ติดข้องในสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง
โดย เมตตา  20 ก.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52729

[เล่มที่ 45] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้า 545

บทว่า จิตฺตปฺปโกธโน ความว่า ยังจิตให้สะเทือน อธิบายว่า ความโลภเมื่อเกิดขึ้นในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ จะยังจิตให้สะเทือน ให้หวั่นไหว ให้เปลี่ยนแปลงไป ให้ถึงความพิการเกิดขึ้นไม่ให้เป็นไปด้วย สามารถแห่งความเลื่อมใสเป็นต้น.

(พิการ คือ อาการอันแปลก)

ที่มาของพระสูตรนี้: กราบขอบพระคุณ อ.คำปั่น อักษรวิไล


[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 891

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนอชิตะ

โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ โลกไม่แจ่มแจ้งเพราะความตระหนี่ (เพราะความประมาท) เรากล่าวตัณหา ว่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกไว้ ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น.

[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 893

อรรถกถาอชิตสูตรที่ ๑

ก็ในปัญหานั้น บทว่า นิวุโต หุ้มห่อ คือ ปกปิดไว้. บทว่า กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูสิ คืออชิตมาณพทูลถามว่า พระองค์ตรัสว่าอะไรเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้.

บทว่า เววิจฺฉา ปมาทา นปฺปกาสติ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โลกไม่แจ่มแจ้งเพราะความตระหนี่และเพราะความประมาทเป็นเหตุ. จริงอยู่ ความตระหนี่ไม่ให้เพื่อประกาศคุณมีทานเป็นต้นของเขา และความประมาทไม่ให้เพื่อประกาศคุณมีศีลเป็นต้น. บทว่า ชปฺปาภิเลปนํ ตัณหาเป็นเครื่องฉาบทา คือตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้ดุจตังดักลิง ฉาบทาลิงไว้ฉะนั้น. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มีชาติเป็นต้น.


อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ว่า โลภะยังจิตให้สะเทือนครับ แต่จิตนี่สะเทือนด้วยโลภะมาแสนนานจนชินชากับการสะเทือนแล้วครับ แม้ข้อความที่ท่านจะกล่าวว่า ยังจิตให้สะเทือน อธิบายว่า ความโลภเมื่อเกิดขึ้นในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ จะยังจิตให้สะเทือน ให้หวั่นไหว ให้เปลี่ยนแปลงไป ให้ถึงความพิการเกิดขึ้นไม่ให้เป็นไปด้วย สามารถแห่งความเลื่อมใส กราบท่านอาจารย์ครับ จิตที่สะเทือนด้วยโลภะมาแสนนาน จึงไม่เห็นความที่จิตนั้นจะสะเทือนด้วยโลภะครับท่านอาจารย์ อันนี้ประเด็นหนึ่ง แล้วการที่จะค่อยๆ รู้ลักษณะของความสะเทือนของโลภะนี่เป็นไปได้อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้อยู่ในความสว่าง หรือความมืด?

อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้อยู่ในความมีดครับ

ท่านอาจารย์: ปานนั้น ใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ขนาดนั้นเลยครับ

ท่านอาจารย์: ไม่รู้ใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ไม่รู้ นึกว่าสว่างตลอด

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น โลภะอยู่มานานในความมีด

อ.อรรณพ: โลภะอยู่มานานในความมืด

ท่านอาจารย์: ไม่เห็นเลยว่า มืดๆ ๆ ไม่มีทางออกไปจากความมืดเลย ถ้าไม่มีแสงสว่าง

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แสงสว่าง คือความเข้าใจความจริงว่า ขณะนี้อยู่ในความมืด เดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย กำลังอยู่ในความมืดมิด

ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏอยู่ในความมืดเป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ ในความมืด แต่ว่า ขณะที่มืดเห็นตัวจริงไหมว่าขณะนั้นมีอะไรบ้าง? เพียงแค่ได้ยินว่า อยู่ในความมืดมีหลายสิ่งหลายอย่างในความมืด ทั้งโลกอยู่ในความมืด

อ.อรรณพ: ยากที่จะเห็นจริงๆ

ท่านอาจารย์: เสาไฟฟ้าอยู่ในความมืด คิดดู!! ไม่ว่าอะไรทั้งหมด ถ้วย จาน ชาม บ้านช่อง โต๊ะ อาหาร ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในความมืดหมด แค่นี้ สะเทือนไหม?!

กว่าจะสลัดออกไปได้แม้แต่ทีละเล็กทีละน้อยทีละนิดทีละหน่อย เพราะว่าความสว่างแค่นิดเดียว สามารถที่จะขจัดความมืดออกได้ไหม? จนกว่าจะ สว่างขึ้นๆ ๆ เห็นชัดว่า อะไรอยู่ที่นั่น

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ เพราะว่า ความมืดนี่มืดจริงๆ เพราะว่าไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา ๑ แล้วธาตุรู้นี่ก็มืด แล้วก็ความมืดของอวิชชานี่ก็ยิ่งมืดมิด และอวิชชานี่ก็มากมาย ซึ่งเมื่อวานก็ได้พิจารณาถึงข้อความในอชิตปัญหาที่ท่านพูดถึง แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสว่า โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ ก็คือในอรรถกถาท่านก็บอกว่า คือปกปิด

ท่านอาจารย์ครับ ปกปิดให้มืดมิดได้ขนาดนั้นนะครับ

ท่านอาจารย์: อยู่ในความมืดก็ยังมีเราในความมืด เอาเรามาแต่ไหน?!

อ.อรรณพ: เอาเรามาแต่ความไม่รู้ความจริง แล้วก็ความติดข้องครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็มีเรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง หารู้ไม่ว่าในความมืดไม่มีอะไรทั้งสิ้น แต่คิดว่าเป็นนั่นเป็นนี่อยู่ตลอดเวลา มีเรากำลังนั่งพูดอยู่เดี๋ยวนี้ เห็นไหม!! กับการรู้ความจริงว่า เราไหน ทั้งๆ ที่มืดอย่างนี้ มีสิ่งที่ปรากฏนิดเดียว ก็เข้าใจว่าเป็นเราไปหมดทุกอย่างเป็นของเราด้วย เห็นนิดเดียวเป็นเราเห็นในความมืด ปานนั้น!!

อ.อรรณพ: ครับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ แล้วก็ โลกอันตัณหาฉาบทาไว้ ครับ

เพราะฉะนั้น การหุ้มห่อไว้ ก็คือการปกปิดไม่ให้รู้อารมณ์ที่ปรากฏตามความเป็นจริงของโมหะ แล้วก็กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ในอรรถกถา อธิบาย ลักษณะของโลภะ ซึ่งผมว่า วันนี้จะได้เป็นโอกาสที่เข้าใจลักษณะของ โลภะ และความไม่รู้เพิ่มขึ้น ตัณหาเป็นเครื่องฉาบทา คือตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้ ดุจดังตังดักลิง ฉาบทาลิงไว้ ฉะนั้น

ท่านอาจารย์ครับ โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ คือปกปิดไว้ อวิชชาปกปิด ความไม่รู้ปกปิดไว้ แล้วตัณหาฉาบทาไว้โลก ฉาบทาโลกอย่างไรจนเนียน?

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีอะไรปรากฏ จะมีความติดข้องไหม?

อ.อรรณพ: ก็ไม่มีครับ เพราะไม่รู้ว่าจะไปติดข้องอะไร

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เมื่อมีอะไรปรากฏไม่รู้ความจริงว่า หมดแล้ว แต่คิดว่ายังมีอยู่ เพราะฉะนั้น ติดข้องในสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงว่า ไม่เหลือเลย

ความไม่รู้ แล้วก็ฉาบทาด้วยความเข้าใจว่ายังมี ตั้งแต่เกิดจนตายยังอยู่ยังมีทุกขณะยังไม่หมดไปยังไม่พ้นไปได้เลยยังไม่ออกจากโลกนี้เลย ยังอยู่ต่อไปฉาบทาไว้หมด

อ.อรรณพ: ฉาบทาให้ติดในโลกใช่ไหม?

ท่านอาจารย์: ให้คิดว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

อ.อรรณพ: ฉาบทาให้คิดว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

ท่านอาจารย์: เป็นเราอยู่ในโลก

อ.อรรณพ: ตอนนี้เป็นเราอยู่ในโลก อยู่จังหวัดนี้จังหวัดโน้น นั่งอยู่ที่บ้าน

ท่านอาจารย์: ฉาบทาไว้ตั้งแต่เป็นเราแล้วยังอยู่ในโลก แล้วแต่ว่าขณะนั้นมีอะไรที่เป็นโลก เต็มไปหมดรวมกัน ไม่ปรากฏการดับเลย

อ.อรรณพ: คำนี้ยากที่จะได้ยินครับ ท่านอาจารย์ว่า ตัณหาฉาบทาให้เป็นเรา ตรงนี้สำคัญมากครับ คำนี้ครับ ความติดข้องฉาบทาให้เป็นเรา

ท่านอาจารย์: และเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง

อ.อรรณพ: ในเมื่อเป็นเราก็ฉาบทาให้เป็นคนอื่นเป็นสิ่งของต่างๆ

ท่านอาจารย์: ความมืดของการเข้าใจว่า ยังอยู่ ยังมี เป็นอัตตา

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ โลกะ นี่ก็เข้าใจยาก แล้วตัณหานี่ก็ฉาบทาโลก ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีอะไรเลย จะมีอะไรไหมแม้แต่ฉาบทา

อ.อรรณพ: ต้องมีสิ่งที่ปรากฏแต่ไม่ได้ปรากฏด้วยดี ด้วยความไม่รู้ที่ปกปิดไว้

กิจของโมหะ ก็คือปกปิดอารมณ์ไว้ ปกปิดไม่ให้ปรากฏตามความเป็นจริง แล้วโลภะก็ฉาบทา

ท่านอาจารย์: แล้วก็ไม่ใช่ขณะอื่นเลยนะ เดี๋ยวนี้เองทุกขณะ คิดดู!

อ.อรรณพ: ไม่สะเทือน โลภะเกิดนี่สะเทือน พอเห็นคร่าวๆ ที่ท่านอาจารย์ตอบ อ.คำปั่น ตอนที่โลภะไม่เกิด ถ้าเป็นโลภะที่มีกำลังพอที่จะประเมินประมาณได้ เช่น ตอนนี้อยู่ปกตินะครับ อยู่ปกติจริงๆ ก็มีโลภะแต่ยังไม่เห็นความสะเทือนของโลภะที่ไม่มีกำลัง แต่ถ้ามีคนโทรมาแล้วมีสิ่งที่เราน่าสนใจ เราจะสะเทือนทันทีเลย สะเทือนว่า อุ๊ย .. เราจะได้รับรางวัลตรงนี้ สะเทือนว่า อ้า ..เดี๋ยวจะมีการที่เราจะได้ไปซื้อของดี ราคาถูกอะไรอย่างนี้ ก็พอคิดประเมินในเรื่องราวเมื่อมีโลภะที่มีกำลังที่เกิดขึ้น ทำให้สะเทือนเปลี่ยนแปลงหวั่นไหวตามข้อความไปครับท่านอาจารย์

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1     โดย chatchai.k  วันที่ 20 ก.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ