
[เล่มที่ 39] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 183
คนบางคนในโลกนี้ ย่อมทำตนที่ทุศีลให้ตั้งอยู่ในสุศีล ทำตนที่ไม่มีศรัทธาให้ตั้งอยู่ในสัทธาสัมปทา ทำตนที่ตระหนี่ให้ตั้งอยู่ในจาคสัมปทา การตั้งตนดังกล่าว ชื่อว่า ตั้งตนไว้ชอบ. การตั้งตนไว้ชอบนี้ เรียกว่า อัตตสัมมาปณิธิ. อัตตสัมมาปณิธินี้แลเป็นมงคล. เพราะเหตุไร. เพราะเป็นเหตุละเวรที่เป็นไปในปัจจุบันและภายภาคหน้าและประสบอานิสงส์ต่างๆ อย่าง.
[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - - หน้า 116
การตั้งตนไว้ชอบ คือ ถ้าเป็นคนประกอบด้วยความไม่มีสัทธาเป็นต้นมาก่อน การละความไม่มีสัทธาเหล่านั้นเสียแล้ว ตั้งอยู่ในสัทธาเป็นต้น ชื่อว่า อัตตสัมมาปณิธิ ความตั้งตนไว้ชอบ.
[เล่มที่ 68] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 823
บทว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ - ตั้งตนไว้ชอบ การตั้งตนไว้ชอบ หากว่าครั้งก่อนเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น ละความไม่มีศรัทธาเป็นต้น นั้น แล้วตั้งอยู่ในศรัทธาเป็นต้น.
มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม ๑ - หน้าที่ 173
กถาว่าด้วยการตั้งตนไว้ชอบ
[๑๐๖] จิต ชื่อว่า ตน, อีกนัยภาพทั้งหมด ชื่อว่า ตน. จริงอยู่ จิตและอัตภาพทั้ง ๒ นั้น เรียกว่า ตน เพราะอรรถว่า ไป ได้แก่ แล่นไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ ถึง คือประสบทุกข์ในสงสารต่างโดยชาติและชราเป็นต้นติดต่อกัน. อตฺต ธาตุ เป็นไปในความไปโดยความติดต่อ, ความไปไม่ขาดระยะ ชื่อว่าความไปโดย ความติดต่อ. อนึ่ง ด้วยสามารถความอื่น จิตและอัตภาพทั้ง ๒ นั้น เรียกว่าตน เพราะอรรถว่า มานะว่า เรา ตั้งลงแล้วในอัตภาพนี้ และเพราะอรรถว่า กิน ได้แก่ เสวยสุขและทุกข์. จะกล่าวชื่อความตั้งตนไว้ชอบ. บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังตนผู้ทุศีลให้ตั้งอยู่ในศีล ยังตนผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งอยู่ในความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ยังตนผู้ตระหนี่ให้ตั้งอยู่ในความถึงพร้อมด้วย การบริจาคนี้เรียกว่า การตั้งตนไว้ชอบ
[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้า 1 - หน้า 115
ว่าด้วยจักร ๔
[๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักร (คือธรรมดุจล้อรถ) ๔ ประการนี้ เป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบพร้อมแล้วได้จักร (ที่จะหมุนนำไปสู่ความเจริญ) ๔ ประการ เป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบพร้อมแล้ว ถึงความใหญ่ความไพบูลย์ในโภคทรัพย์ทั้งหลายไม่นานเลย จักร ๔ ประการ คืออะไร คือ ปฏิรูปเทสวาสะ (ความอยู่ในถิ่นที่เหมาะ) ๑ สัปปุริสูปัสสยะ (ความพึ่งพิงสัตบุรุษ) ๑ อัตตสัมมาปณิธิ (ความตั้งตนไว้ชอบ) ๑ ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้มีความดีอันได้ทำไว้ก่อน) ๑ นี้แลจักร ๔ ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบพร้อมแล้วได้ จักร ๔ ประการ เป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบพร้อมแล้ว ถึงความใหญ่ความไพบูลย์ในโภคทรัพย์ทั้งหลายไม่นานเลย
นรชนพึงอยู่ในถิ่นที่เหมาะ พึงทำอารยชนให้เป็นมิตร ถึงพร้อมด้วยความตั้งตนไว้ชอบ มีความดีอันได้ทำไว้ก่อน ข้าวเปลือก ทรัพย์ ยศ เกียรติ และความสุข ย่อมพรั่งพรูมาสู่นรชนผู้นั้น.
จบจักกสูตรที่ ๑
อ.วิชัย: ขออนุญาติสนทนาในประเด็นเรื่องอัตตสัมมาปณิธิครับ เพราะว่า อัตตสัมมาปณิธิ ก็เป็นมงคลประการหนึ่งในมงคล ๓๘ ประการ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสมงคลสูตร ในขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ครับ
อย่างข้อความในอรรถกถามงคลสูตร ก็แสดงไว้ว่า คนบางคนในโลกนี้ ย่อมทำตนที่ทุศีลให้ตั้งอยู่ในสุศีล ตนที่ไม่มีศรัทธาให้ตั้งอยู่ในสัทธาสัมปทา ตนที่ตระหนี่ให้ตั้งอยู่ในจาคสัมปทา การตั้งตนดังกล่าว ชื่อว่า ตั้งตนไว้ชอบ. การตั้งตนไว้ชอบนี้ เรียกว่า อัตตสัมมาปณิธิ. อัตตสัมมาปณิธินี้แลเป็นมงคล. เพราะเหตุไร. เพราะเป็นเหตุละเวรที่เป็นไปในปัจจุบันและภายภาคหน้าและประสบอานิสงส์ต่างๆ อย่างครับ ท่านอาจารย์ครับ อย่างก็รู้ว่า การที่มีโอกาสได้ศึกษาธรรมก็ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจแม้แต่การกล่าวว่า ตน ก็คือไม่ใช่บุคคลอื่น เป็นเรานี่ครับ
ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมพระธรรมจริงๆ ก็ไม่รู้จักตนว่า คืออะไร? แต่พอมีโอกาสได้ฟังธรรม พระผู้มีพระภาคตรัสความเป็นธรรม ซึ่ง ตน ความจริงก็เป็นธรรม ก็ได้แก่นามธรรม และรูปธรรม แต่ข้อความนี้ต้องมุ่งหมายถึงสภาพธรรมธรรมซึ่งเป็น จิต และเจตสิก ครับ
ดังนั้นก็น่าพิจารณาครับ พระองค์ตรัสถึงมงคลเป็นเหตุแห่งความเจริญครับ แล้วก็ทรงแสดงธรรมโดยประการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอกุศลธรรมก็ทรงแสดง กุศลธรรมก็ทรงแสดง อย่างความเป็นผู้ทุศีล คือความประพฤติที่เป็นไปตามอำนาจของอกุศล มีการกระทำโดยอาการต่างๆ ให้ตั้งอยู่ในสุศีล ก็คือเป็นความประพฤติที่ดีงาม อย่างเจตนาที่เป็นไปในการงดเว้นจากทุจริตต่างๆ ซึ่งฟังแล้วอย่างนี้ครับ อย่างที่ทรงแสดงไว้ ก็เป็นความจริงอย่างนั้นครับ
แต่การที่จะมีความเจริญที่จะเปลี่ยนจากบุคคลที่ประพฤติไม่ดีเป็นคนไม่ดี และสู่คนที่ดีขึ้นครับ ก็เหมือนกับไม่ใช่เป็นเราที่เป็นอัตตาที่จะไปกระทำได้ และอะไรเป็นเหตุปัจจัยจากคนที่ประพฤติไม่ดีเป็นคนไม่ดี แล้วจะเป็นคนดีขึ้นครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ก็เริ่มต้นตั้งแต่ประโยคแรกใหม่ เห็นไหม ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ประโยคแรก ถ้าไม่เข้าใจประโยคแรก ประโยคต่อๆ ไปจะเข้าใจไหม?
อ.วิชัย: ก็ไม่เข้าใจแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ประโยคแรกว่าอย่างไร?
อ.วิชัย: คนบางคนในโลกนี้ ย่อมทำตนที่ทุศีลให้ตั้งอยู่ในสุศีลครับ
ท่านอาจารย์: ทำอย่างไงน๊อ?
อ.วิชัย: ครับ ข้อความอย่างนี้ครับ
ท่านอาจารย์: ถูกไหม แค่นี้ก็จนปัญญาแล้ว!! แค่คำพูดอย่างนี้ ความจริงคืออะไร? รู้จักตนแล้วยัง? รู้จักทุศีลแล้วหรือยัง? และรู้จักทำตนให้เป็นสุศีลหรือยัง?
เห็นไหม ไม่ง่ายเลยที่จะผ่านไป โดยที่ว่า คิดว่า รู้แล้วๆ ทั้งนั้น
อ.วิชัย: คือพอที่จะเข้าใจได้ครับท่านอาจารย์ อย่างเป็นผู้ที่ไม่รู้อะไรเลย ก็ไม่สามารถที่จะเห็นว่า อะไรที่เป็นทุศีล อะไรที่เป็นสุศีล แต่พอมีโอกาสได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่า อย่างจักร ๔ ประการครับ พระองค์ตรัสตั้งแต่การอยู่ในประเทศที่สมควร การคบสัตบุรุษ แล้วก็จนถึงการตั้งตนไว้ชอบนี่ครับ ก็คือการมีโอกาสได้คบผู้ประเสริฐสูงสุด ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมถึงสาวกที่ประกาศธรรมด้วย ก็เป็นเหตุให้เกิดปัญญา
ท่านอาจารย์: แล้วจะคบอย่างไรล่ะ จะได้เป็นเหตุให้เกิดปัญญา
อ.วิชัย: ก็ต้องศึกษา ก็ต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ
ท่านอาจารย์: แล้วต้องคบจนกระทั่งรู้จักสิ่งนั้นใช่ไหม? เราจะรู้ว่า ทุศีลคืออะไร? สุศีลคืออะไร?
อ.วิชัย: ครับ อย่างทุศีลก็เป็นความประพฤติเป็นไปตามอำนาจของอกุศลธรรมครับ
ท่านอาจารย์: แค่นี้!! อะไรประพฤติ? เห็นไหม?
อ.วิชัย: ก็เป็น จิต และเจตสิก ที่ประพฤติเป็นไป
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ได้ศึกษาตั้งแต่ต้นจะรู้ไหม?! ก็เป็นเราเหมือนเดิม!! ไม่เข้าใจคำว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
อ.วิชัย: ครับ ท่านอาจารย์ครับ ถ้าไม่ศึกษา ก็ไม่มีโอกาสเข้าใจเลยว่า เป็นธรรมแต่ละอย่าง ก็ยังมีความเป็นเราไม่ดี แล้วเราจะเป็นคนดีอย่างนี้ครับ
ท่านอาจารย์: พอไม่เข้าใจก็พยายามกันไป ถูกไหม? เป็นไปได้ไหมเมื่อไม่เข้าใจ? เพราะยังไม่รู้ว่า ศีลคืออะไร
อ.วิชัย: ครับ ความประพฤติเป็นไปของจิต และเจตสิก ครับ
ท่านอาจารย์: เป็นเราหรือเปล่า? แค่พูดว่า ความประพฤติเป็นไปของจิต แค่นี้เป็นเราหรือเปล่า?
อ.วิชัย: ไม่เป็นเราแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจะให้ประพฤติเป็นไปในทางดีได้อย่างไร? ยังไม่รู้เลยว่า ไม่ใช่เรา
อ.วิชัย: อืม.. ครับ
ท่านอาจารย์: ทุกคำลึกซึ้งสุดที่จะประมาณได้ ไม่ใช่เผิน ถ้าเผินก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงความจริงทุกอย่างที่มีถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ไม่ใช่แค่ อ้อ! เราตั้งตนไว้ชอบ อ้อ เราตอนนี้ทุศีล ไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะ ต้องเข้าใจคำว่า ธรรม จึงจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้ธรรม
อ.วิชัย: ครับ ท่านอาจารย์ ก็คือจากการที่มีโอกาสได้ศึกษาพระธรรม แล้วก็ได้ฟังที่ท่านอาจารย์ได้แสดงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นเหตุให้เกิดความรู้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นครับ แม้ตั้งแต่คำแรกว่า เป็นธรรม ซึ่งจากการที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน ก็เข้าใจขึ้นว่า ที่เข้าใจว่าเป็นตัวเรานี่ ความจริงเป็นความเข้าใจผิด และความจริงเป็นธรรมแต่ละอย่าง อันนี้ก็เป็นประการหนึ่งครับ
และ อีกประการหนึ่ง ก็คือแม้จะกล่าวถึงสภาพธรรมเองก็มีประการต่างๆ ครับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แสดงธรรมที่เป็นอกุศล ก็ศึกษาอย่างความไม่รู้ ความติดข้อง ความเห็นผิด แต่ละอย่างๆ ก็รู้ว่าขณะนี้ก็มีอย่างนั้นครับท่านอาจารย์ การที่เข้าใจอย่างนี้มันเหมือนกับที่ความรู้เหล่านี้จะค่อยๆ ปรุงแต่ง และเป็นเหตุให้กุศลธรรม ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทีละเล็กทีละน้อยๆ แต่ดูเหมือนกับจะยาวนานมากครับท่านอาจารย์ เมื่อเทียบกับการสะสมมาของเราที่ยังคล้อยตามเป็นไปตามอำนาจของอกุศลโดยเฉพาะความเป็นเราอยู่มั่นคงอยู่ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ใครรู้?
อ.วิชัย: ต้องเป็นปัญญาที่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม กว่าจะรู้ว่า ไม่ใช่เราที่จะจากทุศีลไปเป็นสุศีลได้
อ.วิชัย: ครับ ท่านอาจารย์ ก็เห็นคุณของพระธรรม ซึ่งถ้าอ่านเผินๆ อย่างนี้แล้วไม่มีการศึกษาโดยละเอียด อย่างข้อความในอรรถกถามงคลสูตรนี่ครับ ก็คืออย่างย่อมทำตนที่ทุศีลให้ตั้งอยู่ในสุศีล ถ้าเป็นเพียงการอ่านเท่านี้ครับ โดยที่ไม่มีการศึกษาไม่มีความเข้าใจตามลำดับเลนนะครับ ก็เหมือนเราที่จะทำอยู่เสมอเลยครับท่านอาจารย์ แต่ความจริงแล้วต้องเป็นการเกิดขึ้นการเจริญขึ้นของกุศลธรรมที่อาศัยคำของสัตบุรุษนี่ครับ ผู้รู้ ที่จะเป็นเหตุให้ปัญญาของบุคคลที่ศึกษาหรือฟังนี่ครับ เจริญขึ้นทีละเล็กทีละน้อยที่จะปรุงแต่งให้กุศลธรรมค่อยๆ เกิดขึ้นครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องมั่นคงทุกคำ ธรรม ไม่ใช่เฉพาะหนึ่ง ทั้งปวงทั้งหมดเป็นอนัตตา ใครจะไปทำให้เกิดสุศีลได้ไหม?
อ.วิชัย: เป็นไปไม่ได้เลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ว่า อะไรเป็นธรรมที่กระทำให้เป็นอย่างนั้น
อ.วิชัย: ครับ สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือปัญญา เพราะต้องรู้ว่าอะไนทุศีล อะไรที่สุศีลครับ
ท่านอาจารย์: แล้วปัญญาเป็นเราหรือเปล่า?
อ.วิชัย: ปัญญาเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ครับ ก็ต้องมั่นคง
ท่านอาจารย์: เห็นไหม กว่าจะมั่นคงว่า ไม่ใช่เราเป็นเราไม่ได้ เป็นธรรม สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งเท่านั้น
อ.วิชัย: การที่จะตั้งตนไว้ชอบต้องทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ ครับท่านอาจารย์ ไม่ใช่เป็นไปอย่างรวดเร็วเลยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แล้วไม่มีใครจะตั้งได้ พยายามไปซิ เห็นไหม?! ไม่รู้จักอะไรเลยทั้งสิ้นก็ไปพยายามตั้ง
อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ ดูเหมือนการที่ศึกษาพระธรรมในแต่ละคำ แม้จะอ่านข้อความในอรรถกถาที่ท่านแปลเอาไว้ครับ ความมั่นคงที่ไม่ใช่เราดูเหมือนกับทั้งพระไตรปิฎกเลยนะครับไม่ว่าจะเป็นอรรถกถาด้วยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: จนกว่าจะไม่ลืมว่า เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เพื่อที่จะละความเป็นเราเพราะเป็นอัตตา ไม่ใช่เราๆ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด จริงไหม? ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จักคำว่า อนัตตา หมายความว่าอะไร? ไม่ใช่อัตตา
อ.วิชัย: ครับ ตรงนี้ครับ กว่าจะมั่นคงนี่ยากจริงๆ ครับ เพราะคิดว่า แล้วก็คิดว่าเป็นเรามานานแสนนาน แล้วแม้แต่มีโอกาสได้ศึกษาได้ฟังแล้ว ความหลงลืมที่จะเห็น หรือรู้ว่า เป็นธรรมก็หลงลืมเสมอครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องตรงต่อบารมีทีละเล็กทีละน้อยที่มั่นคง สัจจบารมีตามตรงต่อความเป็นจริง ไม่ใช่เรา แล้วอะไร แต่ละหนึ่งๆ? ไม่อย่างนั้นแต่ละหนึ่งที่ไม่รู้ก็เป็นเราหมด
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ กราบขอบพระคุณครับท่านอาจารย์
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
ตั้งตนไว้ชอบ [ขุททกปาฐะ]
ว่าด้วยการตั้งตนไว้ชอบ [มังคลัตถทีปนีแปล]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ