อะไรบ้างเป็นผลของกรรม
โดย ธรรมทัศนะ  26 ก.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52782

กรรมเป็นเราหรือเปล่า หรือว่าเป็นธรรม กรรมเป็นธรรม เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม กรรมเป็นนามธรรม เรื่องของกรรมกับวิบาก ถ้าไม่ศึกษาจริงๆ เราเดาตามความคิดของเรา แม้แต่คำว่า กรรม หรือแม้แต่คำว่า ผลของกรรม แต่ในพระพุทธศาสนานี้ไม่มีการเดาด้วยความไม่รู้ แต่เป็นความชัดเจน

ตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดมาในโลกนี้ ไม่ใช่เฉพาะรูปที่เกิด ต้องมีจิตเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมเกิดด้วย สำหรับสัตว์บุคคลที่มีชีวิต ต่างกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ต่างกับต้นไม้ใบหญ้า การเกิดเป็นคน หรือว่าจะเป็นสัตว์ หรือจะเป็นเทวดา หรือจะเป็นพรหม ก็คือต้องมีสภาพที่เป็นนามธรรมเกิดพร้อมกับรูปธรรม แล้วแต่ว่าในภูมินั้นจะมีครบ ๕ ขันธ์ หรือว่ามีเพียง ๑ ขันธ์ หรือว่ามีเพียง ๔ ขันธ์ นี้ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดต่อไป จากการตรัสรู้ ทรงแสดงจักรวาลทั้งหมด โลกทั้งหมด สวรรค์ทุกชั้น พรหมโลกทุกภูมิ

สำหรับเราซึ่งเกิดมาในโลกนี้ก็ต้องทราบว่า ขณะแรกก็คือจิตเจตสิกเกิด ขณะนั้นทำกรรมอะไรหรือเปล่า ทันทีที่จิตนี้เกิดขึ้นเป็นขณะแรกในโลกนี้ ถ้าไม่มีจิตขณะแรกจะมีจิตขณะนี้ได้ไหม ถอยไปจนกระทั่งถึงขณะแรกที่เกิดขึ้น ที่จะเข้าใจเรื่องกรรมกับวิบาก

ทันทีที่จิตขณะแรกเกิด จะเป็นกรรมหรือว่าจะเป็นผลของกรรม สิ่งนี้เราค่อยๆ พิจารณาเองก็ได้ ลองคิดดู ขณะนั้นทำกรรมอะไรหรือเปล่า ทำกุศลอะไรหรือเปล่า ขณะแรกที่เกิด ไม่ได้ทำอะไร แต่กรรมทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้น

ผลของกรรมก็คือ จิต เจตสิกนั่นเอง แต่ต่างประเภท จิต เจตสิกประเภทนี้ทำกรรม แม้ว่ากรรมนั้นจะสำเร็จไปแล้ว ดับไปแล้ว หมดไปแล้ว แต่ว่าเป็นกัมมปัจจัยสืบต่ออยู่ในจิตขณะต่อๆ ไป พร้อมที่เมื่อถึงกาลที่จะให้ผลเมื่อไรผลนั้นก็เกิดขึ้น

การที่จะพูดเรื่องกรรม และผลของกรรมในพระพุทธศาสนา เป็นความชัดเจนว่าต้องเป็นเรื่องของนามธรรม ทั้งกรรม และผลของกรรม ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า วิปาก สุกงอมพร้อมที่จะเกิด หรือหมายความว่าถึงกาลนั่นเอง ขณะแรกที่สุด ก็เป็นผลของกรรมหนึ่ง

ทุกคนทำกรรมมามาก ชาตินี้นับได้หรือไม่ว่าทำกรรมอะไรบ้าง รวมกับชาติก่อนๆ โน้นสามารถที่จะให้ผล ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดได้ ปฏิสนธิจิตหมายความว่าจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิต ที่เราใช้คำว่าตายแล้วเกิดทันที ไม่ต้องไปล่องลอยอยู่ที่ไหน แต่หมายความว่าสภาพของจิต เป็นอนันตรปัจจัย

คำว่า อนันตรปัจจัย หมายความว่าเป็นสภาพที่ทันทีที่จิตนั้นดับลง ก็จะเป็นปัจจัยให้จิตเจตสิกขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น เพราะฉะนั้น ขณะจิตเดี๋ยวนี้ ขอให้ทราบว่าถอยกลับไปได้หมดแสนโกฐกัปป์ ว่าแต่ละขณะดับแล้ว ก็มีจิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อไม่ว่างเว้นเลย

จิตทำงานตลอด เหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่ทราบ แล้วก็จะเหน็ดเหนื่อยต่อไปอีกเท่าไรก็ไม่ทราบ เพราะว่าเป็นภาระที่หนักจริงๆ ที่ต้องเกิดขึ้นเห็นบ้าน ได้ยินบ้าง คิดนึกบ้าง แต่ละภพแต่ละชาติไป ขณะแรกที่เกิด เป็นวิบากคือเป็นผลของกรรม

ก็เริ่มที่จะรู้ว่าผลของกรรมเมื่อไรบ้าง ขณะแรกคือปฏิสนธิจิตเกิดมาแล้วต่างกันมากมาย แล้วแต่กรรมที่ได้กระทำ เราไม่สามารถจะเลือกมารดาบิดาได้ ไม่สามารถที่จะเลือกวงศาคณาญาติได้ ไม่สามารถที่จะเลือกประเทศที่เกิดได้เลยแล้วแต่กรรมทำให้เกิดขึ้น และเวลาที่ปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นวิบากจิตเป็นผลของกรรมเกิด และดับไป กรรมไม่ได้ทำเพียงให้ปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นผลของกรรม เป็นวิบากจิตเกิดขึ้นเพียงขณะเดียว พอไหม ทำกรรมมาแล้วทำให้เกิดผลขณะเดียวคือขณะแรก ไม่พอ

เพราะฉะนั้น กรรมนั้นเองที่ทำให้ทันทีที่ปฏิสนธิจิตดับ กรรมประเภทเดียวกันที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ก็ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดเป็นจิตประเภทเดียวกัน แต่ทำกิจต่างกัน เพราะว่าจิตขณะแรกคือปฏิสนธิจิต ทำกิจสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนขณะเดียว แล้วไม่มีปฏิสนธิจิตอีก จะเกิดอีกไม่ได้ต้องตายก่อน

หลังจากที่ปฏิสนธิจิตดับไปแล้วคนนั้นก็ยังไม่ตาย กรรมก็ทำให้วิบากจิตเกิดสืบต่อทำภวังคกิจ หมายความว่าดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น จนกว่าจะสิ้นกรรม ที่จะทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น จะกลับมาเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้เลย

ขณะนี้ที่ทุกคนยังอยู่ก็เพราะเหตุว่ากรรมนั้นยังไม่ทำให้จากโลกนี้ไป แต่ยังทำให้หลับไปคืนนี้ ตื่นขึ้นมาก็เป็นคนนี้ แล้วก็เห็น ได้ยิน แล้วก็จำเรื่องราวต่างๆ ได้ต่อไปเหมือนเดิม จนกว่าจะถึงจุติจิตคือจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้

เริ่มทราบผลของกรรมแล้ว ปฏิสนธิจิตหนึ่ง ขณะที่เกิดขึ้นสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน แล้วต่อจากนั้น ก็ยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้คิดนึก เพียงแต่ว่าจิตเกิดดับเร็วมาก เมื่อจิตขณะแรกดับไปแล้ว จิตขณะต่อไป ทำภวังคกิจหลายขณะ ขณะใดก็ตามที่เป็นปฏิสนธิจิตหรือภวังคจิต โลกนี้ไม่ปรากฏ

ตอนที่อยู่ในครรภ์ มีตาหรือยัง เกิดมาหนึ่งขณะจิตแล้วก็ดับไป แล้วขณะที่สองก็เป็นภวังค์ ตอนนั้นมีตา มีหูหรือยัง ยังไม่มี เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วก็คือว่ามืดสนิท ที่สว่างเพราะมีตา มีจักขุปสาท ถ้ากระทบกับสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาทแล้วปรากฏ เป็นวรรณะ เป็นแสงสว่าง เป็นสีสรรต่างๆ แต่ขณะปฏิสนธิ มืดแค่ไหน แต่มีจิต เจตสิกเกิดแล้วเป็นผลของกรรม

ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ กรรมทำให้รูปเกิดพร้อมกับจิตเจตสิก ซึ่งทำกิจปฏิสนธิพร้อมกันเลย คือมีทั้งจิต เจตสิก รูป ทำไมเราหน้าตาไม่เหมือนกัน รูปร่างไม่เหมือนกัน กัมมชรูปคือรูปที่เกิดจากกรรม ตั้งแต่ขณะแรกที่ปฏิสนธิจนกระทั่งสืบต่อมาถึงกาลที่มีตา มีหู มีกายเติบโตขึ้น ซึ่งขณะแรกที่เป็นปฏิสนธิจิตเกิด ขณะนั้นยังไม่มีรูปร่างที่จะปรากฏว่าเป็นคน เป็นช้าง เป็นอะไร แต่ว่าหลังจากนั้น ก็จะมีธาตุไฟของกัมมชรูปที่จะทำให้รูปเติบโตขึ้น แล้วก็เป็นไปตามกรรม

มดตัวเล็กก็มีปฏิสนธิจิต มีภวังค์จิต ช้างตัวใหญ่ ขณะที่เกิดก็มีปฏิสนธิจิต มีภวังค์จิตแต่ยังไม่มีรูปร่างที่จะเป็นนกเป็นช้างเลยจนกว่าจะเจริญเติบโตขึ้น และเป็นคนก็มีตา มีหู ตาก็แค่สองตา ทำไมไม่เหมือนกันเลย มีใครเหมือนกันบ้างไหม ในอดีตจนกระทั่งถึงบัดนี้ก็แค่ตา หู จมูก รูปหน้าก็ไม่เหมือนกัน ตามกรรม

กรรมก็จำแนกให้ต่างกันแม้แต่ในรูปร่าง นิสัยใจคอการสะสมมา อะไรๆ หลายอย่าง แต่ให้ทราบว่าถ้ากรรมทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด แล้วเป็นภวังค์ไปเรื่อยๆ สมควรจะเป็นการได้รับผลของกรรมหรือเปล่า หรือควรจะมีผลของกรรมอื่นอีกไม่ใช่เพียงเท่านั้น เพราะว่าขณะนั้นโลกไม่ปรากฏ ไม่เห็น ไม่ได้ยินไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก เช่น ขณะที่นอนหลับสนิท ขณะนั้นเห็นอะไรหรือไม่ ได้ยินหรือไม่ ได้กลิ่นหรือไม่ ลิ้มรสหรือไม่ รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส หรือไม่ คิดหรือไม่ ขณะหลับสนิท นั่นคือจิตทำภวังคกิจสืบต่อดำรงภพชาติเพื่อที่จะได้รับผลของกรรมทางตาคือเห็น ต้องเห็น ที่เมื่อสักครู่กล่าวว่าไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะว่ากรรมทำให้รูปนั้นเกิดขึ้นพร้อมที่จะให้เกิดผลของกรรมคือ ขณะใดที่เห็นคือผลของกรรม

กรรมมี ๒ อย่าง คือกุศลกรรมกับอกุศลกรรม ถ้าเป็นผลของกุศล เห็นสิ่งที่ดี เลือกไม่ได้ว่าในชีวิตหนึ่งของแต่ละคน ใครจะเห็นอะไรมากน้อยแค่ไหน จะเห็นสิ่งที่น่าพอใจมาก หรือเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจมาก ถ้าเราเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เราก็อาจจะน้อยใจโทมนัส แต่ถ้าเรารู้ว่าไม่มีใครทำให้เลย เราทำเองทั้งหมด เป็นผลของกรรมของเราทั้งนั้น

ทุกวันที่เห็น แล้วแต่ว่าจะเห็นอะไร ทุกขณะที่ได้ยิน ทุกขณะที่ได้กลิ่น ทุกขณะที่ลิ้มรส ทุกขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสนี้คือผลของกรรม เป็นจิตซึ่งอาศัยตาเห็นรับผลของกรรม อาศัยหูเกิดการได้ยินรับผลของกรรม อาศัยจมูกได้กลิ่นรับผลของกรรม อาศัยลิ้นลิ้มรสรับผลของกรรม อาศัยกายกระทบสัมผัสรับผลของกรรม และไม่มีใครรู้ว่ากรรมใดจะให้ผลอะไรเมื่อไร

กำลังแข็งแรงดีพรุ่งนี้เจ็บป่วยได้ไหม ทางกาย นั่นคือถึงกาลที่กรรมนั้นจะให้ผล วิบากจิตคือผลของกรรมก็เกิดขึ้น นี่ก็คือชีวิตวันหนึ่งวันหนึ่งซึ่งพระพุทธศาสนานี้ทรงแสดงไว้ชัดเจนถึงกิจของจิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้นว่าจิตนั้นเป็นจิตประเภทที่เป็นเหตุ เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล ซึ่งจะทำให้เกิดวิบากคือผลซึ่งเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก

สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 010



ความคิดเห็น 1     โดย Kalaya  วันที่ 27 ก.ค. 2569

กราบขอบพระคุณ กราบสาธุพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้วค่ะ