ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๕
~ การฟังพระธรรมแต่ละครั้ง ถ้ารู้คุณ เหมือนเรากำลังเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำ จากพระโอษฐ์ทั้งนั้น เราก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าทุกคำเป็นสิ่งที่มีจริง ยาก ลึกซึ้ง แต่มีโอกาสได้ฟัง เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นประโยชน์แล้ว เราก็ไม่ทอดทิ้ง ไม่ละเลย เพราะว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในสังสารวัฏฏ์ ก็คือ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเกิดเป็นอะไรบ้างที่แล้วมาและต่อไปจะเป็นอะไร อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ถ้ามีปัญญา สามารถค่อยๆ รู้ขึ้น ก็สามารถที่จะนำไปสู่การออกจากสังสารวัฏฏ์
~ ทุกท่านที่กำลังฟังพระธรรมในขณะนี้ กำลังอบรมปัญญาบารมี พร้อมด้วยวิริยบารมีและขันติบารมี เพื่อที่วันหนึ่งปัญญาที่เป็นความสว่างที่รู้แจ้งสภาพธรรม จะปรากฏ จะเกิดขึ้นได้
~ การมาฟังพระธรรม ก็ต้องมีวิริยะ ถ้าขาดวิริยะ ก็คงจะไม่มา ไปฟังอย่างอื่นคงจะสนุกเพลิดเพลินกว่า หรือในขณะที่ฟัง ก็ยังจะต้องมีขันติบารมีด้วย คือ ต้องมีความอดทน เพราะบางครั้งบางคราวอาจจะมีสิ่งที่ ไม่น่าพอใจ แต่ในขณะนั้นก็สังเกตขันติบารมีได้ว่า ต้องมีความอดทนด้วย เพราะถ้า ไม่อดทน บารมีอื่นๆ ก็จะเป็นไปไม่ได้
~ ความเข้าใจที่เป็นปัญญานั่นเอง จะเป็นแสงสว่างที่ชี้หนทางถูกและผิดที่จะประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และสามารถดำเนินไปในทางที่เป็นกุศลทุกๆ เหตุการณ์
~ เมื่อได้ศึกษาเรื่องของนามธรรมและรูปธรรมทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นั่นเป็นความเข้าใจขั้นฟังและพิจารณาว่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน แต่ ต้องทราบว่า ธรรมทั้งหมดที่ได้ฟัง คือ สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้เอง
~ เดี๋ยวนี้เป็นธรรม ถ้าไม่ได้ฟังธรรม ทุกขณะก็ผ่านไปด้วยความไม่รู้ เดี๋ยวนี้เป็นธรรม ไม่ต้องไปแสวงหา เกิดมาก็เป็นธรรม ตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกขณะเป็นธรรม จะรู้ไม่ใช่ไปรู้ที่อื่น แต่รู้ธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้
~ ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับอกุศลธรรม ซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นศัตรู เพราะฉะนั้น ปัญญาเปรียบเสมือนมิตรที่แท้จริง เพราะว่าไม่เคยทำร้ายจิตแต่ประการใดเลย ขณะใดที่ปัญญาเกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นความเข้าใจถูกในธรรม
~ สภาพธรรมที่มีจริง ไม่จำเป็นต้องเรียกชื่อ อย่างเห็น ไม่ต้องบอกว่า เห็น ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรสักคำเดียว เห็นก็เกิดขึ้นทำหน้าที่เห็น ไม่ต้องมีใครไปเรียกว่าเห็น หรือต้องใช้ภาษาอะไรทั้งสิ้น ได้ยินก็เหมือนกัน เป็นสภาพได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นสุนัข คน สัตว์ ภพไหนภูมิไหนที่มีการได้ยิน ได้ยินก็เกิดขึ้น เป็นสภาพที่เกิดขึ้นได้ยิน นี่เป็นปรมัตถธรรม
~ ถ้ายังไม่ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ว่า พระผู้มีพระภาคมีพระคุณอย่างยิ่งที่จะทำให้เราละคลายกิเลสทุกชนิดลงไปได้ แม้แต่ความโกรธหรือความไม่พอใจ ซึ่งเกิดจากความต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอย่างที่เราต้องการ ซึ่งโลกนี้จะไม่เป็นอย่างนั้น โลกไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของใคร โลกเป็นสภาพธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไปตามลักษณะของธรรมแต่ละชนิด ใครก็ไปยับยั้งไม่ได้
~ เมื่อมีปัจจัยให้ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจจะเกิด ก็เกิด เกิดและก็ดับ ดับแล้วก็หมด ก็จบ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จะไม่เป็นความคิดโกรธซึ่งไม่จบ ที่จะคิดอีกและ โกรธอีกจนกระทั่งไม่ลืม เวลาที่โกรธจนไม่ลืมสังขารขันธ์จะปรุงแต่งต่อไปอีกจนกระทั่งถึงกับเป็นความพยาบาท เป็นความขุ่นเคืองที่คิดจะประทุษร้ายหรือปองร้าย เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เจริญเมตตา จะระงับความพยาบาทนั้นไม่ได้ ถ้าเห็น โทษภัยของความคิดร้าย ความปองร้าย ความประทุษร้าย ความพยาบาท จะเป็นผู้ที่เริ่มเจริญเมตตา แม้ในขณะนี้เอง
~ ทุกคนคิดว่าชีวิตยืนยาวมาก แต่ความจริงชีวิตของทุกคนดำรงอยู่เพียง ชั่วขณะจิตเดียว เพราะว่าจิตเกิดขึ้นขณะหนึ่งและก็ดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นและก็ดับ แต่เกิดดับอย่างรวดเร็วจนเมื่อไม่รู้ว่าเป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดดับ ก็เป็นเรา ซึ่งเดี๋ยวเป็นกุศล เดี๋ยวเป็นอกุศล เดี๋ยวเป็นสุข เดี๋ยวเป็นทุกข์ ความจริง เป็นจิตแต่ละขณะ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียวจริงๆ
~ วันหนึ่งๆ คงจะได้ประสบพบเห็นผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ ตั้งแต่ทุกข์เล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งทุกข์มากมายใหญ่หลวง คิดดูว่า ถ้าท่านเป็นบุคคลนั้น ท่านจะสามารถรับความทุกข์อย่างนั้นไหวไหม จะมีความอดทนพอ จะมีความอาจหาญพอที่จะมีชีวิตต่อไปด้วยกุศลจิตได้ไหม เพราะฉะนั้น สำหรับลักษณะของกรุณาเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่ ย่อมกระทำจิตของคนดีให้หวั่นไหวในเมื่อผู้อื่นมีความทุกข์ ถ้าเห็นคนอื่นเป็นทุกข์และยังไม่หวั่นไหวด้วยความต้องการที่จะช่วยให้เขา พ้นทุกข์ ขณะนั้นก็ไม่ใช่กรุณาเจตสิก
~ เมตตา มีข้าศึกไกลที่เห็นชัด คือ พยาบาท ความโกรธเกิดขึ้นขณะใด ขณะนั้นไม่ใช่เมตตา เพราะเมตตากับโทสะเป็นสภาพที่ตรงกันข้ามกัน เพราะฉะนั้น เป็นข้าศึกที่ไกล เข้าใกล้ไม่ได้ แต่โลภะสามารถเข้าใกล้เมตตาได้ และสามารถเกิดแทรก เกิดสลับกับเมตตาได้ เพราะโลภะเป็นสภาพธรรมที่ย่อมเกิดได้เร็ว เพราะฉะนั้น พึงรักษาเมตตาจากราคะนั้นไว้ให้ดี เพราะราคะเหมือนคนที่เดินอยู่ใกล้ๆ
~ ถ้าเป็นโลภะ เดือดร้อนวุ่นวายมากมายใหญ่โต คนโน้นก็รัก คนนี้ก็รัก วุ่นวาย ใช่ไหม เดี๋ยวคนโน้นรักน้อย คนนี้รักมาก หรือว่าคนโน้นรัก และไม่ได้ทำตามใจที่ คนโน้นรัก คนนี้ไม่รัก สารพัดอย่างที่จะวุ่นวาย แต่ถ้าเป็นเรื่องเมตตา เป็นเรื่องที่สบายใจมาก ไม่มีการที่จะต้องเดือดร้อนประการใดๆ เลย ต่อไปนี้ทุกท่านคงจะพิจารณาธรรมละเอียดขึ้นด้วยตัตรมัชฌัตตตา ซึ่งจะทำให้เห็นชัดในลักษณะที่ต่างกันของโลภะและเมตตา
~ กุศลต้องขณะใดที่เป็นไปในทาน ขณะใดที่เป็นไปในศีล วิรัติทุจริต ขณะใดที่เป็นไปในการเจริญความสงบ ขณะใดที่เป็นไปในการเจริญปัญญาจึงจะเป็นกุศล เพราะว่าวันหนึ่งๆ มีแต่อกุศล สำหรับบางคนกุศลไม่เกิดเลยทั้งวัน เพราะว่าไม่เคยคิดที่จะให้ มีแต่การที่จะเอาตลอด ตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมาจะทำอะไร จะกินอะไร จะซื้ออะไร จะสนุกอย่างไร นั่นคืออกุศลตลอดหมด ไม่เคยคิดที่จะสละสิ่งที่มีเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่น
~ ขณะที่เป็นทานจึงจะเป็นกุศล ขณะที่วิรัติทุจริตจึงจะเป็นกุศล เพราะว่าวาจาที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมี ถ้าขณะนั้นไม่สามารถงดเว้นได้ ขณะนั้นก็เป็นอกุศลจิต แต่ขณะใดที่รู้ว่าถ้าพูดแล้วคนอื่นจะเสียใจ ก็เว้น ไม่พูด ขณะนั้นเป็นกุศล นั่นเป็นกุศล ในเรื่องของศีล และวันหนึ่งๆ พูดกันมากที่สุดด้วยโลภะ ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ แต่ผู้ที่จะให้เป็นวาจาสุภาษิต เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นสิ่งที่จริง และเป็นสิ่งที่ทำให้สบายด้วย สบายใจไม่เดือดร้อน ก็ต้องอาศัยกุศลจิตในขณะนั้น
~ เมื่อเห็นความไม่ดีของคนอื่นก็คิดว่าแม้เราเองก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามีแต่เขา เราก็มีในเมื่อเราก็มีด้วยทำไมรังเกียจแต่อกุศลของคนอื่นไม่รังเกียจอกุศลของเราซึ่งการรังเกียจอกุศลของคนอื่น
ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเราเลยแต่การที่ย้อนกลับมาว่าอกุศลที่คนอื่นมีนั้น เราก็มีและเราผู้เดียวเท่านั้นที่จะเพียรขัดเกลาอกุศลของเราได้เราไม่สามารถไปขัดเกลาอกุศลของคนอื่นได้เลย การระลึกอย่างนี้จะทำให้เพิ่มความสังวร ระวัง และเจริญกุศลขึ้นได้
~ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องของการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การคิดนึก ความสุข ความทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่าง ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก่อนนี้เราไม่เคยคิดเลยว่าเป็นธรรมแต่ละอย่างๆ เราคิดรวมว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นวัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงลักษณะของสภาพธรรมทุกอย่าง ไม่เว้นเลย คือ คำไหนที่ทรงแสดงไว้แล้วไม่เปลี่ยน ทรงแสดงเรื่องของสภาพธรรมทุกอย่าง ไม่เว้นเลย แม้แต่เรื่องการเห็นซึ่งกำลังเห็น ในขณะนี้ ก็แสดงไว้โดยละเอียดที่สุดว่าเป็นธรรมอย่างไรจึงไม่ใช่เราและไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตน เป็นธรรมอย่างหนึ่ง
~ สิ่งที่ควรจะแสวงหา คือ ปัญญาที่ทำให้ รู้ความจริงของสภาพธรรมจนกระทั่งสามารถละคลายความติด ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด ความทุกข์ได้ ถ้าได้รู้ลักษณะของปัญญาก็จะทำให้แสวงหาปัญญาด้วย ไม่ใช่เพียงแต่แสวงหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และทรัพย์สมบัติเท่านั้น
~ ปัญหามาจากกิเลสถ้าไม่มีกิเลส ไม่มีปัญหาถ้าเป็นกุศล ก็ไม่มีปัญหาเพราะฉะนั้นก็รู้ว่าจริงๆ แล้วปัญหาก็คืออกุศลซึ่งเกิดเพราะความไม่รู้แล้วหมดไปไม่ได้เลยถ้ายังคงไม่รู้อยู่ก็ยังต้องเป็นอย่างนี้
~ เห็นประโยชน์และเห็นคุณค่าของการมีโอกาสได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะความเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏถูกต้อง ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่เมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจ ติดข้องทันทีโดยไม่รู้ด้วยว่าอยู่ในกรงของกิเลสมานานเท่าไร มีทั้งโลภะ โทสะ โมหะ และความเห็นผิดที่ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงทำให้อกุศลทั้งหลายไม่จบ
~ ไม่มีอะไรดีเท่ากับความเป็นคนดี ต่อไปอีก ดีเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ จะเป็นผู้ที่มั่นคงในความดีแม้เพียงเล็กน้อยนิดๆ หน่อยๆ สะสมไปด้วยความไม่ประมาท เพราะเหตุว่าประมาทเมื่อไหร่ ขณะนั้นก็เป็นอกุศล
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๔ 

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
ขอน้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ขอรับ
สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี
ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง
อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก
จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
กราบอนุโมทนาค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ