การจะเป็นอุปัชฌาย์
โดย nano16233  23 ก.ย. 2555
หัวข้อหมายเลข 21776

ไม่ทราบว่า การจะเป็น อุปัชฌาย์ ต้องมีคุณสมบัติ อย่างไรบ้าง



ความคิดเห็น 1    โดย khampan.a  วันที่ 25 ก.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบนมัสการพระคุณเจ้า ที่เคารพ ครับ

พระอุปัชฌาย์ โดยความหมายแล้ว หมายถึงผู้เข้าไปคอยชี้ให้เห็นโทษประการต่างๆ ตามความเป็นจริง เมื่อผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา มีความประพฤติไม่เหมาะสมอย่างไร พระอุปัชฌาย์ก็จะเป็นผู้คอยแนะนำในสิ่งที่ถูกที่ควร เพื่อความเป็นผู้ประพฤติที่ดีงามยิ่งขึ้นในพระธรรมวินัย รวมไปถึง ถ้าเกิดความสงสัยในพระธรรมวินัยในส่วนใด พระอุปัชฌาย์ก็มีหน้าที่ในการให้ความเข้าใจในส่วนนั้นๆ ด้วย

เพราะฉะนั้นแล้ว พระอุปัชฌาย์ ก็จะต้องเป็นผู้มีความเข้าใจในพระธรรมวินัย เป็นผู้ฉลาดไม่โง่เขลา รู้จักอาบัติเบา อาบัติหนัก เป็นผู้ทรงจำพระปาฏิโมกข์ได้ และ จะต้องมีพรรษาตั้งแต่ ๑๐ พรรษาขึ้นไป ถ้ามีคุณสมบัติไม่ครบแล้ว ไปทำการอุปสมบทให้กับกุลบุตร ย่อมต้องอาบัติทุกกฏ มีโทษ

ตามพระธรรมวินัยแล้ว พระอุปัชฌาย์ ไม่มีการสอบ เพียงแต่ถ้ามีคุณสมบัติดังกล่าวนี้แล้ว ที่ประชุมสงฆ์ (คณะสงฆ์) มีความเห็นชอบ ถ้ามีกุลบุตรผู้มีศรัทธาเข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา ก็มอบหมายให้ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้กับกุลบุตรคนนั้นได้ ครับ

ถ้าขาดตกบกพร่องประการใด กราบเรียน อ. ประเชิญ และ อ. ผเดิม ช่วยแก้ไข เพิ่มเติมด้วยนะครับ

และขอเชิญคลิกอ่านข้อความจากพระไตรปิฎก ได้ที่นี่ครับ

พระอุปัชฌาย์ [พระวินัยปิฎก มหาวรรค]

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


ความคิดเห็น 2    โดย paderm  วันที่ 25 ก.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบนมัสการพระคุณเจ้า ที่เคารพ ครับ

ตามที่อาจารย์คำปั่น ได้กล่าวไว้ ถึงคุณสมบัติไว้บางประการแล้ว ก็ขอเรียนเสริม คุณสมบัติที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ผู้ที่ควรบวชให้ ว่ามีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ตามพระวินัยปิฎกดังนี้ ครับ

ซึ่งในพระไตรปิฎก แสดงคุณสมบัติของพระอุปัชฌาย์ ประการต่างๆ อย่างละเอียด โดยตั้งแต่โดยนัยสูงสุด ครับ ซึ่ง โดยนัยสูงสุดแล้ว พระอุปัชฌาย์ที่ มีคุณสมบัติที่ดี คือ เป็นพระอรหันต์ ที่ประกอบด้วยคุณความดีของพระอรหันต์ ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา ของพระอรหันต์ และก็อธิบายโดยนัยอื่นๆ ถึงคุณสมบัติของพระอุปัชฌาย์ว่า จะต้องเป็นผู้มีคุณธรรมเป็นสำคัญ แม้จะยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ หรือ พระอริยบุคคล แต่ก็ต้องเป็นผู้ที่ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ การฟังมาก มีความละอาย และเกรงกลัวต่อบาป มีความเพียร และเจริญสติ และ มีปัญญา

และ คุณสมบัติของ พระอุปัชฌาย์ที่สำคัญ คือ จะต้องมีพรรษา ๑๐ ปี หรือ มากกว่า ๑๐ ปี และที่สำคัญ พระอุปัชฌาย์ จะต้องเป็นผู้มีศีล ดี มีคุณธรรม ดี คือ เป็นผู้เคารพในพระวินัยบัญญัติในสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ มีทิฏฐิ ดี คือ มีความเห็นถูก มี สัมมาทิฏฐินั่นเอง และเป็นพหูสูต คือ เป็นผู้ได้สดับตรับฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้าโดยมาก และมีความเข้าใจในพระธรรมด้วย จากการฟัง ศึกษา ครับ

อีกประการหนึ่ง คือ รู้จัก ฉลาดที่จะรักษาพยาบาลผู้ป่วยไข้ หรือ ใช้ให้ผู้อื่นรักษา ได้ถูกต้อง เป็นต้น และ ยังเป็นผู้สามารถที่จะทำให้ผู้อื่นที่อยากสึก กลับไม่สึกได้ ด้วยปัญญาของตน

อีกประการหนึ่ง ก็คือ รู้จักอาบัติต่างๆ อย่างละเอียด และ สามารถจะแสดงกล่าว แนะนำ วิธีการออกจากอาบัติกับภิกษุรูปอื่นๆ ได้ และรอบรู้พระวินัย เมื่อเป็นผู้ที่รอบรู้พระวินัย ก็จะสามารถรู้ได้ว่าใครสมควรบวช ใครไม่สมควรให้บวช ครับ

อีก ประการหนึ่ง คือ ต้องเป็นผู้สามารถอธิบายกล่าวธรรมให้ลูกศิษย์ และ ผู้ที่บวชให้ เข้าใจพระธรรม ทั้งในส่วนของพระวินัย ในส่วนของการเจริญอบรมปัญญาที่เป็นการเจริญวิปัสสนาได้ด้วย และเมื่อภิกษุนั้นเข้าใจธรรมที่ผิด มีความเห็นผิด ก็สามารถแก้ความเห็นผิดของภิกษุรูปนั้นได้ด้วย นี่คือ คุณสมบัติโดยละเอียดของพระอุปัชฌาย์

ดังข้อความในพระไตรปิฎก

พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 502

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ มีศรัทธา ๑ มีความละอาย ๑ มีความเกรงกลัวบาป ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีสติตั้งมั่น ๑ มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ ไม่มีศีลวิบัติในอธิศีล ๑ ไม่มีอาจารวิบัติในอัธยาจาร ๑ ไม่มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ ๑ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ๑ มีปัญญา ๑ มีพรรษาสิบ หรือพรรษาเกินสิบ ๑ ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ อาจพยาบาลเอง หรือสั่งให้ผู้อื่นพยาบาลอันเตวาสิกหรือสิทธิวิหาริกผู้อาพาธ ๑ อาจระงับเองหรือวานผู้อื่นให้ช่วยระงับความ กระสันอันเกิดขึ้นแล้ว ๑ อาจบรรเทาเองหรือวานผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่ายอันเกิดขึ้นโดยธรรม ๑ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักวิธีออกจากอาบัติ ๑ มีพรรษา ได้สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑ ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ อาจฝึกปรืออันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกในสิกขา อันเป็นส่วนอภิสมาจาร ๑ อาจแนะนำอันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกในสิกขาเป็น ส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ๑ อาจแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป ๑ อาจแนะนำ ในวินัยอันยิ่งขึ้นไป ๑ อาจเปลื้องทิฏฐิผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ๑ มีพรรษาได้ สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑ ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ รู้อาบัติ ๑ รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑ รู้อาบัติหนัก ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกดี สวดคล่องแคล่ว วินิจฉัยถูกต้องโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑ มีพรรษาได้สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.


ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา


ความคิดเห็น 3    โดย jaturong  วันที่ 4 ต.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 4    โดย chatchai.k  วันที่ 15 ต.ค. 2565

ขออนุโมทนาครับ