Loading...
 8899   การรักษาศีล 5 จำเป็นต้องสมาทานศีลบ่อย ๆ หรือไม่ ?
จ่าหนาน
วันที่ 15 มิ.ย. 2551
อ่าน 4,488
 
 

         พุทธศาสนิกชน    คงไม่มีใครที่ไม่เคยรับศีล 5 จากพระ  ในเมื่อเราตั้งใจจะรักษา

ศีล       จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องสมาทานศีลบ่อย ๆ   หรือว่าพอรู้ว่าศีลขาดก็สมาทานศีล

ใหม่       หรือว่าต้องทำทุกวันเพื่อเตือนสติตนเอง      และถ้าสมาทานศีลด้วยตนเอง(ที่

บ้าน)    ต้องมีการอาราธนาศีลด้วยหรือไม่ ครับ  (ได้ยินว่า ถ้ามีคำว่า วิสุง วิสุง เป็นการ

แยกศีลออกเป็นข้อ ๆ แต่ถ้าไม่มีจะเป็นศีลพวง )   ขอท่านผู้รู้ เมตตา ให้ธรรมะเป็นทาน

กับบัวในโคลนตม  ด้วยครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
study
วันที่ 15 มิ.ย. 2551
 

ควรทราบว่าการสมาทานศีลสำหรับผู้ที่ไม่มีศีล หรือมีศีลวิบัติ  สำหรับผู้ที่มีศีลอยู่แล้ว

กิจในการสมาทานศีลไม่มี คือไม่ต้อง เพราะเป็นผู้ตั้งใจรักษาศีล งดเว้นจากทุจริตอยู่

แล้ว  ส่วนการจะสมาทานด้วยวิธีใดไม่ควรกังวลว่าจะแยกหรือจะรวม แต่ควรตั้งใจเว้น

ทุกข้อตามกำลังศรัทธา ส่วนคำการสมาทานด้วยตนเองไม่ต้องกล่าวคำอาราธนา..

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
นิโรธะ
วันที่ 15 มิ.ย. 2551
 

สีล       ท่านผู้รู้อธิบายความหมายไว้หลายนัย  ดังนี้

         ๑.    สีลนะ       แปลว่า   ความปกติ    หมายความว่า ควบคุมความประพฤติทาง

กาย  วาจา   ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยดีงาม     พ้นจากการเบียดเบียนกันและกัน  และ

หมายความว่าสามารถรองรับความดีชั้นสูงทุกอย่าง     เหมือนแผ่นดินรองรับของหนักมี

มหาสมุทรและภูเขา       เป็นต้นเอาไว้ได้       โดยไม่มีความผิดปกติอะไร

         ๒.    สิระ     แปลว่า     ศีรษะ   หมายความว่า  เป็นยอดของความดีเหมือนศีรษะ

เป็นอวัยวะที่อยู่สูงที่สุดของร่างกาย

          ๓.    สีสะ  แปลว่า  ยิ่งใหญ่   คือมีความสำคัญ   หมายความว่า   ถ้าขาดศีลเสีย

แล้ว  คุณธรรมหรือความเจริญอย่างอื่นก็เกิดไม่ได้

           ๔.    สีตละ   แปลว่า     มีความเย็น   หมายความว่า     ศีลสร้างความเย็นให้แก่

จิตใจผู้รักษา    และสร้างความร่มเย็นให้แก่สังคม

           ๕.     สิวะ      แปลว่า       ปลอดภัย     หมายความว่า    ศีล สร้างความไม่มีภัย

ความไม่มีเวร      และความไม่เบียดเบียนให้แก่สังคมมนุษย์

 

 

 

วิรัติคือความละเว้น

               บุคคลผู้เว้นจากข้อห้ามในสิกขาบท    ๕    ประการนั้น     ได้ชื่อว่า    ผู้มีศีล

กิริยาที่เว้นเรียกว่าวิรัตินั้นมี  ๓  ประเภท  คือ     ๑.  สัมปัตตวิรัติ       ๒.  สมาทานวิรัติ

๓.  สมุจเฉทวิรัติ 

              ๑.  สัมปัตตวิรัติ   แปลว่า   ความละเว้นจากวัตถุอันถึงเข้า  โดยไม่ได้ตั้งสัตย์

ปฏิญาณไว้ล่วงหน้า แต่บุคคลนั้นพิจารณาเห็นการที่ทำดังนั้นไม่สมควรแก่ตนโดยชาติ

ตระกูล  ยศศักดิ์ ทรัพย์ บริวาร         ความรู้  หรือมีใจเมตตาปรานี    คิดถึงเราบ้าง  เขา

บ้าง  มีหิริ  คือความละอายแก่ใจ  มีโอตตัปปะ          คือ ความเกรงกลัวจะได้บาป  หรือ

คิดเห็นประโยชน์ในการเว้นอย่างอื่น ๆ อีก และเขาไม่กระทำกรรมเห็นปานนั้น

 

             ๒.   สมาทานวิวัติ  แปลว่า   ความละเว้นด้วยการสมาทาน  ได้แก่ความละเว้น

ของพวกคนจำศีล เช่น ภิกษุ สามเณร อุบาสก  และอุบาสิกา เป็นต้น     การงดเว้นจาก

วัตถุอันถึงเข้า ด้วยเห็นว่า    ไม่สมควรจะทำและการงดเว้นด้วยการสมาทาน คือ การไม่

ล่วงข้อห้ามของนักบวช   นักพรตทั้งหลาย  นอกจากจะจัดเป็นวัติแล้ว   ยังจัดเป็นพรต

คือ  ข้อควรประพฤติของเขาด้วย

        

              ๓.    สมุจเฉทวิรัติ   แปลว่า   ความละเว้นด้วยตัดขาด  ได้แก่  ความเว้นของ

พระอริยเจ้า  ผู้มีปกติไม่ประพฤติล่วงข้อห้ามเหล่านั้นจำเดิมแต่ท่านได้เป็นพระอริยเจ้า

 

                                                              เป็นประโยชน์กับผู้อ่านและศึกษาครับ

 

                                                                                    สาธุการครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
เมตตา
วันที่ 15 มิ.ย. 2551
 

 

           ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
แล้วเจอกัน
วันที่ 15 มิ.ย. 2551
 

                     ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

คำว่า สมาทาน หมายถึง ถือเอา..ถือเอาด้วยการเห็นประโยชน์ของศีล และโทษ

ของการล่วงศีล  จึงถือเอาด้วยการประพฤติปฏิบัติตาม  ด้วยการมีเจตนาที่จะงด

เว้น ย้ำอีกครั้งครับ  เจตนาที่จะงดเว้นเพราะเห็นโทษของการล่วงศีล ดังนั้นเมื่อ

สมาทานแล้วตามที่กล่าวมา ก็ชื่อว่าเป็นผู้เห็นโทษของการล่วงศีลจึงถือเอาด้วย

ดี     ซึ่งก็เป็นไปตามอุปนิสัยของแต่ละคน  ซึ่งบางคนก็มีอัธาศัยบริสุทธิ์คือเห็น

โทษของการล่วงศีลอยู่แล้ว  บางคนก็อาจเกิดสติคือเห็นโทษในการล่วงศีล ก็มี

เจตนาที่จะงดเว้น ในขณะนั้น(สมาทาน)   สมาทานจึงไม่ใช่วาจะต้องมานังท่อง

สวด ถ้าจำบาลีไม่ได้ก็ไม่ต้องสมาทานกัน  อย่างนั้นไม่ใช่ครับ แต่ตามที่กล่าวมา

สมาทาน คือ  จิตที่มีเจตนางดเว้นในการล่วงศีล   จึงถือเอา(สมาทาน) แม้จะไม่

กล่าวคำบาลีก็ตาม แต่จิตก็มีเจตนางดเว้นแล้วครับ  บุญหรือบาปจึงอยู่ที่จิตครับ

                                               ขออนุโมทนา
 
                       ขออุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
happyindy
วันที่ 16 มิ.ย. 2551
 
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
prakaimuk.k
วันที่ 16 มิ.ย. 2551
 
  อนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
เจริญในธรรม
วันที่ 16 มิ.ย. 2551
 
ขออนุโมทนา
 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
wannee.s
วันที่ 16 มิ.ย. 2551
 

อยู่ที่การสั่งสมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  บางคนสมาทานศีลเพียงครั้งเดียวคือ ตั้งใจ

รักษาศีล 5  ตลอดชีวิต    แต่บางคนก็สมาทานศีลทุกวัน หรือบ่อย ๆ ก็ได้ไม่เป็นไรค่ะ 

เพราะขณะที่สมาทานศีล  เป็นกุศลจิตที่ตั้งใจงดเว้นทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจ 

ขณะที่ล่วงศีลเป็นอกุศลมีโทษมาก  บั่นทอนปัญญา  และเป็นเหตุให้ไปอบายภูมิค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
suwit02
วันที่ 16 มิ.ย. 2551
 
               ขออนุโมทนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
จ่าหนาน
วันที่ 28 มิ.ย. 2551
 
                               สา...ธุ 
 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top