เริ่มเข้าใจถูกต้องตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมทั้งหมด
โดย เมตตา  13 เม.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52230

[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 411

[๗๕๑] ถีนมิทธนิวรณ์ เป็นไฉน

ถีนมิทธะนั้น แยกเป็น ถีนะ อย่างหนึ่ง มิทธะ อย่างหนึ่ง ใน ๒ อย่างนั้น

ถีนะ เป็นไฉน

ความไม่สมประกอบแห่งจิต ความไม่ควรแก่การงานแห่งจิต ความท้อแท้ ความถดถอย ความหดหู่ อาการที่หดหู่ ภาวะที่หดหู่ ความซบเซา อาการที่ซบเซา ภาวะที่ซบเซาแห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า ถีนะ

มิทธะ เป็นไฉน

ความไม่สมประกอบแห่งนามกาย ความไม่ควรแก่งานแห่งนามกาย ความปกคลุม ความหุ้มห่อ ความปิดบังไว้ภายใน ความง่วงเหงา ความหาวนอน ความโงกง่วง ความหาวนอน อาการที่หาวนอน ภาวะที่หาวนอน อันใดนี้เรียกว่า มิทธะ


[เล่มที่ 14] พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 322


เหตุละถีนมิทธะ

แต่ถีนมิทธะนั้น จะละได้ด้วยโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายมีอารภธาตุเป็นต้น. ความเพียรเริ่มแรก ชื่อว่าอารภธาตุ. ความเพียรที่มีกำลังกว่าอารภธาตุนั้น เพราะออกไปพ้นจากความเกียจคร้านแล้ว ชื่อว่านิกกมธาตุ- ความเพียรที่มีกำลังยิ่งกว่านิกกมธาตุแม้นั้น เพราะล่วงฐานอื่นๆ ชื่อว่าปรักกมธาตุ (ก้าวไปข้างหน้า. บากบั่น) . เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆ ในความเพียร ๓ ประเภทนี้ ย่อมละถีนมิทธะได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธาตุคือความเริ่มความเพียร ธาตุคือความออกพ้นไปจากความเกียจคร้าน ธาตุคือความก้าวไปข้างหน้ามีอยู่ การทำให้มากซึ่งโยนิโมนสิการ ในธาตุเหล่านั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิดแห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อละถีนมิทธะที่เกิดแล้ว ดังนี้.


อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ ได้ฟังในตอนต้นก็ได้เพิ่มพูนความเข้าใจในเรื่องของความเพียรครับ ซึ่งก็เป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันครับ แล้วก็เป็นสิ่งที่มีจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงครับ

ซึ่งเมื่อวานตอนกลางคืนก็ได้มีโอกาสสนทนากับ อ.อรรณพ ในเรื่องของความท้อแท้ท้อถอย เซื่องซึม ง่วงเหงาหาวนอนครับ ที่กล่าวถึงธรรม ๒ อย่าง ก็คือถีนะ กับมิทธะ ครับ ซึ่งเมื่อกล่าวถึงถีนะ แล้วก็มิทธะ ก็จะมีข้อความที่แสดงถึงธรรมที่เป็นไปเพื่อละถีนะ มิทธะครับ ก็น่าพิจารณาครับ ก็ขอโอกาสได้ฟังความละเอียดที่ท่านอาจารย์จะได้กล่าวเพื่อประโยชน์เพื่อความเข้าใจที่มั่นคงเพิ่มขึ้นครับ

ซึ่งข้อความในพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี ก็ได้กล่าวถึงความเป็นจริงของถีนะ กับมิทธะไว้ครับ มีข้อความดังนี้ครับ ถีนมิทธะนั้น แยกเป็น ถีนะ อย่างหนึ่ง มิทธะ อย่างหนึ่ง ใน ๒ อย่างนั้น ถีนะ เป็นไฉน ความไม่สมประกอบแห่งจิต ความไม่ควรแก่การงานแห่งจิต ความท้อแท้ ความถดถอย ความหดหู่ อาการที่หดหู่ ภาวะที่หดหู่ ความซบเซา อาการที่ซบเซา ภาวะที่ซบเซาแห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า ถีนะ ครับ นี่คือถีนะนะครับ

ต่อไปนะครับ มิทธะ เป็นไฉน ความไม่สมประกอบแห่งนามกาย ความไม่ควรแก่งานแห่งนามกาย ความปกคลุม ความหุ้มห่อ ความปิดบังไว้ภายใน ความง่วงเหงา ความหาวนอน ความโงกง่วง ความหาวนอน อาการที่หาวนอน ภาวะที่หาวนอน อันใดนี้เรียกว่า มิทธะครับ

นี่ก็คือธรรม ๒ อย่างครับ ถีนะก็เป็นธรรมที่ทำให้จิตชบเซาครับ มิทธะก็เป็นเจตสิกที่ทำให้เจตสิกที่เกิดด้วยกันไม่ควรแก่การงานครับ มีอาการง่วงเหงาหาวนอนครับ

ทีนี้ท่านอาจารย์ครับ ก็มีข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงในความเป็นจริงที่แสดงถึงธรรมที่จะเป็นไปเพื่อละถีนมิทธะ ครับ ก็มีข้อความในอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต มีข้อความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเหตุไม่เกิดขึ้นแห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเสื่อมหายไปแห่งถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้วก็ดี เหมือนอย่างธาตุคือความเพียรริเริ่ม อารภธาตุ ธาตุคือความเพียรพยายาม นิกกมธาตุ ธาตุคือความเพียรบากบั่น ปรักกมธาตุ นี้เลย ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีความเพียรอันเริ่มแล้ว ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้นด้วย ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมหายไปด้วยครับ

นี่ก็คือ พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงครับ ก็กราบท่านอาจารย์ในความละเอียดของความเพียรที่ค่อยๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ เริ่มขึ้นมากขึ้นจนกระทั่งเป็นความเพียรที่ถึงความบากบั่นมั่นคงนี่ครับ คืออย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: คือ ชีวิตจริงของทุกคนใช่ไหม?

อ.คำปั่น: คือชีวิตจริงของทุกคนครับ

ท่านอาจารย์: คุณคำปั่นเป็นอย่างนี้หรือเปล่า?

อ.คำปั่น: ครับ ก็ค่อยๆ เริ่มครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ชีวิตจริงทั้งหมด ไม่เคยรู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร!! แต่ได้ฟังความจริงค่อยๆ เข้าใจขึ้น ต้องเรียกชื่อไหมกำลังง่วง?

คิดถึงชื่อนี่ถูกไหม? หรือแทนที่จะคิดถึงชื่อ ลักษณะนั้นมีจริงๆ แต่แสนที่จะง่วงจะรู้ได้ไหม?

อ.คำปั่น: แสนที่จะง่วง จะรู้ได้ไหม?

ท่านอาจารย์: กำลังง่วงๆ อย่างนี้ สามารถจะเข้าใจอะไรได้ไหม?

อ.คำปั่น: กำลังง่วง ไม่สามารถเข้าใจอะไรได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เป็นธรรมแต่ละอย่างเท่านั้นเอง

อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ เวลาได้ฟังนี่ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คือธรรมไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย คือชีวิตจริงๆ ครับ แล้วที่จะเข้าใจได้ก็ต้องอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ แล้วยิ่งท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ หรือเปล่า ก็ยิ่งตอกย้ำๆ ให้มั่นคงเลยว่า นี่คือความจริงในชีวิตประจำวันจริงๆ ที่เกิดขึ้นจริงๆ ครับท่านอาจารย์ครับ

ความง่วงเหงาหาวนอน ความท้อแท้ท้อถอยนี่มีจริงๆ ซึ่งขณะที่เกิดอย่างนี้ ก็คือเป็นอกุศลธรรมนั่นแหละที่เกิดขึ้นเป็นไป แต่ก็มีข้อความแสดงไว้ครับว่า ถีนมิทธะก็เกิดกับอกุศลจิตที่มีกำลังอ่อนครับ เกิดร่วมกับโลภที่มีกำลังอ่อน เกิดร่วมกับโทสที่มีกำลังอ่อน ทีนี้ก็หาชื่ออีกครับท่านอาจารย์ครับ ก็ตามชื่ออีก แต่ว่าก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของธรรมนั่นแหละที่เกิดขึ้นจริงๆ มีจริงๆ ครับ

แล้วก็ ขณะที่ถีนมิทธะเกิดนี่แน่นอนครับเป็นอกุศล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรมที่จะเป็นไปเพื่อละถีนมิทธะ ก็คือความเพียรในทุกระดับขั้นเลยครับตั้งแต่ต้นครับ อันนี้ก็เห็นถึงพระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ และได้เห็นถึงความเกื้อกูลที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวให้ได้เข้าใจว่า ความเพียรเป็นอย่างไร มีแล้วเกิดแล้วแม้ขณะนี้ก็มีครับ

ก็เป็นการได้ศึกษาให้เข้าใจในธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้จริงๆ ครับที่เป็นธรรมไม่ใช่เราครับ

ท่านอาจารย์: นั่นจึงจะชื่อว่า ศึกษาธรรม ไม่ใช่จำชื่อแล้วไปหาชื่อ ง่วงแสนจะง่วงจะไปหาชื่อไหมนี่อะไร!!

อ.คำปั่น: ครับ ข้อความในพระไตรปิฎกก็ไพเราะจริงๆ ครับ ความเพียรก็ตั้งแต่เริ่มต้น เริ่มปรารภความเพียร ก็เริ่มที่จะมีความเพียรเกิดขึ้น แล้วความเพียรนั้นก็มีกำลังขึ้นเพิ่มขึ้นครับในฝ่ายที่เป็นกุศลก็ค่อยๆ ก้าวออกจากอกุศลครับ จนกระทั่งเป็นความเพียรที่มีกำลังครับ ก็ซาบซึ้งอย่างยิ่งครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ก็เริ่มรู้จักวิริยเจตสิกแล้วใช่ไหม? จะชื่อนั้นในภาษานั้น แต่ทั่วๆ ไป ก็คือเพียร ขยันเมื่อไหร่ ไม่เกลียดคร้าน แต่ว่าละเอียดกว่านั้นมาก แม้จะพลิกตัว ไม่มีความเพียรหรือวิริยเจตสิกได้ไหม? ขณะไหนกำลังอ่อนแค่ไหนมีอะไรเกิดร่วมด้วย ความท้อถอยหรือความไม่มากอย่างที่เคยเป็น

อ.คำปั่น: ครับ ต้องศึกษาจริงๆ ครับท่านอาจารย์ เพราะว่าได้ศึกษาว่า จิตประเภทไหนที่ไม่มีวิริยเกิดร่วมด้วยก็ศึกษาครับท่านอาจารย์ครับ ก็เป็นประโยชน์ที่จะได้พิจารณาในความเป็นจริงของธรรมครับ แล้วก็ถ้าเป็นความเพียรที่จะเป็นไปเพื่อขัดเกลาละคลายอกุศล ก็ต้องเป็นความเพียรในทางที่เป็นกุศล แล้วก็ความเพียรที่ประเสริฐยิ่งก็เป็นไปพร้อมกับปัญญาที่เข้าใจความจริงครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจถูกต้องตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมทั้งหมดไม่ไกลเลยทุกขณะในชีวิตประจำวัน จึงจะเริ่มรู้ว่ารู้จักธรรม ไม่ใช่อยู่ในหนังสือไม่ใช่อยู่ในบรรทัดนั้นบรรทัดนี้ แต่ว่า อยู่ที่เดี๋ยวนี้เป็นธรรม เริ่มเห็นใช่ไหม? เดี๋ยวนี้เป็นธรรม มีจริง อะไร? ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย

อ.คำปั่น: ชัดเจนอย่างยิ่งครับ ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน มีจริงๆ ในขณะนี้ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 14 เม.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ