ติดข้องใช่ไหม จึงตระหนี่!!
โดย เมตตา  26 ก.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52781

[เล่มที่ 67] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส เล่ม ๖ - หน้า 14

อชิตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑

ว่าด้วยปัญหาของท่านอชิตะ

[๖๖] คำว่า โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ มีความว่า ความตระหนี่ ๕ ประการ คือ อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่ ๑ กุลมัจฉริยะ ตระหนี่สกุล ๑ ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ลาภ ๑ วรรณมัจฉริยะ ตระหนี่วรรณะ ๑ ธรรมมัจฉริยะ ตระหนี่ธรรม ๑ ท่านเรียกว่า เววิจฉะ ความตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ ความเป็นผู้ตระหนี่ ความปรารถนาต่างๆ ความเหนียวแน่น ความเป็นผู้มีจิตหดหู่ โดยความเป็นจิตเผ็ดร้อน ความที่แห่งจิตอันใครเชื่อไม่ได้เห็นปานนี้ เรียกว่า ความตระหนี่.

อีกอย่างหนึ่ง แม้ความตระหนี่ขันธ์ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ แม้ความตระหนี่ธาตุ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ แม้ความตระหนี่อายตนะ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ.


[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 891

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนอชิตะ

โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ โลกไม่แจ่มแจ้งเพราะความตระหนี่ (เพราะความประมาท) เรากล่าวตัณหา ว่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกไว้ ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น.

[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 893

อรรถกถาอชิตสูตรที่ ๑

ก็ในปัญหานั้น บทว่า นิวุโต หุ้มห่อ คือ ปกปิดไว้. บทว่า กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูสิ คืออชิตมาณพทูลถามว่า พระองค์ตรัสว่าอะไรเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้.

บทว่า เววิจฺฉา ปมาทา นปฺปกาสติ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โลกไม่แจ่มแจ้งเพราะความตระหนี่และเพราะความประมาทเป็นเหตุ. จริงอยู่ ความตระหนี่ไม่ให้เพื่อประกาศคุณมีทานเป็นต้นของเขา และความประมาทไม่ให้เพื่อประกาศคุณมีศีลเป็นต้น. บทว่า ชปฺปาภิเลปนํ ตัณหาเป็นเครื่องฉาบทา คือตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้ดุจตังดักลิง ฉาบทาลิงไว้ฉะนั้น. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มีชาติเป็นต้น.


อ.วิชัย: จากที่ อ.อรรณพ ได้กราบขอความใน อชิตมานวกปัญหานิเทส ซึ่งก็เป็นปัญหาของท่านอชิตะ ที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า โลกอันอะไรหุ้มห่อไว้ โลกไม่ปรากฏเพราะเหตุอะไร อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้น ขอพระองค์จงตรัสบอก อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ และความประมาท เรากล่าวตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลก แล้วก็ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น แล้วก็จากการได้ฟังการสนทนาเมื่อสักครู่นี้นะครับ ท่านอาจารย์ก็เพิ่มความเข้าใจในเรื่องของ อวิชชา แล้วก็เรื่องของตัณหา

อวิชชาเป็นธรรมที่ไม่รู้ตามความเป็นจริง ก็หุ้มห่อปกปิด ปิดบังไม่ให้รู้ตามความเป็นจริงของโลก ไม่ว่าจะกล่าวโดยนัยใดๆ ก็ตาม จะเป็นโอกาสโลก สัตวโลก หรือว่า สังขารโลกก็ตาม อวิชชาก็ปกปิดความเป็นจริงเอาไว้ครับ

แล้วในเรื่องของตัณหาเป็นเครื่องฉาบทา ก็เหมือนสภาพที่ติดข้องในอารมณ์ที่ปรากฏครับ หมายถึงรู้สิ่งใดอย่างที่ท่านอาจารย์ถาม อ.คำปั่น เรื่องของว่า ขณะนี้ติดข้องไหม ตามความเข้าใจนะครับ ก็รู้ว่า เมื่ออารมณ์ใดปรากฏ การสะสมความติดข้องมา ความติดข้องก็เกิดติดข้องในสิ่งที่ปรากฏเหมือนฉาบถูกติดไว้ในอารมณ์ที่ปรากฏเสมอ และเป็นประจำ ครับ

แต่ประเด็นที่จะกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับอชิตมาณพที่ตรัสไว้ว่า โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ และความประมาท ครับ ซึ่งความตระหนี่ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าใช้คำว่า เววิจฺฉา หรือ เววิจฉะ นี่ครับ ซึ่งก็จะมีความหมายอยู่ ๒ อย่าง ก็คือ เววิจฉา หรือเววิจฉะ นะครับ ในความหมายหนึ่งก็เป็นความตระหนี่ มัจฉริยะ อีกความหมายหนึ่งก็เป็นเรื่องของความปรารถเป็นเรื่องของความติดข้องเป็นเรื่องของความต้องการ ครับ ซึ่งคำอธิบายใน อชิตมาณวกปัญหานิทเทส ท่านก็อธิบายว่า

คำว่า โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ มีความว่า ความตระหนี่ ๕ ประการ คือ อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่ ๑ กุลมัจฉริยะ ตระหนี่สกุล ๑ ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ลาภ ๑ วรรณมัจฉริยะ ตระหนี่วรรณะ ๑ ธรรมมัจฉริยะ ตระหนี่ธรรม ๑ ท่านเรียกว่า ความตระหนี่ (เววิจฉะ) การตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ ความตระหนี่ ความหวงแหน ความเหนียวแน่น ความไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เผื่อแผ่แห่งจิตเห็นปานนี้ เรียกว่า ความตระหนี่ คาหะ การยึดถือ ท่านก็เรียกมัจฉริยะครับ

ท่านอาจารย์ครับ ในเรื่องของ คำที่ท่านแสดงถึงการที่โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ และความประมาทครับ อย่างข้อความในอรรถกถา ท่านก็แสดงว่า ความว่า โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่เป็นเหตุ และเพราะความประมาทเป็นเหตุ จริงอยู่ ความตระหนี่ย่อมไม่ให้เขาปรากฏได้ด้วยคุณทั้งหลายมีทาน เป็นต้น และความประมาทย่อมไม่ให้เขาปรากฏได้ด้วยคุณทั้งหลายมีศีล เป็นต้นครับ

ตรงนี้ครับท่านอาจารย์ คือถ้าฟังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรื่องของโลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่นะครับ ความเข้าใจเดิมก็เหมือนกับถ้ามีความยึดถือ ความติดข้องในอารมณ์ที่ปรากฏนะครับ แล้วก็ยิ่งมีความยึดถือในความเป็นเราด้วยอย่างยิ่ง ก็เป็นเหตุไม่ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในความเป็นจริงของสิ่งที่เรายึดถือได้นะครับ ซึ่งก็คือเหมือนกับคล้ายๆ กันครับว่า อวิชชาก็เหมือนกับไม่รู้ความเป็นจริง ความตระหนี่ก็เหมือนกับไม่ให้สิ่งที่ตระหนี่ปรากฏตามความเป็นจริงครับ ก็กราบท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจตรงนี้ด้วยครับ ก็เป็นสิ่งที่อ่านหลายครั้งก็ยังไม่เข้าใจชัดเจนในส่วนนี้ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงละเอียด จะไม่สงสัยเลย!! ติดข้องใช่ไหม จึงตระหนี่!!

ถ้าไม่มีความติดข้อง จะตระหนี่ไหม?

อ.วิชัย: ไม่แน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: ไม่มีความติดข้องนะ แล้วจะตระหนี่ไหม?

อ.วิชัย: ไม่มีความติดข้อง ก็จะไม่มีความตระหนี่ครับ

ท่านอาจารย์: และ ถ้าไม่มีความไม่รู้ จะติดข้องไหม?

อ.วิชัย: ไม่มีความไม่รู้ ก็ไม่ติดข้องครับ

ท่านอาจารย์: เหมือนที่เรากล่าวมาเมื่อกี้นี้ใช่ไหม?

อีกนัยกว้างขวางออกไปอีก แต่ทั้งหมดต้องมาจากความติดข้อง และความไม่รู้แน่นอนที่สุด

อ.วิชัย: ก็เป็นเหตุให้อกุศลโดยประการต่างๆ เกิดขึ้น

ท่านอาจารย์: แน่นอน ไม่ว่าจะแสดงโดยนัยใดทั้งสิ้น

อ.วิชัย: ครับ อย่างตรงนี้ครับท่านอาจารย์ ก็เข้าใจขึ้นครับ อย่างที่ท่านกล่าวแสดงว่าจริง ความตระหนี่ย่อมไม่ให้เขาปรากฏได้ด้วยคุณทั้งหลายมีทาน เป็นต้น

ท่านอาจารย์: ก็เพราะมีเรา มีเขา มีโมหะความไม่รู้ ไม่พ้นจากโมหะ และโลภะ

อ.วิชัย: ก็ไม่เป็นเหตุให้เขามีการกระทำกุศลคุณความดีเพิ่มขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: ทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด

อ.วิชัย: ดังนั้น ตรงนี้ก็เพิ่มความเข้าใจขึ้นครับ หมายถึงว่า ถ้าเป็นผู้ที่ศึกษาพระธรรมโดยทั่วจริงๆ ที่เรียกว่าเป็นปริยัตินะครับ ก็จะเข้าใจในคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแม้โดยนัยโดยประการต่างๆ ก็รู้ว่า ทั้งหมดก็มาจากความไม่รู้ความติดข้อง แล้วก็ยังมีเหตุให้อกุศลอื่นๆ อีกที่จะเกิดขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แน่นอนที่สุดว่า แม้แต่เพียงคำเดียว ธรรมอย่างเดียวถ้าเข้าใจมั่นคงก็สามารถจะเข้าใจทั่วหมดในพระไตรปิฎกได้

ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา จบไหมแค่สั้นๆ!!

อ.วิชัย: ครับ แต่ว่า คำนี้ ต้องอาศัยการศึกษานานมากกว่าจะเข้าใจในคำนี้อย่างลึกซึ้งจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทิ้งคำสักคำเดียวก็ไม่ได้ ตั้งแต่ต้นที่ได้ฟัง ธรรมคืออะไร? ฟังไปเถอะ เมื่อไหร่จะเป็นธรรม เห็นไหม!!

ฟังเรื่องอื่นอีกประกอบปรุงแต่งไป จนกว่าถึงเวลามีการสามารถรู้ตรงสิ่งที่กำลังปรากฏเมื่อไหร่ ก็เริ่มรู้ความจริงของธรรมทีละเล็กทีละน้อยตามที่ได้ฟัง จนกว่าจะประจักษ์ในความมืด

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ ก็จะเรียนถามท่านอาจารย์ในประเด็นหนึ่ง ก็คือว่า อย่างถ้าไม่มีการที่จะเข้าใจธรรมเลยในความเป็นจริงเดี๋ยวนี้ ถ้าอ่านข้อความก็จะดูเหมือนกับตามข้อความไป แล้วก็พยายามที่จะหาความหมาย คำแปล อรรถของคำ โดยประการต่างๆ

แต่ที่หลายครั้งที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจ ก็คือว่า เดี๋ยวนี้มีไหม เดี๋ยวนี้มีความติดข้องหรือเปล่านี่ครับ หมายความว่า การศึกษาทั้งหมดไม่ใช่เพียงคำใช่ไหมครับ แต่ว่าคำนั้นก็ต้องส่งถึงอรรถด้วยครับ

ท่านอาจารย์: แน่นอนที่สุด มีภาวะ สภาพที่มีจริงแน่นอน

เพราะฉะนั้น เมื่อกี้คุณวิชัยก็พูดถึงเราศึกษาใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ เรา!!

อ.วิชัย: ก็อยู่ตรงนี้แล้ว ครับ ก็ลึกที่สุดเลยครับ แบบไม่รู้ตัวครับ ก็ยังยึดมั่นอย่างมั่นคงอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อยู่ที่ความเข้าใจจริงๆ ในความลึกซึ้งในความเป็นจริง โมหะทั่วไปหมด แต่อะไรปรากฏ ความตระหนี่!!

อ.วิชัย: ครับ ก็เพราะมาจากความติดข้อง และความติดข้องก็มาจากความไม่รู้ ก็เข้าใจเพิ่มขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: ค่ะ อริยสัจจธรรมที่ ๒ ไม่ใช่ชื่อ!! ไม่ใช่ชื่อเห็นไหม? แต่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นๆ จนมั่นคง ไม่ว่าอะไรทั้งหมดมาจาก นี่ ใช่ไหม เหตุให้เกิดทุกข์?

อ.วิชัย: ครับ ท่านอาจารย์ครับ ก็เป็นอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าว การศึกษาพระธรรม ก็ค่อยๆ ปรุงแต่งความเข้าใจเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ ครับ แม้ฟังหลายๆ คำ แต่ความเข้าใจที่จะเกิดแม้เพียงนิดๆ หน่อยๆ ก็ยากที่จะเกิดจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: จนกระทั่งไม่ว่าประการใดๆ ก็ตาม ก็เสริมความเข้าใจมั่นคง และละเอียดขึ้นในสภาพของโมหะ และโลภะ

อ.วิชัย: ครับ อย่างข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสในตรงนี้นะครับในเรื่องของตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลกนี่ครับ พระองค์ก็ยังมีพระมหากรุณาที่จะแสดงอาการของตัณหาโดยประการต่างๆ ครับ อย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า ตัณหาเหมือนกับเป็นชัปปาครับ เป็นธรรมชาติที่กระซิบครับ ก็ยังคิดอย่างไรดีครับท่านอาจารย์ที่จะกระซิบ

ท่านอาจารย์: ก่อนจะถึงขณะนั้นนะ ตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลก

โลก คือสิ่งที่เกิดแล้วดับใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: และ ไม่รู้ความจริง คือโมหะใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เมื่อไม่รู้ความจริงว่า สิ่งที่เกิดดับนั่นแหละ ไม่เที่ยง ไม่กลับมาอีกเลย ตัณหาก็ฉาบทาเป็นเรื่องต่างๆ ไว้หมด

อ.วิชัย: ครับ ติดไปหมดทุกอย่าง

ท่านอาจารย์: ค่ะ สอดคล้องกับที่ว่าไหม?

อ.วิชัย: ครับ แต่ไม่เท่านั้น ก็ยังคอยให้แสวงหาสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วย ก็สะสมมาที่จะมากถึงอย่างนั้นครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉาบทาไว้แล้วว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอัตตาหมด จนกว่าจะรู้ว่า ทั้งหมดไม่มีที่จะเป็นอัตตาได้เลย เพราะเป็นอนัตตาทั้งหมด

ต้องสอดคล้องกันทั้งหมด ตรงต่อความเป็นจริงซึ่งเปลี่ยนไม่ได้

อ.วิชัย: ครับ ก็กราบท่านอาจารย์ครับ ก็ค่อยๆ สะสมความเข้าใจเพิ่มขึ้นครับท่านอาจารย์

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ [อชิตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑]

ตัณหา เรียกว่า ชัปปา ความกระซิบ ความกระซิบทั่ว [อชิตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1     โดย chatchai.k  วันที่ 26 ก.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ