ขอเปรียบเทียบจากความเข้าใจของผมเองจากอุปมาอุปมัยเรื่องการเห็นกรณีผมเห็นเป็นภูเขาลูกนึงใหญ่มาก.แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเห็นเป็นเม็ดฝุ่นเป็นจำนวนมากนับไม่ถ้วนแถมแต่ละเม็ดไม่เหมือนกันเลยสักเม็ด.และแต่ละเม็ดปรากฎมาแล้วหายไปเม็ดใหม่ปรากฎ.เป็นเช่นนี้ตลอดเวลา ... พอจะให้คำอธิบายความคิดของผมตรงนี้อย่างไร?บ้างครับ?.แต่ความละเอียดลึกซึ้งมากกว่านี้มากนี่เป็นการเปรียบเปรยแค่หยาบๆ ...
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ควรที่จะได้เข้าใจตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เห็น คือ
อะไร จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
และที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นจิตประเภทใด
ก็สั้นแสนสั้น
เห็น หรือ จักขุวิญญาณ คือ จิตที่ทำหน้าที่เห็น
เห็นเป็นสิ่งที่มีจริงๆ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
ไม่ใช่เราที่เห็น
เมื่อเห็นเกิดขึ้นก็ต้องเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาหรือสีเท่านั้น
จะไปเห็นอย่างอื่นไม่ได้ จะไปเห็นเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะไม่ได้
นี้คือ ความเป็นจริงของเห็น และเห็นจะเกิดขึ้นเองลอยๆ ไม่ได้
แต่เห็นเกิดเพราะเหตุปัจจัยหลายอย่าง กล่าวคือ ต้องมีกรรมเป็นปัจจัย
จึงทำให้มีการเห็นเกิดขึ้น นอกจากนั้นก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗
ประเภท (๑. ผัสสเจตสิก สภาพที่กระทบอารมณ์ ๒. เวทนาเจตสิก
สภาพที่รู้สึกหรือเสวยอารมณ์ ๓. สัญญาเจตสิก สภาพที่จำในอารมณ์ ๔.
เจตนาเจตสิก สภาพที่ตั้งใจจงใจ ๕. เอกัคคตาเจตสิก
สภาพที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งในอารมณ์ ๖. ชีวิติน-ทริยเจตสิก
สภาพที่รักษาธรรมที่ร่วมกันให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ก่อนที่จะดับไป ๗.
มนสิการเจตสิก สภาพที่ใส่ใจในอารมณ์) เห็น
มีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอารมณ์ และมีที่เกิดของจิตเห็น คือ
จักขุปสาท เมื่อค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกอย่างนี้
ก็พอจะเข้าใจได้ว่า ไม่มีเราแทรกอยู่ในธรรมคือเห็นเลย
เพราะเห็นเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง
ไม่ยั่งยืน ความเข้าใจก็จะต้องค่อยๆ มั่นคงขึ้น
จนกว่าจะประจักษ์แจ้งธรรมตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา
ครับ
... ยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านด้วยครับ ...
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ