Loading...
 9212   การแข่งขันคำสุภาษิต [สุภาสิตชยสูตร]
ajarnkruo
วันที่ 11 ก.ค. 2551
อ่าน 1,332
 
 

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 474 - 477

๕. สุภาสิตชยสูตร

ว่าด้วยการแข่งขันคำสุภาษิต

[๘๗๗] สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน   อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ฯลฯ[๘๗๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรื่องเคยมีมาแล้ว สงความระหว่างพวกเทวดากับอสูรได้ประชิดกันแล้ว    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่าแน่ะจอมเทวดา เราจงเอาชนะกันด้วยการกล่าวคำสุภาษิตเถิด.    ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสว่า     แน่ะท้าวเวปจิตติ       ตกลงเราจงเอาชนะกันด้วยการกล่าวคำสุภาษิต.

           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ครั้งนั้นแล พวกเทวดาและพวกอสูรได้ร่วมกัน  ตั้งผู้ตัดสินว่า   ผู้ตัดสินเหล่านี้จักรู้ทั่วถึงคำสุภาษิต คำทุพภาษิตของพวกเรา.           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ลำดับนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา  ท่านจงตรัสคาถา           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เมื่อท้าวเวปจิตติตรัสเช่นนี้  ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ตรัสกะท้าวเวปจิตติจอมอสูรว่า แน่ะท้าวเวปจิตติ  ในเทวโลกนี้ท่านเป็นเทพมาก่อน ท่านจงกล่าวคาถาเถิด.[๘๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวสักกะตรัสเช่นนี้แล้ว ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถานี้ว่า

          พวกคนพาลไม่มีผู้กำราบ มันยิ่งกำเริบ ฉะนั้น นักปราชญ์ผู้มีปัญญา พึงกำราบคนพาลเสียด้วยอาญาอันรุนแรง.

           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถาแล้ว  เหล่าอสูรพากันอนุโมทนา    พวกเทวดาต่างก็พากันนิ่ง   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ลำดับนั้นแลท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่า  แน่ะจอมเทวดาท่านจงกล่าวคาถาเถิด.[๘๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อท้าวเวปจิตติตรัสเช่นนี้แล้ว    ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ตรัสคาถามนี้ว่า

       ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้     เราเห็นว่าการระงับไว้ได้ของผู้นั้น เป็นการกำราบคนพาล.

           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อท้าวสักกะจอมเทวดาได้ภาษิตคาถาแล้ว พวกเทวดาพากันอนุโมทนา เหล่าอสูรต่างก็นิ่ง           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ลำดับนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสกะท้าวเวปจิตติจอมอสูรว่า ดูก่อนท้าวเวปจิตติ ท่านจงตรัสคาถาเถิด.[๘๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อท้าวสักกะตรัสเช่นนี้  ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถานี้ว่า

     ดูก่อนท้าววาสวะ เราเห็นโทษของการอดกลั้นนี้แหละ เพราะว่าเมื่อใดคนพาลสำคัญเห็นผู้นั้นว่า ผู้นี้อดกลั้นต่อเราเพราะความกลัว    เมื่อนั้น คนพาลผู้ทรามปัญญายิ่งข่มขี่ผู้นั้น  เหมือนโคยิ่งข่มขี่โคตัวแพ้ที่หนีไป ฉะนั้น.

            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรภาษิตคาถาแล้ว เหล่าอสูรพากันอนุโมทนา   พวกเทวดาต่างก็นิ่ง    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแลท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา ท่านจงตรัสคาถาเถิด.

[๘๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรตรัสเช่นนี้ ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ตรัสคาถาเหล่านั้นว่า

     บุคคลจงสำคัญเห็นว่า  ผู้นี้อดกลั้นต่อเราเพราะความกลัว หรือหาไม่ก็ตามที    ประโยชน์ทั้งหลายมีประโยชน์ของตนเป็นอย่างยิ่ง   ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี   ผู้ใดแลเป็นคนมีกำลังอดกลั้นต่อคนทุรพลไว้ได้ ความอดกลั้นไว้ได้ของผู้นั้นบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นขันติอย่างยิ่ง     คนทุรพลย่อมอดทนอยู่เป็นนิตย์  บัณฑิตทั้งหลายเรียกกำลังของผู้ที่มีกำลังอย่างคนพาลว่ามิใช่กำลัง  ไม่มีผู้ใดที่จะกล่าวโต้     ต่อผู้ที่มีกำลังอันธรรมคุ้มครองแล้วได้เลย    เพราะความโกรธนั้น  โทษอันลามกจึงมีแก่ผู้ที่โกรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว  บุคคลผู้ไม่โกรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว ย่อมชื่อว่า ชนะสงครามซึ่งเอาชนะได้ยาก         ผู้ใดรู้ว่า ผู้อื่นโกรธแล้วเป็นผู้มีสติระงับไว้ได้      ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายตนและคนอื่น      คนผู้ที่ไม่ฉลาดในธรรม  ย่อมสำคัญเห็นผู้ที่รักษาประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายคือของตนและคนอื่น ว่าเป็นคนโง่ ดังนี้.

           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เมื่อท้าวสักกะจอมเทวดาได้ภาษิตคาถาเหล่านี้แล้ว  พวกเทวดาพากันอนุโมทนา เหล่าอสูรต่างก็นิ่ง.

[๘๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ครั้งนั้นแล ผู้ตัดสินทั้งของพวกเทวดาและพวกอสูรได้กล่าวคำนี้ว่า     ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถาทั้งหลายแล้วแล   แต่คาถาเหล่านั้นมีความเกี่ยวเกาะด้วยอาชญา         มีความเกี่ยวเกาะด้วยศาสตราเพราะเหตุเช่นนี้  จึงมีความหมายมั่น   ความแก่งแย่ง   ความทะเลาะวิวาท  ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ตรัสคาถาทั้งหลายแล้วแล ก็คาถาเหล่านั้นไม่เกี่ยวเกาะด้วยอาชญา    ไม่เกี่ยวเกาะด้วยศาสตรา    เพราะเหตุเช่นนี้    จึงมีความไม่หมายมั่นความไม่แก่งแย่ง ความไม่ทะเลาะวิวาท ท้าวสักกะจอมเทวดาชนะ เพราะได้ตรัสคำสุภาษิต.            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ชัยชนะด้วยการกล่าวคำสุภาษิตได้เป็นของท้าวสักกะจอมเทวดาด้วยประการฉะนี้แล.

 

  ความคิดเห็นที่ 1  
ajarnkruo
วันที่ 11 ก.ค. 2551
 

อรรถกถาสุภาสิตชยสูตรพึงทราบวินิจฉัยในสุภาสิตชยสูตรที่ ๕ ต่อไปนี้ :-

           บทว่า อสุรินฺทํ เอตทโวจ ความว่า ได้กล่าวคำนี้  ด้วยความเป็นผู้ฉลาด.ได้ยินว่า  จอมอสูรนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   การกล่าวแก้การถือของผู้อื่นก่อนเป็นการหนัก แต่การกล่าวคล้อยตามคำของผู้อื่นในภายหลัง สบาย.           บทว่า  ปุพฺพเทวา  ความว่า  ผู้อยู่มานานในเทวโลก    ย่อมเป็นเจ้าของก่อน.   อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงกล่าวคำที่มาตามประเพณีของท่านก่อน.  บทว่า อทณฺฑาวจรา ความว่า เว้นจากการถือตะบอง. อธิบายว่า ไม่มี เช่นในคำนี้ว่าพึงถือตะบองหรือมีด.

จบอรรถกถาสุภาสิตชยสูตรที่ ๕

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
พุทธรักษา
วันที่ 11 ก.ค. 2551
 


ผู้ใดรู้ว่า คนอื่นโกรธแล้วเป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ผู้นั้นชื่อว่า

ประพฤติประโยชน์ทั้งสองฝ่าย.............................อนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
suwit02
วันที่ 12 ก.ค. 2551
 
                สาธุ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
pornpaon
วันที่ 12 ก.ค. 2551
 

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
เมตตา
เมตตา
วันที่ 6 ก.ย. 2551
 

ผู้ใดรู้ว่า ผู้อื่นโกรธแล้วเป็นผู้มีสติระงับไว้ได้      ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายตนและคนอื่น  

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
michii
วันที่ 7 ก.ย. 2551
 
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 11 ก.พ. 2556 10:21 น.
 

ขอบพระคุณ และกราบอนุโมทนาครับ

 
  

เขียนความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

  keyword :  -