ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๐
โดย khampan.a  15 มี.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52128

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048384364e3c696.jpg?1773574636

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๐

pic000762575b6288363.jpg?1773574339



~ การฟังพระธรรมแต่ละครั้ง ถ้ารู้คุณ เหมือนเรากำลังเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำ จากพระโอษฐ์ทั้งนั้น เราก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าทุกคำเป็นสิ่งที่มีจริง ยาก ลึกซึ้ง แต่มีโอกาสได้ฟัง เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นประโยชน์แล้ว เราก็ไม่ทอดทิ้ง ไม่ละเลย เพราะว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในสังสารวัฏฏ์ ก็คือ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเกิดเป็นอะไรบ้างที่แล้วมาและต่อไปจะเป็นอะไร อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ถ้ามีปัญญา สามารถค่อยๆ รู้ขึ้น ก็สามารถที่จะนำไปสู่การออกจากสังสารวัฏฏ์

~ ชีวิตน่าศึกษาใช่ไหม? แต่ละท่านก็มีชีวิตที่ต่างกันตามการสะสมจริงๆ ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ขณะจิตของผู้อื่นได้ นอกจากจะศึกษาลักษณะของสภาพนามธรรมและรูปธรรมที่เกิดปรากฏกับท่าน และเห็นตามความเป็นจริงว่าไม่ควรที่จะเห็นผิดยึดถือสภาพธรรมเหล่านั้นว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา หรือว่าเป็นตัวตนเลย

~ โลภะทั้งหลาย ความยินดี ความพอใจ ความติดในรูปสมบัติ ในทรัพย์สมบัติ ในบริวารสมบัติ ในลาภ ในสักการะ ในยศ ในความรู้ ในทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต จะต้องพลัดพรากจากไปโดยเด็ดขาดในวันหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเมื่อไรก็ได้ ถ้าขณะนั้นเกิดระลึกอย่างนี้ ก็เป็นความสงบของจิตที่เกิดขึ้นชั่วขณะ แม้ไม่มากแต่ถ้าระลึกได้บ่อยๆ เนืองๆ ก็จะมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปกับลาภสักการะ ชื่อเสียง ยศ สรรเสริญ สุขใดๆ ทั้งสิ้น ก็เพิ่มความสงบขึ้น

~ ถ้าอกุศลจิตเกิด สังเกตได้ทันทีในขณะนั้นว่า แม้เพียงวาจาที่จะให้คำแนะนำช่วยเหลือก็ทำไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาที่ความไม่ชอบใจเกิดขึ้นในบุคคลหนึ่งบุคคลใด จะเห็นได้ทันทีว่า กั้นกุศลทั้งหลายไม่ให้กระทำแม้การสงเคราะห์ด้วยวาจาในบุคคลนั้น ในขณะที่บุคคลนั้นควรที่จะได้รับการสงเคราะห์ด้วยการแนะนำช่วยเหลือต่างๆ

~ ท่านที่สนุกสนานเพลิดเพลินไปในทางอกุศลทั้งหลาย คงไม่ทราบว่า ในขณะนั้นมีวิริยเจตสิก มีสภาพธรรมที่หมั่นขยันในทางอกุศล แต่พอถึงในทางกุศล เช่น การฟังธรรม การศึกษา หรือการอ่านธรรม การสนทนาธรรม การที่จะไปสู่สถานที่ที่จะได้ศึกษาธรรม บางท่านรู้สึกว่า เกียจคร้าน ไม่ค่อยจะว่าง ไม่ค่อยจะสะดวก แต่ถ้าท่านสะสมกุศลเพิ่มขึ้น ความขยันในการที่จะศึกษาธรรม ฟังธรรม จะรู้สึกว่า เป็นไปโดยสะดวก ง่ายกว่าที่จะไปขยันในการหาความสนุกเพลิดเพลินในทางอกุศลทั้งหลายเท่าที่เคยเป็นมา

~ อกุศลธรรมของคนอื่น สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้กุศลจิต คือ เมตตาของท่านเกิดได้ เพราะว่ากุศลธรรมตั้งจิตไว้ชอบ ไม่มีประโยชน์เลยในการที่จะเกิดโทสะ แต่ว่าถ้าเกิดเมตตา เวลาที่เห็นคนอื่นกระทำอกุศลกรรมก็ดี หรือว่าสภาพจิตใจของคนนั้นเป็นอกุศลก็ดี ควรที่จะมีเมตตาว่า บุคคลนั้นจะต้องสะสมอกุศลจิตและอกุศลกรรมไปอย่างมากมาย

~ ใครก็ตามที่ทำบุญแล้ว ตั้งความปรารถนาวิงวอนว่า ขอให้ผลเป็นทุกข์เถอะ ขอให้ผลของกุศลที่ได้ทำไปแล้วให้ได้ผลเป็นทุกข์ ก็เป็นไปไม่ได้ หรือใครที่ทำอกุศลกรรมลงไปแล้ว ก็ไปนั่งปรารถนา วิงวอน ขอให้ผลของอกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้วนี้จงให้ผลเป็นสุข ก็เป็นไปไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขอ แต่ต้องขึ้นอยู่กับเหตุ กุศลกรรมเป็นเหตุให้ได้รับผลเป็นสุข อกุศลกรรมเป็นเหตุให้ได้รับผลเป็นทุกข์

~ กุศลมีหลายประการ และมีกุศลหลายประการด้วยที่ทำได้โดยไม่ยาก ถึงแม้ว่าไม่มีทรัพย์สินสมบัติสิ่งของใดๆ เลย ก็ยังสามารถที่จะเจริญกุศลได้ เช่น ในการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ที่ควรสงเคราะห์ ดูเหมือนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ยาก การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ที่ควรสงเคราะห์ แต่ว่าในวันหนึ่งๆ ถ้าอกุศลจิตเกิด ก็กระทำไม่ได้

~ การสงเคราะห์ที่แท้จริง อย่าจำกัดว่าจะสงเคราะห์เฉพาะผู้ที่ใกล้ชิด แม้คนแปลกหน้า คนที่ไม่รู้จักเลยหรือคนอื่นซึ่งอยู่แสนไกล ถ้ากุศลจิตเกิดสงเคราะห์ ขณะนั้นก็เป็นกุศล

~ การที่จะขัดเกลากิเลสก็เป็นการที่จะรู้ว่าขณะใดเป็นกุศล และเจริญอบรมกุศลทุกประการให้มากขึ้น และไม่ประมาท โดยไม่เห็นว่ากุศล คือ การสงเคราะห์บุคคลอื่นนั้น เป็นกุศลเพียงเล็กน้อย เพราะว่าเมื่อจิตเป็นกุศล ย่อมเป็นปัจจัยให้ได้รับกุศลวิบากเป็นผล

~ กุศลทั้งหมดให้ผลเป็นสุข เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรประมาท และไม่ควรหวังที่จะทำแต่กุศลใหญ่ๆ โดยไม่กระทำกุศลเล็กๆ น้อยๆ ด้วย เพราะถ้าขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิด ให้ทราบว่า ขณะนั้นอกุศลธรรมครอบงำจิต และทำอย่างไรจึงจะสลัด จึงจะละ จึงจะขัดเกลาอกุศลธรรมที่กำลังครอบงำอยู่ได้ มีหนทางเดียวเท่านั้น คือ เจริญกุศลทุกประการ

~ ถ้าขณะนั้นไม่ใช่โอกาสของทาน แต่เป็นเรื่องที่จะต้องสงเคราะห์ช่วยเหลือ ก็ช่วยเหลือทันที สงเคราะห์ทันที ขณะนั้นเป็นกุศลจิตแล้ว มิฉะนั้นอกุศลธรรมจะครอบงำได้ เพราะว่าปัจจัยของอกุศลย่อมมีอยู่พร้อมเสมอที่จะเกิดขึ้น เมื่อไรก็ได้ ขณะใดที่สติไม่ระลึกที่จะรู้ว่าขณะนั้นเป็นอกุศล อกุศลธรรมก็ยังสามารถที่จะครอบงำอยู่ว่าจะไม่ช่วย แต่ถ้าสติเกิด ระลึกได้ว่าการช่วยเป็นกุศล ขณะนั้นจะเป็นปัจจัยให้กุศลธรรมเกิดขึ้น กระทำกิจสงเคราะห์ได้ เพราะฉะนั้น สติจึงจำปรารถนาในที่ทั้งปวง เพราะว่าเป็นสภาพธรรมที่ระลึกตรงลักษณะของสภาพธรรม รู้ว่าขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล

~ ถ้าไม่หัดสละวัตถุซึ่งเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย) ออกไปเรื่อยๆ จะไม่มีกำลังของการที่จะเกิดอโลภะ สละความติด ความยึดถือนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏ

~ กุศลทั้งหลาย จะต้องเจริญขึ้นเรื่อยๆ เป็นขั้นๆ ทีละเล็กทีละน้อย จากการหวังผลซึ่งเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นการที่จะละคลายกิเลส และอบรมเจริญกุศลทุกประการยิ่งขึ้น เพื่อที่จะให้เป็นกำลังที่สามารถทำให้ปัญญาคมกล้าละการยึดถือนามธรรมและรูปธรรมว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนได้

~ การเห็นในขณะนี้ เป็นแต่เพียงสภาพนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ชีวิตอยู่ชั่วขณะที่กำลังเห็นแล้วก็หมดไป ดับไป และก็มีปัจจัยให้สภาพธรรมอื่นปรากฏเป็นชีวิตในขณะนั้น ชั่วขณะนั้นขณะเดียว และก็ดับไปแต่ละขณะ เพราะฉะนั้น ไม่ควรจะยึดถือสภาพธรรมใดๆ ว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน

*** ~ โกรธง่ายหรือโกรธยาก? โกรธง่ายมากใช่ไหม? ทางตาเห็นนิดเดียวที่ไม่ถูกใจ ก็โกรธแล้ว ทางหู ผิดคำไปนิดเดียว ผิดเสียงไปนิดเดียว ก็โกรธแล้ว ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เป็นผู้ที่โกรธง่าย ซึ่งความโกรธนั้นไม่เป็นภัยกับคนอื่น นอกจากตัวท่านผู้โกรธเอง***

*** ~ ไม่มีอะไรสักอย่างที่ยังเหลืออยู่ ตั้งแต่เกิดจนถึงขณะนี้ จนถึงจากโลกนี้ไป ก็ไม่มีอะไร แต่ความไม่รู้ความจริงและกิเลส เป็นภัยไหม ที่ทำให้หลงอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ยินดีพอใจในทุกอย่างที่ปรากฏ แล้วเวลาตายล่ะ ที่ยินดีพอใจนั้นอยู่ไหน***

~ จะเป็นคนนี้ตราบเท่ายังมีชีวิตอยู่ ที่ยังไม่ตาย และหลังจากตายแล้ว จะเป็นคนนี้ต่อไปไม่ได้เลย แต่ก็ยังต้องมีการเกิดต่อไปอีก เป็นอีกคนหนึ่งต่อไปอีก เป็นอีกคนต่อไปอีก ไม่ใช่คนเก่า เพราะฉะนั้น ตายอย่างนี้ที่เข้าใจกัน ก็เป็นสมมติมรณะ

*** ~ ชีวิตในวันหนึ่งๆ ต้องอาศัยความอดทนมากสักแค่ไหน ขอให้คิดดู ทุกสิ่งไม่ใช่ว่าจะราบรื่นไปตั้งแต่เช้าจรดเย็น เริ่มตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ขันติก็ควรที่จะเริ่มมีแล้ว ไม่ว่าจะเห็นอะไรรกหูรกตาไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ ได้ยินเสียงอะไร จะเป็นเสียงดังสนั่น เป็นเสียงน่ารำคาญประการหนึ่งประการใดก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่จะต้องอดทนแล้ว ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย การที่จะประสบพบเห็นบุคคลต่างๆ อากาศร้อนไป หนาวไป อาหารเค็มไป เผ็ดไป จืดไป อาหารต่างชาติรับประทานไม่ลง หรือว่ารับประทานไม่ได้ เหล่านี้ จะแสดงให้เห็นว่าขันติอยู่ที่ไหน?***

*** ~ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะเปลี่ยนสภาพที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ ให้สะอาดขึ้นให้ตรงขึ้นให้รู้ความจริงขึ้น***



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม  ...  ครั้งที่ ๗๕๙

pic000762574a85b3811.jpg?1773574339

pic00483842f9694bdb.jpg?1773574323

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย jaturong  วันที่ 15 มี.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 


ความคิดเห็น 2    โดย swanjariya  วันที่ 15 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 3    โดย เจียมจิต สุขอินทร์  วันที่ 15 มี.ค. 2569

กุศลทั้งหมดให้ผลเป็นสุข เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรประมาท

"กราบอนุโมทนาค่ะ"


ความคิดเห็น 4    โดย มังกรทอง  วันที่ 16 มี.ค. 2569

แต่ละคำองค์พระศาสดา จักศึกษาจนเข้าใจ
หนักแน่นไม่หวั่นไหว ด้วยเข้าใจในอนัตตา
กราบอาจารย์สุจินต์ให้ เมตตาได้ทุกเวลา
อีกเปี่ยมความกรุณา น้อมศรัทธาอาจารย์เทอญ


ความคิดเห็น 5    โดย JSung  วันที่ 16 มี.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 


ความคิดเห็น 6    โดย chatchai.k  วันที่ 16 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ