
[เล่มที่ 77] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า 290
[๑๖๓] ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน?
ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.
[เล่มที่ 31] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้า 456
๗. ปฐมสุริยูปมสูตร
(ว่าด้วยสิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อนการตรัสรู้อริยสัจ)
[๑๗๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่จะขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจจ์ ตามความเป็นจริง คือ สัมมาทิฏฐิ ฉันนั้นเหมือนกัน อันภิกษุผู้มีความเห็นชอบ พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลาย พึงกระทำความเพียร เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีฏิปทา.
จบปฐมสุริยูปมสูตรที่ ๗
อ.วิชัย: หลายท่านที่มาฟังการสนทนาธรรม ณ.ที่นี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไรครับ แต่ละท่านก็สะสมมาต่างๆ กัน แต่ถ้ารู้ว่ายังไม่รู้ความจริง ยังไม่รู้สิ่งที่ไม่รู้มาก่อน ใช่ไหมครับ ดังนั้น ต้องฟังจากผู้รู้ ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะอะไร? เพราะพระองค์ตรัสรู้ธรรมตามความเป็นจริง แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรสรู้ธรรมตามความเป็นจริง เพียงเห็น จะทราบได้ไหมครับ ไม่ทราบ แต่ต้องมีโอกาสได้ฟังคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัวเอาไว้
อย่างข้อความในพระสูตรหนึ่งที่จะกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ครับ ซึ่งข้อความนี้ชื่อว่า ปฐมสุริยูปมสูตร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่จะขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจจ์ ตามความเป็นจริง คือ สัมมาทิฏฐิ ฉันนั้นเหมือนกัน อันภิกษุผู้มีความเห็นชอบ พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลาย พึงกระทำความเพียร เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีฏิปทา. จบปฐมสุริยูปมสูตรที่ ๗
กราบเท้าท่านอาจารย์ในช่วงแรกครับ ถ้ากล่าวถึงเรื่องของสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกต้องนี่ครับ อะไรจะเป็นเบื้องต้นแห่งสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกต้องครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ต้องรีบร้อนเลยนะ ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจ เพราะเหตุว่า ความเข้าใจเป็นสิ่งที่เกิดเองไม่ได้แน่นอน
เพราะฉะนั้น สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกความเข้าใจถูก ต้องมีสิ่งที่ถูกเข้าใจ ใช่ไหม?
ไม่ใช่มีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูก เข้าใจอะไรถูกเห็นอะไรถูก!! ต้องเริ่มด้วยความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น ถ้าตอบไม่ได้ว่าเห็นอะไรถูกต้องเข้าใจอะไรถูกต้อง ก็คือว่าไม่เข้าใจ
เพราะฉะนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลึกซึ้งเกินกว่าที่จะประมาท และประมาณว่าเข้าใจแล้ว
เพียงแค่พูดว่า เข้าใจถูกก็เข้าใจ แต่เข้าใจอะไรถูกมีอะไรที่เข้าใจถูก และมีอะไรที่เข้าใจผิด หาได้ไหม? แค่นี้ ถ้าไม่ไตร่ตรองจะรู้ไหมว่าเข้าใจอะไรผิด และเข้าใจอะไรถูก
อ.วิชัย: ต้องเข้าใจสิ่งที่มีจริงถูกต้อง ครับ
ท่านอาจารย์: หาสิ่งที่มีจริงอีกใช่ไหมว่า อะไรมีจริง?
นี้แหละ ไม่ใช่ให้เราไปคิดเรื่องอื่น ไม่ใช่ให้เราไปไตร่ตรองเรื่องอื่น แต่ต้องตรงสิ่งที่มีจริง
อะไรมีจริง? ผ่านไปง่ายๆ ดีไหม?!! พอมาถึงก็ตอบไปได้หมดเลย มีความไม่เข้าใจมีความไม่รู้ จนกระทั่งมีความเห็นถูกมีความเข้าใจ อะไรล่ะ ไม่คิดเลย! คิดแต่เพียงว่า มีความเห็น ๒ อย่าง ถูกกับผิด แต่เห็นอะไรผิด เห็นอะไรถูก ต้องละเอียด
อ.วิชัย: ก็ต้องเห็นสิ่งที่มีจริงขณะนี้ให้ถูกต้องครับ อย่าง เห็น เป็นต้น ครับ
ท่านอาจารย์: กว่าจะรู้ว่า ก็เห็นสิ่งที่กำลังมีนั่นแหละ เห็นว่าอะไรล่ะ?! จึงจะรู้ว่าเห็นอย่างนั้นถูก หรือว่าเห็นอย่างนั้นผิด เพราะมีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ไม่ต้องไปคิดอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่ต้องไปนั่งแสวงหาค้นคว้า กำลังมี รู้ความจริงของสิ่งที่มีหรือเปล่าว่า สิ่งที่กำลังมีคืออะไร
ถ้าไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ารับรองว่า ไม่มีใครคิดถึงเลยว่า ความจริงคือสิ่งที่กำลังมีเพราะมีจริงๆ กำลังปรากฏว่ามีจริง
เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง และกว่าจะรู้ว่า รู้ถูกเข้าใจถูกเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงคืออย่างไร คำเดียวก็ผ่านไม่ได้ใช่ไหม แม้แต่ความเข้าใจถูกความเข้าใจผิด!! เข้าใจอะไรถูก ถูกอย่างไร? เข้าใจอะไรผิด ผิดอย่างไร?
อ.วิชัย: ก็ต้องอาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงครับ แต่พระธรรมก็ลึกซึ้งมากที่สุดเลยครับท่านอาจารย์ อย่างข้อความในสัจจวิภังค์ ก็แสดงมรรคสัจจ์ที่เป็นมรรคมีองค์แรกว่า สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปาทา นี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ครับ
ท่านอาจารย์: ฟังแล้วผ่านไปอีกแล้ว ผ่านไปเร็วๆ แล้วจะรู้อะไร? พูดถึงทุกข์ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ครับ
ท่านอาจารย์: อะไรทุกข์ เดี๋ยวนี้มีหรือเปล่า? แค่นี้!!
อ.วิชัย: มี แต่ว่าไม่รู้ความเป็นจริงครับ
ท่านอาจารย์: แน่ใจหรือว่า มี ถ้าไม่เคยฟังมาก่อน หาทุกข์ใช่ไหมนี่?
ทุกข์อยู่ไหน? นี่ก็ดอกไม้ นั่นก็โต๊ะ แล้วทุกข์อยู่ไหน?
อ.วิชัย: ไม่ได้เห็นว่าเป็นทุกข์จริงๆ ไม่ได้เข้าใจด้วยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องตรงต่อความจริงคำจริงทุกคำ พูดอีกทีก็ได้ค่ะ
อ.วิชัย: ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน? ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ..
ท่านอาจารย์: แค่นี้ก่อน แค่คำแรก ความรู้ในทุกข์อยู่ไหน? ใครรู้?
อ.วิชัย: ปกติก็รู้ว่าเป็นดอกไม้เป็นคนเป็นสิ่งต่างๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่า รู้ทุกข์ก็ตรง มีทุกข์ที่จะรู้หรือเปล่า? จะได้รู้ทุกข์นั้น ยังไม่เห็นมีใครเป็นทุกข์ใช่ไหม?
ถ้าไปโรงพยาบาลเห็นคนเป็นทุกข์ไหม?
อ.วิชัย: ก็เห็นเขาเจ็บไข้ได้ป่วย ก็รู้ว่าคงไม่สบายก็คงเป็นทุกข์ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นคนร้องไห้ เขากำลังเป็นทุกข์หรือเปล่า?
อ.วิชัย: เขาก็เป็นทุกข์ครับ
ท่านอาจารย์: รู้หมด รู้จักทุกข์แล้ว!! คนร้องไห้ก็เป็นทุกข์! คนไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็เป็นทุกข์! รู้แล้วทั้งนั้น!! แต่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ทุกข์ ต้องรู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ และเดี๋ยวนี้มีทุกข์หรือเปล่า ต้องไปหาทุกข์หรือเปล่า?
หรือมีทุกข์แน่นอน รู้ทุกข์ แต่ไม่สามารถจะรู้ทุกข์ได้ ถ้าไม่รู้ว่าขณะนี้อะไรเป็นทุกข์ ต้องละเอียดไม่ต้องถึงสมุทัย แค่คำเดียว รู้ทุกข์ ใครเชื่อบ้างว่าเดี๋ยวนี้มีทุกข์ ยิ้มแย้มแจ่มใส ทุกข์อยู่ไหน?
อ.วิชัย: คือถ้าเป็นความไม่รู้ก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ครับ
ท่านอาจารย์: ด้วยเหตุนี้ ทุกคำต้องมั่นคง รู้จักทุกข์แล้วหรือยัง?
คนร้องไห้เป็นทุกข์ใครก็รู้ คนเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นทุกข์ ใครก็รู้! แล้วรู้ทุกข์หมายความว่าอะไร? ต้องเป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย กว่าจะรู้ว่า นี่แหละทุกข์ มีทุกข์ตลอดเวลาไม่รู้
เพราะฉะนั้น ผู้ที่ตรัสรู้ประจักษ์แจ้งทุกอย่างที่มีตลอดเวลาไม่ขาดเลยตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น พระองค์จึงตรัสว่า รู้ทุกข์ ไม่ใช่รู้อื่น
รู้ทุกข์ ถ้าไม่ฟังต่อไปหาเจอไหม ทุกข์อยู่ไหน?
อ.วิชัย: หาไม่เจอครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงต้องฟังคำของผู้ที่ตรัสอย่างนี้ เพราะรู้ว่าผู้นั้นรู้จักทุกข์ จึงสามารถที่จะตรัสได้ว่า รู้ทุกข์ ไม่ได้รู้อื่น ลึกซึ้งไหม ไม่ฟังคำของพระพุทธเจ้าจะเข้าใจไหม?! ไปถึงทุกขสมุทัยแล้ว เหตุให้เกิดทุกข์แล้ว
อ.วิชัย: ถ้าไม่มีการเริ่มต้นที่จะรู้ที่จะเข้าใจว่า ความเป็นจริงคืออะไร ก็ไม่ร้จักครับ
ท่านอาจารย์: ทุกข์รู้ง่ายไหม?
อ.วิชัย: ไม่ง่ายครับ ยากครับ
ท่านอาจารย์: ถ้ารู้ว่าทุกข์คืออะไร ไม่ง่ายเลย ทั้งๆ ที่กำลังมีทุกข์ก็ไม่รู้ทุกข์
เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อรู้ คือเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ และเริ่มรู้จักผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงที่ทรงแสดงว่า รู้อะไร!? รู้ทุกข์
อ.วิชัย: อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์
ท่านอาจารย์: เพิ่มคำเข้ามาแล้ว!! ทีละคำด้วย
อ.วิชัย: ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่มีใครไม่รู้ว่าเกิด แล้วอะไรเกิด?
อ.วิชัย: ก็คือมีขึ้นเกิดขึ้น ครับ
ท่านอาจารย์: ฟังปุ๊บรู้ปั๊บหรือ? ได้ยินว่า ทุกข์คือการเกิดขึ้น รู้เลยว่าอะไรเกิด
เดี๋ยวนี้เกิดหรือเปล่า?
อ.วิชัย: เดี๋ยวนี้ก็เกิดครับ
ท่านอาจารย์: รู้ด้วยนะว่า เห็นเกิด
มีใครบ้างที่รู้ว่า เดี๋ยวนี้เห็นเกิด?
อ.วิชัย: อันนี้ไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ง่ายที่จะรู้ว่า เดี๋ยวนี้เห็นเกิด แต่ฟังแล้วถ้าเห็นไม่เกิดจะมีเห็นไหม?
อ.วิชัย: ไม่มีครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งและมั่นคงว่า ประโยชน์สูงสุด คือรู้สิ่งที่กำลังมีซึ่งเกิดแล้วจึงมี ทันทีที่เกิดแล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรเหลือเลยสักอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงต้องมีผู้ที่ทรงแสดงความจริงที่ละเอียดอย่างยิ่งของแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดจริงๆ เป็นทุกข์จริงๆ เพราะว่าเกิดแล้วดับทำไมหายไปเลย ก่อนเกิดก็ไม่มีพอเกิดมีแล้วก็ไม่มี แล้วเกิดทำไม มีทำไม มีให้ไม่รู้
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อนการตรัสรู้อริยสัจจ์ [ปฐมสุริยูปมสูตร]
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ [วิภังค์]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ