ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๔

~ การศึกษาพระธรรมในพระไตรปิฎกทั้ง ๓ ปิฎก
ไม่ว่าจะเป็นพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก
ก็เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น
ทางกาย ทางใจ
ทุกขณะในชีวิตซึ่งพระธรรมได้ทรงแสดงไว้โดยละเอียด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1637)
~ สิ่งที่มีประโยชน์ในชีวิตจริงๆ คือการได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เพราะว่าถ้าไม่ทรงแสดง
ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจความหมายแม้คำว่าธรรม
ต่างคนก็ต่างคิดไปในเรื่องของธรรม
เพราะเหตุว่าเมื่อทุกอย่างที่มีจริง ธรรมก็ต้องมีหลากหลาย
คือธรรมที่เป็นกุศลก็มี ธรรมที่เป็นอกุศลก็มี
ธรรมที่ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศลก็มี
เพราะฉะนั้นการฟังธรรมต้องฟังด้วยสัจจะความจริงใจที่จะพิจารณาให้ตรงและให้เข้าใจในเหตุผลจึงจะเป็นบารมี
ซึ่งวันหนึ่งก็จะทำให้สามารถเข้าใจยิ่งขึ้นและก็รู้ความจริงของสภาพธรรมตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก
และเราก็เป็นสัตว์โลกซึ่งมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมด้วยในเรื่องของสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง
ไม่ประมาทว่าเข้าใจแล้ว
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1585)
~ ชีวิตในวันหนึ่งๆ ก็เป็นแต่เพียงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น
ทางกาย ทางใจ ซึ่งเป็นของจริง แต่เป็นอนัตตา
เพราะไม่ใช่สภาพธรรมที่ยั่งยืน ไม่ใช่สภาพธรรมที่จะพึงยึดถือว่า
เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลได้
เพราะเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่มีปัจจัยจึงได้เกิดขึ้นและดับไปทุกขณะ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1637)
~ สภาพธรรมใดที่ดับไปแล้ว สภาพธรรมนั้นไม่ได้กลับมาอีกเลย
แต่เพราะมีปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นปรากฏอยู่เรื่อยๆ ความสำคัญความยึดถือสภาพธรรมที่เกิดปรากฏจึงทำให้มีความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเราที่เห็น
เป็นเราที่ได้ยิน เป็นเราที่ได้กลิ่น เป็นเราที่ลิ้มรส
เป็นเราที่กระทบสัมผัส เป็นเราที่คิดนึก แต่ถ้าไม่มีเห็น
ไม่มีได้ยิน ไม่มีได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส
ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีการคิดนึกเลย เราก็ไม่มี
โลกก็ไม่มี สภาพธรรมใดๆ ก็ไม่มีเพราะฉะนั้น
เมื่อสภาพธรรมใดมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นปรากฏ
ความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมนั้นๆ ก็ทำให้เกิดความยินดียินร้ายในสิ่งที่ปรากฏ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1637)
~ พระมหากรุณาคุณมีมากเหลือเกินที่ทรงแสดงเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ ซึ่งเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นเรื่องใหญ่
เพราะว่าเป็นเรื่องที่มีจริง ปรากฏจริงตั้งแต่เกิดจนตาย
แต่ถ้าผู้ใดไม่ได้ศึกษาพระธรรม ไม่ได้ฟังพระธรรมโดยละเอียด แม้มีตา
หู จมูก ลิ้น กาย ใจตั้งแต่เกิดจนตาย ก็ไม่รู้ความจริงในลักษณะของตา
หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าจะศึกษาพระธรรม
ไม่ใช่เพียงแต่ศึกษาเฉพาะในตัวหนังสือ ในคัมภีร์ต่างๆ ในตำราต่างๆ แต่ต้องฟังและพิจารณาเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจในขณะนี้ประกอบด้วยว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไว้เป็นความจริงอย่างไร
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1638)
~ กรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัยให้ผลคือปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น
ถ้าเป็นอกุศลกรรมเป็นปัจจัยก็ทำให้อกุศลวิบากจิตซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรมนั้นทำกิจปฏิสนธิในอบายภูมิ
ไม่มีสิทธิเกิดเป็นมนุษย์ ไม่มีสิทธิเกิดในสวรรค์
ไม่มีสิทธิเกิดในพรหมโลก เพราะเป็นผลของอกุศลกรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1639)
~ ก่อนที่จะปฏิสนธิเป็นบุคคลนี้ก็ต้องจุติ คือ
เคลื่อนจากความเป็นบุคคลในชาติก่อน
ซึ่งอีกไม่นานจุติจิตก็จะเกิดทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้
และกรรมหนึ่งจะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด
แล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลกรรมทำให้เกิดในสุคติภูมิหรือจะเป็นอกุศลกรรมทำให้เกิดในทุคติภูมิ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1639)
~ เป็นของที่แน่นอนว่าเมื่อจุติจิตดับไปแล้ว ปฏิสนธิจะต้องเกิดต่อ
ถ้าเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในเหตุและในผลก็จะคิดว่าไม่มีเหตุที่จะทำให้จิตเกิด
แต่ตามความเป็นจริงแล้วธรรมทั้งหลายที่เกิดต้องมีปัจจัยปรุงแต่ง
มีเหตุที่จะทำให้เกิดจึงเกิดได้ ต่อเมื่อใดที่ดับเหตุปัจจัย คือ
จุติจิตของพระอรหันต์ ดับเหตุปัจจัยที่จะให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้น
เมื่อจุติจิตของพระอรหันต์ดับ ก็ไม่มีปฏิสนธิอีกต่อไป
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1640)
*** ~ ถ้ามีความขุ่นเคืองใจหรือความไม่พอใจในบุคคลหนึ่งบุคคลใด
ก็ขอให้คิดว่าไม่มีบุคคลนั้นเลย มีแต่สภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป
และยึดถือว่าเป็นบุคคลนั้นบุคคลนี้ แม้แต่ตัวของท่านเองก็ไม่มี
มีแต่ความพอใจบ้าง
ความไม่พอใจบ้างแต่ละขณะซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยหลังจากที่มีการเห็น
การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส
การคิดนึก***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1641)
~ เคยสังเกตไหมว่าพระธรรมทำให้ความรักความชังลดน้อยลง
หรือว่ายังเลย? ความรักความชังในสัตว์ ในบุคคล ในญาติ ในมิตรสหาย
ถ้ายังไม่ละคลายลงไปบ้าง
ก็เท่ากับว่าใจยังไม่คล้อยไปในการเข้าใจและเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1644)
~ ต้องเป็นผู้ที่สำรวจตัวเองอยู่เสมอว่าเมื่อฟังแล้วได้ประโยชน์จริงๆ หรือเปล่า ถ้าฟังแล้วยังเป็นอกุศลมากมาย ยังคิดเหมือนเดิม
ก็ไม่ชื่อว่าได้ประโยชน์จากพระธรรม
แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วเกิดกุศลจิตเพิ่มขึ้นในแต่ละทาง
จึงเป็นผู้ที่ชื่อว่าได้ประโยชน์จากพระธรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1645)
~ เราไม่สามารถจะไปเปลี่ยนใจใครได้ แต่ใจของเราที่ไม่เป็นศัตรู
ไม่คิดร้ายต่อใคร ขณะนั้นเราจะไม่มีศัตรูเลย
เพราะว่าเราไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร
แต่มีความฉลาดที่จะรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นมิตรแท้
มิตรที่ดีของแต่ละคนได้ โดยการรู้จักที่ตัวเขาจริงๆ แล้วถึงกาลโอกาสไหนที่สามารถจะกระทำสิ่งใดให้เขาเป็นคนดีได้
หรือมีความคิดความเห็นที่ถูกได้ เราก็ทำ
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
356)
~ ธรรมที่มีเป็นจริง สามารถที่จะรู้ได้ด้วยปัญญาที่อบรมเจริญแล้ว
จนถึงระดับที่สามารถแทงตลอดความจริงนั้นๆ ได้
ไม่ใช่ตัวเราจะไปพยายามทำอย่างอื่นเลย มีธรรมตลอดเวลา
ก็เป็นเครื่องให้เรารู้ว่า การฟังธรรม ก็คือ
ฟังให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นธรรม จึงไม่ใช่เรา
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
357)
~ ถ้าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเลือกได้ไหม
ถ้าเกิดเจ็บมากก็จะให้ทุเลาลงโดยการขอร้อง เป็นไปไม่ได้
เพราะความเจ็บขณะนั้นเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ย่อมมีเหตุคือเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1573)
~ คนที่เราโกรธไม่เสียประโยชน์อะไรเลย กำลังสบายสนุกสนานก็ได้
แต่ผู้โกรธต่างหากในขณะนั้นที่เดือดร้อน
และก็แล้วแต่ว่าความโกรธนั้นจะมากขึ้นถึงระดับไหน
ระดับที่จะพูดหรือจะทำสิ่งซึ่งทำร้ายคนอื่นด้วยกำลังของอกุศล
โทษอยู่ที่ใครก่อนที่คนอื่นจะถูกทำร้าย
อกุศลของคนที่มีความโกรธแรงกล้าจนกระทั่งสามารถที่จะทำร้ายคนอื่น
ก่อนจะทำร้ายคนอื่นไม่สุขเลยในขณะที่เกิดโกรธขึ้น เพราะฉะนั้น
ถ้าขณะนั้นสติเกิด ไม่เห็นประโยชน์ของอกุศล
ขณะนั้นก็สามารถที่จะเป็นสติที่ระงับอกุศลแล้วก็เป็นไปในกุศลได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1576)
*** ~ เราไม่ทราบเลยว่าในอดีตยาวนานมาแสนโกฏิกัปป์
เราได้กระทำกรรมอะไรไว้แล้วบ้าง ถ้าตราบใดที่ยังไม่ถึงปรินิพพาน
คือการดับกิเลสแล้วก็ไม่มีการเกิดอีก กรรมนั้นๆ ก็ยังมีโอกาสที่จะให้ผล แต่ว่าที่พึ่งจริงๆ ต้องเป็นการที่มีปัญญาสามารถที่จะอบรมเจริญกุศลเพิ่มขึ้นจนกว่าจะไม่มีภพชาติที่จะทำให้ต้องได้รับภัยพิบัติต่างๆ ***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1577)
~ มีขณะไหนในชีวิตของแต่ละคนซึ่งกลับมาบ้าง เคยไปเที่ยวสนุกที่ไหน
กลับมาได้ไหม ความสนุกนั้นก็กลับมาไม่ได้เลย เคยรับประทานอาหารอร่อย
รสอร่อยอย่างนั้นจะกลับมาเป็นรสเดิมอันเก่าที่กลับมาอีกก็ไม่ได้
นี่ก็แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วทุกขณะ ทุกอย่างก็หมดสิ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายคือจากโลกนี้ไปแล้ว
ก็มีการเกิดอีกเป็นอย่างนี้เรื่อยไป
ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1568)
~ ต้องค่อยๆ ฟัง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง และต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองว่า
เดี๋ยวนี้อะไรมีจริง เห็นมีจริง ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้น ไม่มีเห็น
และถ้าไม่มีตา เห็นไม่ได้เลย และถ้ามีตา แต่ไม่มีสิ่งมากระทบตา
อย่างข้างหลังก็ไม่มีใครเห็น ดังนั้น
แม้แต่หนึ่งขณะของชีวิตซึ่งเห็นก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ถ้าไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา ก็หลงว่าเป็นเรา
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1388)
*** ~ รักที่สุดคือรักตัวเอง ขวนขวายหาทุกอย่างเพื่อตัวเอง
แต่รู้ไหมว่าจะจากโลกนี้ไปเดี๋ยวนี้ก็ได้ แต่เต็มไปด้วยความไม่รู้
ความต้องการและความขวนขวาย ซึ่งถ้าไม่รู้ความจริง ความอยาก
ความต้องการ ถึงกับให้ทำทุจริตต่างๆ ซึ่งเป็นโทษทั้งกับตนเองและคนอื่นด้วย โดยไม่รู้เลย***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1388)
~ ชีวิตสั้นมาก
ใครจะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าไหร่ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้
เพราะฉะนั้นถ้าขณะใดที่สามารถที่กุศลจะเกิดได้ ก็เกิด
โดยที่ว่าเหมือนกับมีไฟไหม้อยู่บนศีรษะ แล้วก็เพียรที่จะดับไฟ
ไม่ว่าจะดับได้แค่ไหน ก็คือว่า เป็นกุศลขณะนั้น ก็ค่อยๆ อบรมเจริญไป
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1580)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๓
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
กราบอนุโมทนาค่ะ