Loading...
  009587  การใส่บาตรด้วยข้าวสารอาหารแห้ง ถูกหรือไม่?
จ่าหนาน
วันที่ 16 ส.ค. 2551
อ่าน 7,520
 
 

         1. การใส่บาตรด้วยอาหารที่พระไม่สามารถฉันท์ได้ในทันทีเช่น ข้าวสาร  หรือใส่

ด้วยสิ่งของอื่นเช่น พระพุทธรูป   CD ธรรมะ  หรือสิ่งของที่จำเป็นอื่น ๆ เป็นการถูกต้อง

หรือไม่  อย่างไร ? 

        2. การใส่บาตรคนเดียวแล้วจับมือผู้ใส่หลาย ๆ คน  หรือการกรวดน้ำคนเดียวและ

จับมือผู้กรวดหลาย ๆ คน เป็นการถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูก และที่ถูกควรจะทำอย่างไร ? 

       3. การใส่บาตรแล้วขอพรพระ  ถูกต้องหรือไม่

       4. การใส่บาตรด้วยปัจจัย (เงิน)  ถูกต้องหรือไม่  ถ้าไม่ถูก ควรทำอย่างไร

          ขอคำตอบ  เพื่อยืนยันให้กับผู้ที่ใส่บาตรต่อไป

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
prachern.s
วันที่ 16 ส.ค. 2551
 

๑. ไม่ถูกครับ ควรเป็นอาหารที่พระท่านฉันได้ทันที

๒. ไม่ถูกครับ   ควรอนุโมทนาในบุญของเขาทำก็พอแล้ว     เว้นไว้แต่ของมีจำนวนมาก

ก็ช่วยยกประเคน ไม่ต้องแตะต่อๆ กัน

๓. ไม่ถูกกับกาละเทศะ และจะทำให้พระท่านต้องอาบัติได้

๔. ไม่ถูกต้องครับ  เงินและทองไม่สมควรแก่บรรพชิต 

ขอเชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมที่ .. นำอาหารแห้งใส่บาตร เช่น ข้าวสาร...  

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
ajarnkruo
วันที่ 16 ส.ค. 2551
 
1.  พระพุทธรูป CD ธรรมะ  สิ่งของจำเป็น ควรถวายเวลาอื่นครับ  ของที่ใส่ขณะที่ท่าน

     กำลังบิณฑบาตร ควรเป็นอาหารและน้ำดื่มที่ท่านสามารถฉันได้ทันที

2.  ขอเรียนถามเหตุผลจากคุณจ่าหนานครับว่า " จับเพื่ออะไร "

3.  ขอพรด้วยการขอมีโอกาสทำความดี  อย่างท่านวิสาขามิคารมารดาขอพรจากพระผู้

     มีพระภาคดีกว่าครับ

4.  เงินทองมีอยู่กับผู้ใด  กามควรแก่ผู้นั้น   บรรพชิตเป็นผู้เห็นโทษในกาม  จึงออกบวช

     เราไม่ควรจะไปทำให้ท่านต้องกลับมาข้องแวะกับกามอย่างคฤหัสถ์อีก  หากประสงค์

     จะถวายเงิน  ควรให้ผ่านไวยยาวัจกร(คฤหัสถ์ที่ดูแลท่าน)ครับ   
 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
wannee.s
วันที่ 16 ส.ค. 2551
 

1.  ถ้าเป็นอาหารแห้ง เช่น ข้าวสาร ปลากระป๋อง ไข่ไก่ ฯลฯ  ให้ถวายวัด มอบไว้ที่โรง

ครัว ฆราวาสทำให้พระฉันท์ได้ในวันต่อไป  ถวายหนังสือพระไตรปิฏก ซีดีธรรมะ ให้

พระศึกษาและได้ฟังธรรมดีค่ะ  เป็นธรรมทาน 

2.  อยู่ที่เจตนาเป็นกุศลหรืออกุศล เช่น  ถ้าเราเห็นคนอื่นใส่บาตร เราไม่ได้ใส่บาตร

ด้วย เพียงแต่เราอนุโมทนาจิตก็เป็นกุศลแล้วค่ะ 

3.  ทำกุศลแล้ว ไม่ควรมีโลภะเป็นบริวาร ขณะที่หวังผลของกุศล  กุศลก็ลดลงไปแล้ว

4.  ไม่ควรถวายเงิน เพราะทำให้ท่านอาบัติค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
paderm
วันที่ 16 ส.ค. 2551
 

     ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

1.ข้าวสาร อาหารแห้ง  เก็บไว้ฉันในวันอื่นไม่ได้ และเมื่อให้อาหารแห้ง ก็เอื้อต่อการ

ที่ภิกษุต้องหุงต้มเอง ก็เป็นอาบัติ เพราะภิกษุหุงต้มเองไมได้  ส่วนเภสัช ๕ มีเนยใส

น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเมื่อรับประเคนแล้วเก็บไว้ได้ 7 วัน  ส่วนยารักษาโรค มียาแก้ไข้

แก้ปวด เป็นต้น เมื่อรับประเคนแล้วเก็บไว้ได้ตลอดชีวิต

2.กุศลเกิดที่จิต ไม่ใช่กุศลสามารถถ่ายเทจากที่จับมือต่อๆกัน อนุโมทนายินดีในกุศล

ขณะใด เป็นกุศลของผู้อนุโมทนาในขณะนั้น จับมือต่อๆกันไปแต่จิตอยากได้บุญ หรือ

ไม่อนุโมทนาก็ได้ครับ จึงเป็นเรื่องของสภาพจิตเป็นสำคัญ

3.กุศลทำแล้วย่อมให้ผลเมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ไม่ต้องขอ เพราะทำเหตุแล้ว ขณะที่ขอ

พรด้วยหวังบุญจากที่ทำเป็นโลภะ ก็มีอกุศลเป็นบริวาร(เกิดอกุศล)  อานิสงส์ของบุญ

ที่ทำนั้นก็น้อยลงเพราะมีสภาพจิตที่เศร้าหมองเกิดขึ้นเพราะหวังผลของบุญครับ ซึ่ง

ใน สมัยพุทธกาล เมื่อพระภิกษุฉันเสร็จท่านกล่าวอนุโมทนากถา    เพื่อประโยชน์แก่

บุคคลที่ถวายทานได้ฟังธรรม เข้าใจพระธรรม ไม่ใช่อวยพรครับ

4.เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ....

พระภิกษุรับเงินอาบัติไหม

การปฏิบัติในเรื่องเงินและทองของพุทธบริษัท

พระใส่บาตรด้วยเงิน

สมุดเงินฝากธนาคารของพระกับข้อห้ามทางวินัย

การถวายเงินพระกับข้ออ้างมหาประเทศ4?

                            อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
khampan.a
วันที่ 16 ส.ค. 2551
 
   ขออนุโมทนา ครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
pornpaon
วันที่ 16 ส.ค. 2551
 

ลิ้งค์แต่ละหัวข้อ ดีมากๆ ค่ะ

พระวินัยเป็นเรื่องละเอียดควรแก่การศึกษากับทั้งคฤหัสถ์ด้วย

เพื่อจะได้เป็นการป้องกันพระภิกษุท่าน

และเราเองจะได้ไม่เป็นเหตุให้ท่านต้องอาบัติด้วยความไม่รู้ด้วย

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
ปริศนา
วันที่ 16 ส.ค. 2551
 


การศึกษาพระไตรปิฏกสอดคล้องกันทั้งหมด

คือละความไม่รู้

และเพื่อความดำรงอยู่แห่งพระสัทธรรม ด้วยความรู้

โดยพุทธบริษัททั้งหลาย ผู้นอบน้อมต่อพระธรรมวินัย.


ขออนุโมทนาค่ะ.

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
ama
วันที่ 17 ส.ค. 2551
 

๑) หลายท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า การตักบาตร ด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง ฯลฯ ว่าไม่ถูก

ต้อง แต่ว่าปฏิบัติกันมา จนเป็นธรรมเนียมประเพณีนิยม อย่างนี้แล้ว น่าจะมีการประชา

สัมพันธ์ให้รับทราบโดยทั่วกัน และ/หรือ กำหนดงดเว้นการทำบุญ ด้วยอาหารแห้งใน

โอกาสต่อไปด้วยครับ


๒) และแล้วการทำบุญด้วยอาหารแห้ง จะได้รับบุญกุศลเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยหรือไม่

อย่างไรครับ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
paderm
วันที่ 17 ส.ค. 2551
 

1. คงไม่สามารถไปจัดการความเห็นที่สะสมกันมา  จนถึงบัดนี้ได้ครับ เพียงแต่เริ่มที่ตัว

    เราที่มีความเข้าใจถูก ส่วนใครแนะนำได้ก็ตามความสามารถ ตามกำลังครับ

2. หากให้ของไม่เหมาะสมหรือไม่มีความเข้าใจถูก    กุศลนั้นก็น้อยตามเพราะไม่มีความ

    เห็นถูก ในการพิจารณาของที่เหมาะสมในการให้กับพระภิกษุครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
จ่าหนาน
วันที่ 17 ส.ค. 2551
 

       ขอขอบคุณในทุกคำตอบ ครับ  สำหรับความคิดเห็นที่ 2 คือ ผมคิดเอาเองนะครับ

เพราะผมเห็นคนอื่นเขาทำอย่างนั้น(ผมเป็นลูกศิษย์พระบิณฑบาตร)        ตัวผมเองเมื่อ

ก่อนที่จะมาศึกษาก็เคยทำ     เลยขอตอบว่า   ต้องการให้ได้รับบุญกุศลร่วมกัน  แม้งาน

แต่งก็เห็นคู่สมรสเขาจับทัพพีร่วมกันตอนใส่บาตรนะครับ(เห็นในหนัง)    เพื่อให้ได้บุญ

เหมือน ๆ กัน  ซึ่งบางครั้งยังมีคนบอกว่า  " ไม่กรวดน้ำไม่ได้บุญนะ "  ผมก็ทำตาม   แต่

ก่อนเป็นชาวพุทธด้วยสายเลือด   ไม่ใช่โดยการศึกษา   ก็เลยทำผิด ๆ ถูก ๆ   ตอนนี้ ก็

ยังไม่แน่ว่ายังมีอะไรผิดอีกหรือเปล่า       ถ้านึกได้ก็จะถามมาเรื่อย ๆ  เพราะไม่อยากทำ

อะไรผิด ๆ หรอกครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
wirat.k
วันที่ 18 ส.ค. 2551
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
ปริศนา
วันที่ 18 ส.ค. 2551
 


ขออนุโมทนา คุณจ่าหนานนะคะ

ที่พยายามกระทำ ในสิ่งที่ถูกต้อง

สิ่งใดทำผิดไปแล้วเพราะความไม่รู้

ก็กระทำคืนให้ถูกต้อง ด้วยความรู้

ดีกว่า การปล่อยไปเลยตามเลยค่ะ

................................

คนเห็นถูก ย่อมแก้ไข

คนเห็นผิด ย่อมแก้ตัว

.................................

อนุโมทนาค่ะ


 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
Pararawee
วันที่ 20 ส.ค. 2551
 

อนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
Komsan
วันที่ 21 ส.ค. 2551
 
ขออนุโมทนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 15  
เจริญในธรรม
วันที่ 25 ส.ค. 2551
 
ขอนุโมทนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 16  
คุณ
วันที่ 27 ส.ค. 2551
 
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top