ทุกสิ่งมีจริงเป็นธรรมะ ทำไมไม่ใช่เรา..ในเมื่อเราก็คือส่วนหนึ่งของทุกสิ่ง? เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส กระทบสัมผัส.คิดนึก.รู้สึก.เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว ไม่เรียกหรือเปลี่ยนคำเรียกได้มั้ย.?? เช่น คำว่าเรา เปลี่ยน เป็น ธรรมะ/จิต ... ไม่เรียกหรือเปลี่ยนคำเรียกหรือเปลี่ยนความหมายเสียใหม่??..ฟังๆ ไปเหมือนการนำคำมาใช้ให้นิยามความหมายกันต่างๆ นาๆ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นหนึ่ง ไม่เป็นสอง หมายความว่า เป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ สิ่งที่มีจริงที่พระองค์ทรงแสดง ทรงตรัสรู้อย่างแจ่มแจ้งตามความเป็นจริงโดยละเอียดโดยประการทั้งปวง พระปัญญาของพระองค์ไม่มีผู้ใดเปรียบได้ ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงๆ และเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่เคยไม่รู้ แม้ว่าจะมีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน มีทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วก็ปรากฏด้วย เช่น ทางตามีสภาพธรรมปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นรูปธรรม แต่ความไม่รู้ก็ยึดถือสภาพธรรมซึ่งเกิดดับสืบต่อกันอยู่ในขณะนี้ รูปธรรมที่ปรากฏทางตาเป็นสิ่งที่เกิดดับ และนามธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ คือเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียวแล้วก็ดับ แต่เพราะสภาพธรรมเกิดและดับอย่างรวดเร็ว และมีสภาพธรรมอื่นเกิดดับสืบต่ออยู่ ความไม่รู้ในความเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมแต่ละขณะ ทำให้มีการยึดถือสัณฐานหรืออาการของสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง ใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นไม่ได้ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนเลย เป็นแต่เพียงสภาพธรรมแต่ละลักษณะเท่านั้น สิ่งที่มีจริง หรือธรรม เมื่อกล่าวโดยรวมแล้ว ประมวลด้วยคำว่า สพฺเพ ธมฺมา (สัพเพ ธัมมา) คือ ธรรมทั้งหลายทั้งปวง มี ๔ อย่าง ได้แก่
จิต เป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ จิตแม้จะมีหลากหลายประเภท ตามเจตสิกธรรมที่เกิดร่วมด้วยบ้าง หลากหลายตามอารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้บ้าง หลากหลายตามภูมิคือระดับขั้นของจิตบ้าง แต่ก็มีลักษณะเดียวคือมีการรู้แจ้งอารมณ์เป็นลักษณะ ตัวอย่างของจิต เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย เป็นต้น
เจตสิก เป็นนามธรรมที่เกิดร่วมกับจิต ดับพร้อมกับจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต และในภูมิที่มีขันธ์ ๕ (คือ ในภูมิที่มีทั้งรูปธรรมและนามธรรม) ก็อาศัยที่เกิดที่เดียวกันกับจิต ตัวอย่างเจตสิก เช่นผัสสะ (สภาพธรรมที่กระทบอารมณ์ที่จิตรู้) เวทนา (ความรู้สึก) โลภะ (ความติดข้องต้องการ) โทสะ (ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ) ศรัทธา (สภาพที่ผ่องใส) สติ (ความระลึกเป็นไปในกุศลธรรม) หิริ (ความละอายต่อบาป) โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป) ปัญญา (ความเข้าใจถูกเห็นถูก) เป็นต้น
รูป หรือ รูปธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ ไม่ใช่สภาพรู้ ไม่ใช่ธาตุรู้ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เกิดจากสมุฏฐานต่างๆ กล่าวคือ บางรูปเกิดขึ้นเพราะกรรมมีกรรมเป็นธรรมที่ก่อตั้งให้รูปนั้นเกิดขึ้น บางรูปเกิดขึ้นเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน บางรูปเกิดขึ้นเพราะอุตุ ความเย็นความร้อนเป็นสมุฏฐาน บางรูปเกิดเพราะอาหารเป็นสมุฏฐาน ตัวอย่างของรูปธรรม เช่น สี เสียง กลิ่น รส ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม จักขุปสาทะ (ตา) โสตปสาทะ (หู) ฆานปสาทะ (จมูก) ชิวหาปสาทะ (ลิ้น) กายปสาทะ (กาย) เป็นต้น
นิพพาน เป็นสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม เป็นธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ เป็นสภาพธรรมที่ดับทุกข์ดับกิเลส เป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับสภาพธรรมที่เกิดดับอย่างสิ้นเชิง นิพพาน เป็น อสังขตธรรม คือไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น
ต้องฟังพระธรรมบ่อยๆ เนืองๆ ค่อยๆ สะสมความเข้าใจไปทีละเล็กน้อย ก็จะค่อยๆ ได้เริ่มเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมที่ไม่ใช่เราจริงๆ เช่น เห็นเป็นเห็น ไม่ใช่ใคร เพราะเห็นเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป เป็นต้น ไม่มีเราแทรกอยู่ในธรรมแต่ละหนึ่งๆ ได้เลย ในเมื่อเป็นธรรมแล้วจะเป็นใครไม่ได้เลยครับ
... ยินดีในกุศลของคุณ Kuat639 และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ