
[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 57
[๕๖] กรุงสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด.
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ จากคลิปที่ว่า กว่าจะหมดความไม่รู้ แล้วก็ความไม่รู้ก็มีมากมายมหาศาลนะครับ กราบเท้าถามท่านอาจารย์ในเบื้องต้นว่า ความไม่รู้เบื้องต้นที่ควรที่จะเข้าใจคืออย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ก็ต้องรู้ว่า สภาพธรรมเดี๋ยวนี้รู้แล้วหรือยัง?
อ.อรรณพ: ยังครับ
ท่านอาจารย์: ก็คือ นี่แหละเบื้องต้น จะไปหาอะไรมารู้ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้มีแท้ๆ ก็ยังไม่รู้
อ.อรรณพ: ข้อความในพระไตรปิฎก แม้ในอวิชชาสูตร ที่ อ.ณภัทรอัญเชิญมา ก็ต้องเป็นข้อความที่จริงแน่นอน แต่ว่า ปัญญาของผู้ฟังก็ต่างระดับต่างจากพระภิกษุรูปนั้นที่ทูลถาม สำหรับพวกเราต้องต่างแน่นอนเลยนะครับ
เพราะฉะนั้น พระองค์ก็ทรงแสดงว่า รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างไร ก็คือจักษุ รูป รู้ในความไม่เที่ยง ท่านพูดถึงความไม่เที่ยงเลยนะครับ รู้ว่าจักษุไม่เที่ยง รูปก็ไม่เที่ยง จักษุวิญญาณก็ไม่เที่ยง จักษุสัมผัสสะก็ไม่เที่ยง แล้วก็เวทนาอันเกิดจากจักษุสัมผัสสะก็ไม่เที่ยงตลอดไปจนถึงทางใจนี่ครับ ก็เป็นพระธรรมที่ต้องเป็นจริงอย่างลึกซึ้ง แต่ว่าประโยชน์สำหรับผู้เริ่มต้นอย่างพวกผมคืออย่างไร เช่นข้อแรกที่พระองค์ตรัสว่า จักษุ เห็นอยู่ รู้อยู่ ว่าจักษุไม่เที่ยงนะครับ แต่สิ่งที่ถูกรู้ก็ยังไม่ได้ปรากฏในความที่ไม่เที่ยงของสิ่งที่เป็นรูป คือสิ่งที่รู้นะครับ และจักษุสัมผัสสะอะไรต่ออะไรนะครับ
เพราะฉะนั้น อย่างข้อความในอวิชชาสูตร ที่จะเป็นประโยชน์กับการอบรมเจริญปัญญาในเบื้องต้นนี่คืออย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ประโยชน์ คือพูดถึงอะไร ไม่รู้สิ่งนั้นตามความเป็นจริง
อ.อรรณพ: พูดถึงจักษุ
ท่านอาจารย์: ค่ะ ไม่ได้รู้จักษุตามความเป็นจริง ไม่ว่าพูดถึงอะไรทั้งหมด ไม่ได้รู้สิ่งนั้นเลยตามความเป็นจริง
อ.อรรณพ: พูดถึงรูป พูดถึงจักษุวิญญาณ ผัสสะ จักษุสัมผัสสเวทนา ท่านอาจารย์กล่าวว่า นี่คือเบื้องต้นที่ว่า ไม่ว่าจะตรัสถึงอะไร ทรงแสดงถึงอะไร ก็แสดงให้เห็นว่า เราไม่รู้สิ่งนั้นตามความเป็นจริง และประโยชน์ที่รู้ว่าไม่รู้ในสิ่งนั้นตามความเป็นจริงนี่จะเป็นบันไดเบื้องต้นอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: แล้วเมื่อไหร่จะรู้ หรือไม่รู้ไปเรื่อยๆ
อ.อรรณพ: ไม่รู้ไปเรื่อยๆ ก็แย่เลยครับ
ท่านอาจารย์: ก็นั่นแหละ ให้คิดไงประโยชน์อยู่ไหน?
อ.อรรณพ: อยู่ที่รู้อยู่ตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์: เริ่มรู้ใช่ไหมเพราะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คือไม่รู้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพระองค์ตรัสว่า ไม่รู้อะไรให้เริ่มคิดเดี๋ยวนี้ไม่รู้อะไร จะได้รู้ว่า ไม่รู้และจะรู้หรือเปล่า? หรือปล่อยให้ไม่รู้ไปเรื่อยๆ ฟังแล้วก็ไม่รู้ไปเรื่อยๆ
ไม่ได้ฟังก็ไม่รู้ ฟังก็ไม่รู้ ไม่รู้ไปเรื่อยๆ อย่างนั้นหรือ
เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการได้ฟังอยู่ตรงไหน? เห็นโทษของความไม่รู้ไหม!! ไม่เห็นก็ไม่รู้ไปสิ ใครก็ไม่ได้ว่าอะไร
อ.อรรณพ: ก็อยู่ด้วยความไม่รู้ไปเรื่อยๆ แล้วก็มากขึ้นเรื่อยๆ ครับ
เพราะฉะนั้น ที่พระองค์ตรัสอย่างนี้ในพระสูตรนี้ พระสูตรนี้ยากทีเดียว เพราะทรงแสดงถึงความไม่เที่ยงของสภาพธรรมที่กำลังมี แต่ไม่รู้ ทรงแสดงถึงความไม่เที่ยงเลยนะครับ แต่บางพระสูตรนี่ก็ยังพอที่จะเกาะไปได้ เช่นพระองค์ทรงแสดงว่า รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดของรูปก่อนที่จะถึงความเกิดของรูปเป็นดังนี้ ความดับของรูปเป็นดังนี้ แล้วก็หนทางอุบายที่จะถึงความดับของของรูปก็จะสูงขึ้น แต่พระองค์ก็ยังทรงเริ่มว่า รูปเป็นดังนี้ แต่ในนี้ทรงแสดงถึงความไม่เที่ยงเลยทันทีครับ
เพราะฉะนั้น หลายๆ พระสูตรที่ทรงแสดงเหมือนกับเฉพาะกับท่านผู้มีปัญญาอย่างภิกษุรูปนี้ ท่านมีปัญญาท่านจึงทูลถามเช่นนี้ แล้วแน่นอนท่านก็ต้องเข้าใจว่า รู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไรในจักษุ เป็นต้นนี่ครับ แต่ว่าพระธรรทที่ละเอียดในพระไตรปิฎกมากมายจริงๆ เพราะเมื่อเราได้ฟังศึกษาก็ดูว่าดี แต่ว่า ก็เป็นเพียงเผินๆ ครับท่านอาจารย์ที่ได้ยินได้ฟังไปอะไรอย่างนี้ แต่ความเป็นจริงแล้ว กว่าจะรู้ความความไม่เที่ยงนี่ครับ แค่รู้ว่าเป็นธรรมก่อนก็ยังไม่ง่ายเลยครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ว่า เบื้องต้นของเบื้องต้นอย่างนี้ครับ ที่จะได้ค่อยๆ เป็นไปสำหรับผู้ที่สะสมมาน้อยครับท่านอาจารย์ในการที่จะได้รับประโยชน์จากพระธรรมก็ยาก
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องฟังทุกคำใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ฟังทุกคำแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: แล้วก็ไตร่ตรองจนกระทั่งรู้ว่า ไม่รู้ทุกคำทุกอย่างใช่ไหม!!
อ.อรรณพ: ต้องใช่แน่ เพราะว่าถ้าคิดว่า รู้แล้ว ก็เป็นอันว่าเป็นไปไม่ได้
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่า รูปไม่เที่ยงก็ไม่รู้ใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ไม่รู้ถึงความไม่เที่ยงแน่นอน
ท่านอาจารย์: ค่ะว่า รูปกำลังไม่เที่ยงเดี๋ยวนี้
อ.อรรณพ: อันนี้แน่นอนว่าไม่รู้
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ให้เตือน ความไม่รู้ความไม่เที่ยงของรูป!!
ไม่รู้ความไม่เที่ยงของเห็น
เมื่อวานนี้ เห็นเมื่อวานนี้อยู่ไหน? เห็นเมื่อกี้นี้อยู่ไหน? เห็นตอนตื่นขึ้นอยู่ไหน? เห็นตอนเช้าก่อนรับประทานอาหารอยู่ไหน? หลังรับประทานอาหารแล้ว เห็นจนกระทั่งเดี๋ยวนี้อยู่ไหน?
กว่าจะรู้ตรงต่อความจริงว่า ลึกซึ้ง เพราะกำลังเห็นก็ไม่รู้ เห็นไม่เที่ยงก็ไม่รู้
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น พุทธบริษัทสมัยโน้นกับสมัยนี้ ต่างกันเหลือเกิน เพราะฉะนั้น เมื่อพระภิกษุรูปนี้ทูลถามเช่นนี้ พระองค์ทรงแสดง รู้อยู่ เห็นอยู่ ในความไม่เที่ยง
ท่านอาจารย์: ก่อนที่จะเห็นประจักษ์แจ้งในความไม่เที่ยง ก็ต้องเห็นว่า สิ่งนั้นมีอยู่ใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ถึงจะสิ่งนั้นไม่เที่ยงได้
อ.อรรณพ: ครับ นี่ตรงนี้ที่ท่านอาจารย์กำลังให้ประโยชย์ เพราะว่า คือพระภิกษุรูปนี้ หรือท่านผู้มีปัญญานี่ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงความไม่เที่ยงของ จักษุ เป็นต้น ท่านก็สามารถที่จะมีปัญญาพอที่จะประจักษ์ชัดในความไม่เที่ยงของสภาพธรรมที่ทรงแสดง แต่ที่ท่านอาจารย์กล่าวเกื้อกูลดีมากเลย เพราะว่า แต่ส่วนพวกผมเมื่อได้ยินอย่างนี้ครับ กลายเป็นว่า เบื้องต้น ถ้าเพื่อให้รู้ว่าพระองค์ตรัสเช่นนั้นเราไม่รู้อะไรเลย ตรัสว่า จักษุไม่เที่ยง เราก็ไม่ได้รู้ความไม่เที่ยงของจักษุ และไม่รู้แม้กระทั่งความเป็นธรรมของจักษุอย่างนี้นะครับ แต่ว่าพระภิกษุนั้นเมื่อพระองค์ทรงแสดงถึงความไม่เที่ยง ท่านก็มีปัญญาพอที่จะประจักษ์ในความไม่เที่ยงสภาพธรรม ไม่ว่าจะเป็นจักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัสสเวทนาอะไรต่างๆ นะครับที่เนื่องมาจากจักษุสัมผัสสะ ท่านก็รู้ในความ ไม่เที่ยงๆ ๆ ของสภาพธรรมทั้งหมด
แต่ส่วนเรา ฟังแล้วเพื่อให้รู้ว่า ไม่ได้รู้ในความไม่เที่ยงของสภาพธรรมอย่างนั้นแน่นอน แล้วก็เรียกว่า ลงมาถอยลงมาจนกระทั่งรู้ยังไม่รู้ในความเป็นธรรมก่อนเลยครับท่านอาจารย์ ก็เห็นเลยว่า พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงนี่เป็นประโยชน์กับท่านผู้ที่มีปัญญาพร้อมที่ท่านจะประจักษ์ตามนั้น ตามที่กำลังปรากฏจริงๆ ไม่เที่ยง ท่านก็รู้ว่าไม่เที่ยง
แต่ท่านอาจารย์กล่าวว่า สำหรับพวกผมนี่ ให้รู้ว่า ไม่ได้รู้อย่างซึ่งก็จริง ไม่ได้รู้ในความที่อย่างนั้น และแม้กระทั่งในความเป็นธรรมของสิ่งที่กระทบตาซึ่งก็เป็นเบื้องต้น ก็ยังยากนะครับ พอปรารภอย่างนี้ท่านอาจารย์จะเกื้อกูลอย่างไงต่อไปก็เกื้อกูลอยู่แล้ว ท่านอาจารย์ก็เกื้อกูลอยู่แล้ว ก็เพียงแต่ปรารภถึงความยากของการที่จะ รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามความเป็นจริง กราบท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: กว่าจะรู้อยู่ เห็นอยู่ตามความเป็นจริง เห็นไหม ทุกคำลึกซึ้งแค่ไหน?
อ.อรรณพ: ลึกซึ้งสิครับ เพราะว่า ขณะนี้ก็ไม่ได้รู้ เห็นอยู่ ตามความเป็นจริง มีแต่ใส่ใจจะฟังท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม?
อ.อรรณพ: เห็นคุณอันสูงสุด แล้วก็เห็นถึงความห่างไกลของความเข้าใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ค่อยๆ มี
นี่ แม้แต่ รู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร คือรู้อยู่ เห็นอยู่ตามความเป็นจริงนี่ลึกซึ้งแล้วก็เป็นประโยชน์ที่สุด เป็นพระคุณมหาศาลที่พระองค์ทรงแสดง รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามความเป็นจริง ครับ อย่างนี้เป็นประโยชน์ที่แท้จริงในสังสารวัฏฏ์มากๆ เลย แต่ก็ยากที่จะ รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามความเป็นจริง นะครับมหาศาล
ก็เห็นเลยว่า อวิชชา ช่างปกปิดไว้อยู่ ครอบคลุมเอาไว้ ก็ซาบซึ้งตามลำดับปัญญาอันน้อยนิดหนึ่งครับว่า ข่ายเสมอด้วยโมหะย่อมไม่มี ความเป็นข่ายที่ครอบคลุมเอาไว้ไม่ให้รู้ความจริงนี่ หนักหนาสาหัสเท่ากับความไม่รู้นี่ไม่มี ก็ซาบซึ้งพระพุทธพจน์นี้ครับ ท่านอาจารย์จะช่วยขยายในความเป็นข่ายที่มหาศาลของความไม่รู้ ข่ายเสมอด้วยความไม่รู้ไม่มีครับ
ท่านอาจารย์: ยังไม่ถึงข่ายมหาศาลนะ เอาแค่ ขณะเดียว ที่เข้าใจนั่นแหละมีประโยชน์ไหม!!
อ.อรรณพ: ขณะเดียวที่เข้าใจมีประโยชน์ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ประโยชน์แค่ไหน?
อ.อรรณพ: ประโยชน์มหาศาลสำหรับผมครับ แม้จะเข้าใจน้อยแต่ผมก็ว่า ประโยชน์ที่แม้เข้าใจน้อยนี่ก็มหาศาล
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่เข้าใจเลยถ้าไม่ได้ฟัง ปานนั้น!!
อ.อรรณพ: นี่ครับ อันนี้ท่านอาจารย์เกื้อกูล พุทธานุสติ เลยว่าถึงจะไม่ได้มีปัญญาที่จะรู้ในพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างชัดเจนกระจ่างแจ้งมากมาย แต่ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า แม้รู้นิดหนึ่งมีประโยชน์ไหม สำหรับผมแล้ว แม้รู้นิดหนึ่งก็เป็นประโยชน์มหาศาลที่สุด
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีนิดเดียว จะมีต่อไปไหม ทีละนิดๆ? เห็นไหม? ต้องเห็นประโยชน์สูงสุดก่อน ของการที่มีโอกาสได้ฟังความจริงของสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะลึกซึ้งอย่างยิ่ง ต้องตรงต่อความเป็นจริงทุกประการ จึงสามารถที่จะรู้ว่า ความจริงเปลี่ยนไม่ได้
อ.อรรณพ: อันนี้ก็เป็นพระคุณของท่านอาจารย์อย่างมาก มิเช่นนั้น ข้อความในพระไตรปิฎกนี่ก็แทบจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรสำหรับพวกเราพวกผมนี่ครับ เพราะว่า เราไม่ได้รู้ฐานะของตนเองเหมือนพระภิกษุรูปนี้ ท่านทูลถาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เราก็เหมือนว่า จริงนะ ก็ จริงๆ ๆ ๆ รูปไม่เที่ยง อะไรไม่เที่ยงไปนะครับ แต่จริงๆ แล้ว โอ้โห! รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างไร จึงจะไม่มีอวิชชา จึงจะหมดอวิชชานี่ ไม่ธรรมดาเลย พระภิกษุทูลถามตรงนี้ว่า รู้อยู่ รู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ เป็นคำถามที่ถึงความเป็นพระอรหันต์
แล้วคำถาม คำตอบนี้ครับ ก็เป็นประโยชน์ขั้นต้นกับพวกเรา ที่ผมก็ได้คำตอบท่านอาจารย์ ก็คือความเข้าใจที่เข้าใจขึ้นนิดหนึ่งครับ นิดหนึ่งๆ ๆ เป็นประโยชน์มหาศาล เพราะว่าเราไปคิดถึงประโยชน์ที่เกินฐานะว่า รู้แจ้งอริยสัจจธรรมกันเลย โดยที่ ไม่เข้าใจนิดหนึ่งๆ
กราบเท้าท่านอาจารย์ครับว่า ความเข้าใจทีละน้อยทีละนิด มีประโยชน์มากมหาศาล ก็เป็นประโยชน์ครับ
ท่านอาจารย์: กว่าจะเหมือนกับบุคคลที่ได้เฝ้า ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ในกาลนั้น
อ.อรรณพ: ครับ ถ้าไม่กราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ แล้วท่านอาจารย์ไม่ได้อนุเคราะห์อย่างนี้ พระสูตรทั้งหลายนี่แทบจะไม่ได้เป็นประโยชน์จริงๆ เลยนะครับ เพราะว่า พระองค์แสดงกับใคร แต่ผมก็มั่นใจว่า สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงต้องมีประโยชน์กับทุกคนแน่นอน มีประโยชน์กับบุคคลในสมัยนั้นแน่นอน
ภิกษุรูปนี้ที่ท่านมีปัญญาท่านถามดีมากเลยว่า บุคคลรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชา เป็นคำถามที่เป็นประโยชน์ที่สุดเลยครับ แล้วก็ ประโยชน์ของพวกเราที่ท่านอาจารย์เกื้อกูลนี่ แล้วก็ได้ประโยชน์แม้จากในทุกพระสูตรตามฐานะของตนที่จะรู้ว่า เมื่อพระองค์แสดงอะไร ตรงนั้นเราก็ยังไม่รู้ ตรงนั้นเราก็ไม่รู้ยังไม่รู้ เราก็ต้องเริ่มต้นที่ค่อยๆ เข้าใจ ท่านอาจารย์บอกฟังเข้าใจทุกคำ ไตร่ตรองทุกคำ แล้วก็เข้าใจขึ้นทีละนิด นั่นแหละประโยชน์มหาศาล
ท่านอาจารย์: แล้วถ้าไม่ข้ามขณะนี้ จะไปบำเพ็ญบารมีอะไร เมื่อไหร่?
อ.อรรณพ: เพ้อไปครับ ไม่ได้มีบารมีอะไรเลย
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องเห็นพระคุณสูงสุดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงสามารถที่จะเห็นความลึกซึ้ง จึงละความไม่รู้และความหวังใดๆ ทั้งสิ้น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ แล้วก็จะไปประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นอย่างนี้
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ถ้าไตร่ตรองอีกมุมหนึ่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ท่านมีปัญญามากแล้วอย่างท่านพระภิกษุรูปนี้ หรือว่า พวกเราซึ่งก็เห็นประโยชน์ของพระธรรม ก็สำคัญอยู่ที่การไตร่ตรอง แม้ระดับของการไตร่ตรองจะไม่เท่ากัน แต่ก็ต้องเป็นความตั้งใจใส่ใจด้วยดีจริงๆ แม้ในระดับเบื้องต้นอย่างพวกผมทั้งหลายนี่ ก็ต้องเป็นความใส่ใจจริงๆ ที่จะ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นๆ
นี่ครับ วันนี้เกิดความซาบซึ้งในความลึกซึ้งของพระธรรมในแต่ละคำ ที่ต้องไตร่ตรอง แล้วก็เห็นพระคุณมหาศาลของพระองค์ พระปัญญาคุณของพระองค์มหาศาลจริงๆ แล้วพระองค์ก็มีพระมหากรุณาทรงแสดงพระธรรมเป็นประโยชน์กับบุคคลในสมัยโน้น จนท่านหมดอวิชชา จบสังสารวัฏฏ์ไปมากมายแล้วนะครับ
พวกเราก็ค่อยๆ ได้อาศัย คำ ของพระองค์ แต่ท่านอาจารย์กล่าวดีมากเลยว่า ฟังทุกคำไหม? ต้องฟังทุกคำไตร่ตรองทุกคำไหม? ไตร่ตรองทุกคำเพื่อค่อยๆ เข้าใจขึ้น เข้าใจนิดหนึ่งก็เป็นประโยชน์มหาศาล แต่ถ้าพลาดตรงนี้ไป เราก็จะไปเพ้อไปทำบารมีไปทำอะไรนะครับ แต่ขณะนี้นั่นแหละ ถ้าใส่ชื่อเข้าไปก็เป็นบารมี
กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
๑. อวิชชาสูตร ว่าด้วยการละอวิชชาได้วิชชาจึงจะเกิด
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ