
* กิเลส คือ สภาพที่เศร้าหมอง ซึ่งเมื่อเกิดกับจิตขณะใด ก็จะปรุงแต่งให้จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันในขณะนั้น เศร้าหมองเป็นอกุศลไปด้วย
* กิเลส มี 10 อย่าง คือ โมหะ (ความหลง ความไม่รู้) อหิริกะ (ความไม่ละอายที่จะเป็นอกุศล) อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงที่จะเป็นอกุศล) อุทธัจจะ (ความไม่สงบ) โลภะ (ความติดข้อง) มานะ (ความสำคัญตน) ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) โทสะ (ความขุ่นเคือง) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในสภาพธรรม) และ ถีนะ (สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้หดหู่ ซบเซา)
* กิเลส เหล่านี้ เมื่อมีกำลังมากก็จะปรากฏอาการที่หลากหลายออกมาเป็น อุปกิเลส
* อุปกิเลส คือ กิเลสที่มีกำลังมาก ซึ่งแสดงอาการปรากฏออกมาอย่างชัดเจน เช่น ความลบหลู่คุณของท่านผู้มีคุณ ความแข่งดี ความโกรธ ความผูกโกรธ ความริษยา ความตระหนี่
* พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึง กิเลส และ อุปกิเลส เพื่อให้เห็นโทษของกิเลสทุกระดับ และเห็นถึงอาการของกิเลสที่มีกำลังเป็นอุปกิเลส ซึ่งมีโทษมาก
(สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียด)
อุปกิเลสมี 16 อย่าง ได้แก่
- อภิชฌาวิสมโลภะ (โลภะที่มีกำลังกว่าปกติ คือความเพ่งเล็งสมบัติผู้อื่น) ถัมภะ (หัวดื้อ) สารัมภะ (แข่งดี) มานะ (ถือตัว) อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) มทะ (มัวเมา) ย่อมละได้ด้วยอรหัตตมรรค
- พยาปาทะ (ความพยาบาท) โกธะ (ความโกรธ) อุปนาหะ (ความผูกโกรธไว้) ปมาทะ (เลินเล่อ) ย่อมละด้วยอนาคามิมรรค
- มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) ปลาสะ (ตีเสมอ) อิสสา (ความริษยา) มัจฉริยะ (ตระหนี่) มายา (มารยา, เจ้าเล่ห์) สาเถยยะ (โอ้อวด) ย่อมละด้วยโสดาปัตติมรรค
โดย อ.อรรณพ หอมจันทร์
อ่านหัวข้ออื่นๆ คลิกที่นี่ ... คติธรรม
ขออนุโมทนาครับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
กราบขอบพระคุณด้วยความเคารพค่ะ
สาธุ
ขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาครับ
ธรรมมีมานัสพร้อม รับฟัง อันเกิดกุศลดัง ธาตุรู้ จิตเจตสิกเป็นพลัง เสริมส่ง หนุนแฮ กราบอาจารย์สุจินต์ผู้ เปี่ยมด้วยเมตตา
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ