มีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรมในอดีต
โดย Kuat639  7 เม.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52204

ช่วยอธิบายสร้างความเข้าใจหน่อยครับ อกุศลวิบากที่เกิดขึ้นกับเรา มาจากการกระทำในอดีตหรือ? ขอคำอธิบายแบบสมมติเทศนา?



ความคิดเห็น 1    โดย khampan.a  วันที่ 10 เม.ย. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

[เล่มที่ 54] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ ๓๔๒ (ปุณณิกาเถรีคาถา)

“ถ้าท่านกลัวทุกข์ ถ้าทุกข์ไม่น่ารักสำหรับท่าน
ท่านก็อย่าทำบาปกรรม ทั้งในที่ลับ ทั้งในที่แจ้ง
ก็หากว่าท่านจักกระทำ หรือกำลังกระทำบาปกรรม
ถึงท่านจะเหาะหนีไป ก็ไม่พ้นไปจากทุกข์ ได้เลย”


[เล่มที่ 33] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า ๑๖๘
คนหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น
คนทำเหตุดี ย่อมได้ผลดี
ส่วนคนทำเหตุชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว



ควรที่จะได้ทราบตั้งแต่ต้นว่า อกุศลวิบาก คือ จิตชาติวิบากที่เกิดขึ้น มาจากเหตุ คือ อกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้วในอดีต อกุศลวิบาก มีเพียง ๗ ประเภทเท่านั้น คือ
-จักขุวิญญาณ อกุศลวิบาก (เห็นในสิ่งที่ไม่น่าพอใจ)
-โสตวิญญาณ อกุศลวิบาก (ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ)
-ฆานวิญญาณ อกุศลวิบาก (ได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจ)
-ชิวหาวิญญาณ อกุศลวิบาก (ได้ลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจ)
-กายวิญญาณ อกุศลวิบาก (ได้รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกายที่ไม่น่าพอใจ)
-สัมปฏิจฉันนอกุศลวิบาก (จิตที่รับรู้ต่อจากเห็น หรือได้ยิน หรือได้กลิ่น หรือลิ้มรส หรือรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย ในสิ่งที่ไม่น่าพอใจ)
-อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก (จิตชาติวิบากที่เป็นผลของอกุศลกรรม ประกอบด้วยความรู้สึกเฉยๆ ที่พิจารณาอารมณ์)

จะเห็นได้จริงๆ ว่า พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด ทรงแสดงโดยละเอียดโดยประการทั้งปวง แม้แต่ในเรื่องกรรมและผลของกรรม แสดงถึงความเป็นจริงของธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมีเหตุที่ได้กระทำแล้วก็ย่อมจะเป็นเหตุปัจจัยให้ผลเกิดขึ้นเป็นไปได้ตามควรแก่เหตุ เหตุที่ดีก็ย่อมให้ผลที่ดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นเหตุที่ไม่ดีก็ย่อมให้ผลเป็นผลที่ไม่ดี โดยไม่มีใครทำให้เลย

พระธรรมเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องเตือนที่ดีในชีวิตประจำวัน โดยปกติของบุคคลผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ก็ไหลไปตามอำนาจกิเลสเป็นส่วนใหญ่ซึ่งจะเป็นผู้ประมาทกำลังของกิเลสไม่ได้เลย เพราะโดยความเป็นปุถุชนแล้ว มีโทษมาก สามารถกระทำอกุศลกรรมที่หนักได้ แต่ผู้ที่เห็นประโยชน์ของพระธรรม ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ ก็จะเป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องนำทางชีวิต ให้กระทำแต่สิ่งที่ดีงาม ไม่กระทำอกุศลกรรม กิเลส เป็นสิ่งที่จะประมาทไม่ได้เลยทีเดียว

ขอยกเรื่องในอดีตซึ่งเป็นอดีตกรรมของท่านพระจักขุบาล ดังนี้

[เล่มที่ 40] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ ๓๒

*บุพกรรมของพระจักขุปาลเถระ*

ในอดีตกาล เมื่อครั้งที่พระเจ้าพาราณสี ทรงครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี หมอผู้หนึ่ง เที่ยวทำเวชกรรมอยู่ในบ้านและนิคม เห็นหญิงทุรพลด้วยจักษุคนหนึ่ง จึงถามว่า "ความไม่ผาสุกของท่านเป็นอย่างไร?"

หญิงนั้น ตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่แลเห็นด้วยดวงตา"

หมอ กล่าวว่า "ข้าพเจ้าจักทำยาให้แก่ท่าน"

หญิงนั้น กล่าวว่า "ทำเถิด นาย"

หมอ ถามว่า ท่านจักให้อะไรแก่ข้าพเจ้า?

หญิงนั้น ตอบว่า "ถ้าท่านอาจจะทำดวงตาของข้าพเจ้าให้กลับเป็นปกติได้ ข้าพเจ้ากับบุตรและธิดา จักยอมเป็นทาสีของท่าน"

หมอ รับว่า "ดีล่ะ" ดังนี้แล้ว ประกอบยาให้แล้ว ดวงตาของนางกลับเป็นปกติ ด้วยยาขนานเดียวเท่านั้น

หญิงนั้น คิดแล้วว่า "เราได้ปฏิญญาแก่หมอนั้นไว้ว่า 'จักพร้อมด้วยบุตรธิดา ยอมเป็นทาสีของเขา' ก็แต่เขา จักไม่เรียกเราด้วยวาจาอันอ่อนหวาน เราจักลวงเขา" นางอันหมอมาแล้ว ถามว่า "เป็นอย่างไร นางผู้เจริญ?" ก็ตอบว่า "เมื่อก่อน ดวงตาของข้าพเจ้าปวด เล็กน้อย แต่เดี๋ยวนี้ปวดมากเหลือเกิน"

หมอ คิดว่า "หญิงนี้ประสงค์จะลวงเราแล้ว ไม่ให้อะไร ความต้องการของเราด้วยค่าจ้างที่หญิงนี้ให้แก่เรา มิได้มี เราจักทำเขาให้เป็นผู้จักษุมืดบอดเสียเดี๋ยวนี้" แล้วไปยังเรือน บอกเนื้อความนั้นแก่ภรรยา ภรรยาก็ได้นิ่งเสีย หมอนั้นประกอบยาขนานหนึ่ง แล้วไปสู่ที่อยู่ของหญิงนั้น บอกให้หยอดยาว่า "นางผู้เจริญ ขอท่านจงหยอดยาขนานนี้" ดวงตาทั้งสองข้าง ของหญิงนั้น ได้ดับวูบแล้วเหมือนเปลวไฟ หมอนั้นได้ (มาเกิด) เป็นจักขุบาลภิกษุแล้ว


เมื่อได้อ่านอดีตกรรมของพระจักขุบาล แล้ว ทำให้พิจารณาได้ว่า "เจตนาที่เบียดเบียนคนอื่น ย่อมเบียดเบียนตนเอง" เป็นข้อคิดเตือนใจที่ดีเป็นอย่างยิ่งเพราะเพียงคิดที่จะประทุษร้ายเบียดเบียนคนอื่น คิดไม่ดีกับคนอื่นก็ไม่ดีแล้วเป็นอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นทำร้ายจิตใจของตนเอง ยิ่งถ้าเป็นการล่วงเป็นทุจริตกรรมมีการประทุษร้ายคนอื่นเกิดขึ้น ทางกาย ทางวาจาด้วยแล้ว นั่นเป็นอกุศลกรรมบถเมื่ออกุศลกรรมให้ผลก็ให้ผลที่ไม่ดีกับตนเองเท่านั้น ไม่ใช่ผลดังกล่าวจะเกิดขึ้นที่ผู้อื่น ในเมื่อเป็นกรรมที่ตนเองได้กระทำ (เจตนา เป็น กรรม) ก็ต้องเป็นตนเองเท่านั้นที่ได้รับผลของกรรม ซึ่งก็เป็นธรรมทั้งหมด ทั้งกรรมและการได้รับผลของกรรม แม้แต่ท่านพระจักขุบาลเอง ถึงแม้ว่าในชาติสุดท้ายท่านจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แต่เพราะอดีตกรรมที่ท่านได้กระทำไว้ตั้งแต่ในกาลสมัยที่ยังมีกิเลสอยู่ก็เป็นเหตุทำให้ท่านเป็นผู้มีตาบอด เพราะกรรมคือเจตนาประทุษร้ายต่อผู้อื่นด้วยการประกอบยาทำลายตาของหญิงชาวบ้านคนหนึ่งทำให้นางถึงกับตาบอด เจตนาอันเป็นกรรมนั้นสะสมสืบต่ออยู่ในจิต ไม่สูญหายไปไหน เมื่อถึงคราวให้ผลก็ทำให้พระจักขุบาลเป็นผู้มีตาบอด "กรรมยุติธรรมที่สุดในการให้ผล" และ "กรรมก็ไม่ลืมที่จะให้ผลอีกด้วย แม้ว่าผู้ที่ได้กระทำกรรมจะลืมไปแล้วว่าตนเองได้กระทำกรรมอะไรไว้บ้างตั้งแต่เมื่อใด"

ถ้ากลัวความเดือดร้อนในภายหลัง ก็จะต้องงดเว้นจากอกุศลกรรม ต้องไม่ทำอกุศลกรรมอย่างเด็ดขาด และนอกจากนั้น ยังจะต้องประพฤติในสิ่งที่ดีงามด้วย สำคัญที่สุด คือ "เป็นคนดีและศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ"

ดังนั้น เมื่อเกิดมาแล้ว ชีวิตจึงมี ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนหนึ่ง เป็นการได้รับผลของกรรม และอีกส่วนหนึ่ง เป็นการสะสมกรรมใหม่ซึ่งแน่นอนว่าควรสะสมเฉพาะกรรมดีเท่านั้น ครับ

..ยินดีในกุศลของคุณ Kuat639 และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...