต้องมาจากตัวอวิชชาแน่ๆ เพราะฉะนั้น ยังไม่ใช่ความรู้สภาพธรรมตราบใด ขณะนั้นยังต้องเป็นอวิชชาอยู่ แสดงว่ามากแน่ๆ และทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ถ้าไม่เป็นกุศลก็ต้องเป็นอกุศล และอกุศลทุกชนิดจะขาดโมหะไม่ได้ มีอยู่ชัดเจน แต่เราไม่ค่อยจะมองเห็นว่าเป็นอวิชชา
~ สำหรับชีวิตในแต่ละชาติจะเห็นได้ว่าถ้าในทุกๆ ชาติที่เกิดมามีโอกาสได้ฟังพระธรรม ถ้ายังไม่ละคลายอกุศลต่างๆ ในชีวิตประจำวันจริงๆ ด้วยความตั้งใจมั่น ด้วยความเพียร ด้วยความอดทน ย่อมไม่ถึงกาล (เวลา) ที่จะดับกิเลสได้ เพราะว่ากิเลสมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้น การที่กุศลแต่ละขณะจะเกิดได้ จะเจริญได้ ต้องอาศัยความเพียรและความอดทน ต่อการที่จะไม่เป็นอกุศลในขณะนั้น
*** ~ ทุกท่านยังมีร่างกาย มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจที่จะคิด ที่จะไตร่ตรองธรรม ที่จะพิจารณารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย) ที่จะเป็นประโยชน์ ก็ควรที่จะใช้ร่างกายนี้ให้เป็นประโยชน์***
~ ท่านที่เป็นกัลยาณมิตร ถ้ามิตรสหายของท่านกำลังเป็นอกุศล ขณะนั้นก็เป็นโอกาสดีที่จะกล่าวธรรม เพราะถ้าท่านเตือนเองย่อมไม่ได้ผลเท่ากับการแสดงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับกาลเทศะและเหตุการณ์ในขณะนั้น แต่ให้ทราบว่าคำพูดของบางท่านสะกิดใจจริงๆ บางทีฟังแล้วระลึกได้ทันที ซึ่งถ้าท่านไม่กล่าววาจาอย่างนั้น บุคคลนั้นก็ยังคงมีอกุศลต่อไปอีกนาน โดยเฉพาะในเรื่องของความโกรธ หรือในเรื่องของความตระหนี่ ความริษยา เรื่องของอกุศลทั้งหลาย ถ้ามีธรรมที่ระลึกได้ในขณะนั้นและกล่าวขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังมีอกุศลจิต
~ ทุกคนมีอกุศลมากซึ่งทุกคนก็บอกไม่ถูกว่ามากสักแค่ไหน ถ้าสติเกิดระลึกได้จริงๆ ก็จะรู้ได้ว่าอกุศลมีมาก แต่ถ้าสติไม่เกิด ไม่มีทางที่จะรู้ได้ ไม่มีทางที่จะพิจารณาได้ว่า ขณะนั้นสิ่งใดเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร และสิ่งใดเป็นสิ่งที่ไม่ถูก ไม่ควรที่จะต้องละเว้น เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้จริงๆ ว่า สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง ถ้าสติไม่เกิด ใครก็เจริญกุศลไม่ได้ ไม่ใช่ว่ามีใครสามารถเจริญกุศลได้โดยสติไม่เกิด
~ เวลาที่เห็นอกุศลของคนอื่น ขอให้พิจารณาดูว่าท่านมีความรู้สึกอย่างไร เป็นการสอบจิตใจของท่านเองว่าเพิ่มกุศลขึ้นบ้างไหมเมื่อเห็นอกุศลของคนอื่น เพราะส่วนใหญ่แล้วมักจะเห็นอกุศลของคนอื่น แต่เวลาที่คนอื่นมีอกุศล จิตใจของท่านเป็นอย่างไร เมื่อคิดที่จะละอกุศลของตนเอง เวลาที่เห็นอกุศลของคนอื่น จิตใจของท่านเป็นอย่างไร มีความเข้าใจในจิตใจของคนนั้น และเห็นใจ อดทนต่ออกุศลของคนอื่นบ้างไหม
~ ไม่ว่าจะกระทบสัมผัสส่วนไหนที่แข็ง ก็เป็นเพียงรูป หาใช่เราไม่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนทั้งสิ้น แต่เมื่อมีความทรงจำว่ามีเราตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้านี้ลึกและเหนียวแน่นเหลือเกิน ก็ต้องอาศัยการระลึกที่ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ เฉพาะที่ปรากฏ เพื่อยืนยันว่าไม่มีเราแน่นอน มีแต่ลักษณะแข็งเพียงเล็กน้อยที่ปรากฏเท่านั้นเอง
*** ~ "อนัตตา" ไม่ลืมเลยคำนี้ เราไม่มี มีแต่ธรรม เป็นธรรมทั้งหมดธรรมที่ไม่ดีมีจริงๆ ไม่ใช่เรา ธรรมที่ดีก็มีจริง ก็ไม่ใช่เราด้วย ทั้งหมดคือธรรมที่ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัยสำหรับธรรมประเภทนั้น ธรรมประเภทนั้นก็เกิดไม่ได้
~ เมตตา คือ ความเป็นมิตร ถ้าเราสามารถจะรู้ขณะที่ต่างกันของโลภะกับเมตตา เมตตาของเราก็เจริญขึ้น โดยไม่ไปตู่โลภะว่าเป็นเมตตา ไม่ไปคิดว่าขณะที่เป็นโลภะ เป็นเมตตา อีกอย่างหนึ่งรู้สึกว่า แต่ละคนเมตตาคนดีง่าย แล้วก็จะเจริญเมตตาให้มากๆ พอถึงคนชั่วแล้ว ไม่เมตตาเลย แล้วเมื่อไรเราจะมีเมตตามากได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่จะต้องค่อยๆ อบรมไป เพราะว่าอกุศลสะสมมามาก จะให้มีแต่กุศลก็ยาก
~ ถ้าใครเป็นเพื่อนใครแล้วหวังร้าย พูดร้าย คิดร้ายทำร้าย นั่นคือไมใช่เพื่อน แต่ถ้าเป็นเพื่อนจริงๆ จะไม่มีความรู้สึกอย่างนั้น แม้ข้อความในพระไตรปิฎก ท่านก็กล่าวว่า ไม่แข่งดี เพราะฉะนั้น ถ้าใครเกิดคิดแข่งดีเมื่อไรกับใคร รู้ตัวเองว่าไม่ได้เป็นเพื่อนกับคนนั้น เพราะว่าธรรมสำหรับใคร ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ทั้งหมด สำหรับประโยชน์ของผู้ฟัง ผู้ไตร่ตรอง ผู้เข้าใจความจริง
*** ~ โอกาสไหนที่กุศลจิตจะเกิด? มีเกือบจะตลอดเวลา ถ้าเห็น เราก็เห็นกันอยู่ มีเมตตา มีความเป็นเพื่อน มีความหวังดีขณะใด ขณะนั้นเป็นกุศลแล้ว ไม่ยากเลย แต่เป็นได้ไหมหรือยังโกรธอยู่ หรือว่ายังไม่ให้อภัย?***
*** ~ โอกาสที่ประเสริฐสุด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร วัยไหนก็ตามทั้งสิ้น พระธรรมมีค่าเหนือรัตนะใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าแก้วแหวนเงินทอง ไม่ได้นำความสุขมาให้เราอย่างแท้จริง เราอาจจะชอบเพลินไป สวยดี โดยเอากิเลสของเราประมาณในสิ่งที่เราชอบ ก็ตั้งราคาตามกิเลสของเรา แต่ว่าเวลาที่เรามีความทุกข์ สิ่งนั้นช่วยได้ไหม? ไม่มีทางที่รัตนะอื่นจะทำให้เราคลายจากความทุกข์ได้ แล้วคนเราหนีความทุกข์ได้ไหม ถ้ายังมีกิเลส เพราะเหตุว่า ทุกข์มีหลายแบบ ทุกข์กายก็มี ทุกข์ใจก็มี แค่ขุ่นใจนิดเดียว สุขหรือทุกข์ แล้วมีใครบ้างที่จะพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้หนทางที่จะทำให้เราหมดทุกข์โดยประการทั้งปวง***
~ การศึกษาธรรมก็ต้องอดทน ที่จะรู้ว่าอกุศลมีมาก ความไม่รู้มีมาก ความติดข้องในสิ่งที่เคยติด ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีมาก เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟังธรรมทุกประการ ด้วยการพิจารณาให้เข้าใจธรรม ซึ่งการเข้าใจธรรมมีตั้งแต่ขั้นฟัง ขณะนี้ที่ได้ฟัง แล้วก็เริ่มเข้าใจ จนกว่าจะสามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ กำลังเป็นจริงในขณะนี้ได้
~ ธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียด ความเป็นอนัตตาก็แสดงความเป็นอนัตตาตลอดทุกขณะ ทุกอย่าง แต่เมื่อปัญญาไม่เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถเห็นความเป็นอนัตตาได้ เพราะเหตุว่ามีอวิชชา ความไม่รู้ในสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น รู้ได้เลยว่ากิเลสทั้งหมด ภพชาติทั้งหมดที่ยังจะมีต่อไป ก็เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ นั่นเอง
*** ~ เมื่อมีปัญญา มีความเห็นถูกต้องแล้ว ความคิดก่อนๆ ซึ่งเคยคิดไปในทางไม่ดี ในทางเบียดเบียน ในทางติดข้อง ในทางเอาเปรียบ ในทางขาดเมตตา นานาประการในความคิดเหล่านั้น ก็จะค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ คลาย ค่อยๆ ลด แล้วเพิ่มทางฝ่ายกุศลขึ้นได้***
~ สัตว์โลกทั้งหลายเมื่อเกิดมาแล้วจะต้องตาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะหนีไปที่ใด ไม่ว่าจะอยู่ถึงสวรรค์ชั้นใดก็ตาม ความตายก็ครอบงำไว้ เพราะว่าสัตว์โลกทั้งหมดที่เกิดมาแล้วจะต้องตาย หนีความตายไม่พ้นเลย
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๒ 

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
แต่ละคำองค์พระศาสดา จักศึกษาจนเข้าใจ หนักแน่นไม่หวั่นไหว ด้วยเข้าใจในอนัตตา กราบอาจารย์สุจินต์ให้ เมตตาได้ทุกเวลา อีกเปี่ยมความกรุณา น้อมศรัทธาอาจารย์เทอญ
ขอน้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ขอรับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารเขตต์ กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์คำปั่น ด้วยความเคารพค่ะ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ