ไม่ประมาทในคำว่า ธรรม รู้จักแค่ไหน?
โดย เมตตา  15 พ.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52358

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑- หน้า 47

๑๐. ทุติยสัปปายสูตร

ว่าด้วยทรงแสดงข้อปฏิบัติที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง

[๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฏฐิแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฏฐิ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

พ. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า.

ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา.

ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯลฯ


ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ยิ่งไตร่ตรองยิ่งเห็นความน่าอัศจรรย์ในบรรดาปฏิหาริย์ทั้งหมด อนุศาสนีย์ คำสอนที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นปฏิหาริย์ สามารถทำให้คนที่เข้าใจเห็นถูกต้องจนละความเห็นผิดได้ ละกิเลสใดๆ ที่เกิดเพราะความเห็นผิดจนกว่าจะหมดได้

อ.วิชัย: การได้มีโอกาสศึกษาข้อความในพระสูตรนี่ครับ ไม่ใช่เพียงตามคำ โดยมากของการศึกษาในช่วงแรกๆ ซึ่งไม่ได้เข้าใจที่จะไตร่ตรองว่าธรรมที่มีจริงๆ ก็คือขณะนี้ครับ ก็ดูเหมือนกับคิดเรื่องตามเรื่องที่ได้อ่านครับ แต่ว่าความลึกซึ้งอยู่ตรงที่ขณะนี้ที่ยังไม่รู้ตามความเป็นจริงครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ประมาทในคำว่า ธรรม รู้จักแค่ไหน? แค่สิ่งที่มีจริง ไม่พอ!! ได้ยินแค่ชื่อ

อ.วิชัย: ไม่พอครับ ดังนั้น กว่าแต่ละคำ แม้แต่การที่จะเข้าใจในสภาพซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ครับ อย่างจักษุ หรือว่า ตา ครับ ก็ดูเหมือนกับอาศัยคำมากมายครับท่านอาจารย์ กว่าจะค่อยๆ ปรุงแต่งจากความคิด ค่อยๆ น้อมไปทีละเล็กทีละน้อยซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ด้วย แล้วก็จะรู้ละเอียดแค่ไหนอย่างไร ก็ไม่สามารถบังคับด้วยครับ ก็ดูเหมือนกับทำอะไรไม่ได้สักอย่างเดียวครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แล้วทำได้ไหมล่ะ?

อ.วิชัย: ก็ความจริงก็ทำอะไรไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม? มั่นคงไหม? มั่นคงในคำที่พูดแล้วทั้งหมด แค่ไหน?

อ.วิชัย: ครับ ตรงนี้ครับท่านอาจารย์ ถ้ายิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะเห็นความไม่ใช่เราที่จะไปบังคับสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ทั้งหมดเลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แล้วเราลองคิดซิ ถึงไหมการไตร่ตรองละเอียดขึ้น ไม่พอเลยใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ทุกคนพูดว่า เห็นเพียงสิ่งที่กระทบตาใช่ไหม? เดี๋ยวนี้ก็เห็นสิ่งที่กระทบตาใช่ไหม?

อ.วิชัย: ก็เห็นครับ

ท่านอาจารย์: แต่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ปรากฏเป็นคนเป็นเสื้อเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้เป็นภูเขาเป็นทะเลเป็นถนนหนทางเป็นรถยนต์ ตรงสิค่ะ เห็นอะไร?!! เห็นไหม?

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: กว่าจะเป็นอนัตตา เป็นอะไรไม่ได้นอกจากเป็นสิ่งนั้นที่เกิดตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับ แล้วมาจากไหนคุณวิชัยนั่งอยู่ตรงนี้ คนอื่นทำอย่างโน้น คนคนนี้ทำอย่างนั้น เปิดประตูปิดประตู ใส่รองเท้า รับประทานอาหาร เต็มโลกไปหมดในความมืดใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เห็นไหม แล้วเดี๋ยวนี้ปรากฏอย่างนั้นหรือเปล่า?

เพราะฉะนั้น กว่าจะตรง มั่นคง รอบรู้ในปริยัติ แค่รอบรู้แล้วก็ตรงด้วย ยังไม่ได้ถึงสักอย่างที่กำลังเกิดดับตามที่เข้าใจ จนกว่าสภาพธรรมอะไรล่ะ? อยู่ดีๆ ไม่เคยถึงแล้วเกิดถึงขึ้นมา แล้วอะไร?!!

เห็นไหม ทั้งหมดไม่ใช่เรา แล้วอะไร!! ไม่ใช่เราแล้วค่อยๆ ขยายความเป็นหนึ่งออกมา ให้เห็นแต่ละอย่างที่ต่างกันหลายระดับขั้น นี่คือคำสอนทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ เห็นถคงความไกลของปัญญาครับท่านอาจารย์ที่สำหรับผู้ที่อบรมแล้วครับ อย่างในช่วงแรกที่ที่ท่านอาจารย์ถามอ อ.คำปั่น เรื่องของการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์นี่ครับ ก็เห็นถึงกาลเวลาที่ยาวนานมากครับ แล้วอย่างข้อความในทุติยสัปปายสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายนะครับว่า จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระพุทธเจ้าข้า

ดังนั้น คำนี้ก็แสดงว่า เป็นความเข้าใจจริงๆ นะครับ เป็นความรู้จริงๆ ที่เห็นในความเป็นธรรมชนิดหนึ่งนะครับ แล้วกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า ก็เห็นถึงกาลเวลาที่กว่าจะกล่าวคำนี้ครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: คุณวิชัยคะ ตาเที่ยงไหม?

อ.วิชัย: ไม่เที่ยงครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ตอบตามระดับของความเข้าใจ

อ.วิชัย: ครับ ท่านอาจารย์ครับ ขณะที่ตอบก็เห็นถึงความคิดที่เกิดขึ้นครับว่า เป็นการสะสมจากการที่ได้ยินได้ฟังมา แล้วก็คิดไตร่ตรองจึงกราบเรียนท่านอาจารย์อย่างนั้นครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต่างระดับใช่ไหม?

อ.วิชัย: ต่างกันมากครับ

ท่านอาจารย์: นั่นคือ เริ่มเข้าใจความลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า ละเอียดปานใด

อ.วิชัย: ครับ ท่านอาจารย์ครับ จึงเห็นถึงการที่จะไม่ประมาทจริงๆ ในแต่ละคำ แล้วก็ไม่ประมาทในหนทางของการเจริญของปัญญาว่า ไม่ใช่เป็นการรีบร้อนหรือเร่งรัดได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มรู้ความหมายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ ก็เป็นปัจฉิมโอวาทที่แสดงอุปการะยิ่งโดยประการทั้งปวงที่พระองค์ตรัสไว้แล้ว ๔๕ พรรษาว่า ไม่ควรประมาทในแต่ละคำครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ประมาทว่า สิ่งนั้นมีจริงแต่ยังไม่รู้ความจริง ทั้งหมดที่ปรากฏนี่มีจริง แต่ยังไม่รู้ความจริง คิดดู แค่คำนี้ลึกซึ้งแค่ไหน?!

อ.วิชัย: ลึกซึ้งมากครับท่านอาจารย์ ก็ละเอียดทุกคำครับ ก็เป็นโอกาสที่เมื่อมีโอกาสได้อ่านได้ศึกษาก็ต้องเข้าใจความลึกซึ้งของข้อความแต่ละข้อความจริงๆ ครับ แล้วก็ฐานะของตนเองที่จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มรู้ว่า ความที่เคยไม่รู้อะไรเลย ขณะที่ปัญญาเกิดขึ้นเริ่มเข้าใจ หนทางเดียว มรรค สัมมาทิฏฐิกว่าจะสมบูรณ์เป็นตามขั้นๆ ของความเข้าใจเพิ่มขึ้น

อ.วิชัย: ครับ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

๑๐. ทุติยสัปปายสูตร ว่าด้วยทรงแสดงข้อปฏิบัติที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง

ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..

สังคารวสูตร

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 17 พ.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ