Print 
คำบริกรรม
 
oom
oom
วันที่  27 ธ.ค. 2550
หมายเลข  6699
อ่าน  7,133

เมื่อเราไปปฏิบัติธรรม สถานที่ปฏิบัติธรรมก็จะสอนให้ใช้คำบริกรรมต่างๆ เช่น ยุบหนอ พองหนอ  พุทโธ  หรือสัมมาอะระหังบ้าง  เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ  เรามีความจำป็นต้องใช้คำบริกรรมต่างๆ นี้หรือไม่  เพราะเหตุใด 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
study
วันที่ 27 ธ.ค. 2550

ในพระไตรปิฎก    พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมแก่พุทธบริษัท    เพื่อการเข้าใจตามความเป็นจริง     ทรงแนะนำสาวกตลอดพระชนชีพของพระองค์       ด้วยการแสดงพระธรรมโดยนัยต่างๆ    แต่ไม่ปรากฏว่า    ให้สาวกใช้คำบริกรรม ... (ที่ท่านยกตัวอย่างมา)ดังนั้น  สิ่งที่จำเป็นที่สุด คือ  การศึกษาพระธรรมคำสอนให้เข้าใจ   ถ้าขาดความเข้าใจพระธรรมคำสอนแล้ว    แม้จะใช้คำบริกรรมใดๆ  ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย   แต่ถ้าศึกษาพระธรรมที่แสดงความจริงจนเข้าใจ    ย่อมค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏแม้ไม่ไต้องใช้คำบริกรรม     

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
oom
oom
วันที่ 27 ธ.ค. 2550

ในพระไตรปิฎกไม่มีสอนให้ใช้คำบริกรรม  แต่ปัจจุบัน ตามสถานที่สอนปฏิบัติวิปัสสนา-กรรมฐานให้ตามรู้ฐานทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน   เช่น เวลานั่งสมาธิ   ให้รู้ตามอาการของท้องที่พองว่าพองหนอ และอาการที่ยุบ ว่ายุบหนอ ตามความเป็นจริง ถือว่าเป็นสติหรือไม่

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
แช่มชื่น
วันที่ 27 ธ.ค. 2550
คิดง่ายๆ นะครับ  ว่าคำบริกรรมนี้ ถ้าเด็กท่องได้ แล้วจิตของเด็กก็ตั้งมั่นได้ ถ้าอย่างนั้นพระธรรมของพระพุทธเจ้าจะง่ายอย่างนั้นหรือไม่  ขอให้ไตร่ตรองพิจารณาด้วยเหตุและผลครับ  เพราะว่าใครก็จะหลอกเราไม่ได้ ถ้าเราเกิดความเห็นถูก คือ ปัญญา เป็นเกราะกันความเห็นผิดจากผู้อื่นครับขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 27 ธ.ค. 2550

เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้บริกรรม  เพราะทุกอย่างต้องมีเหตุผล  เราบริกรรมด้วยความไม่รู้เพราะทำตามเขา   ผลก็คือสะสมความเห็นผิด    พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม  และสาวกก็แปลว่าผู้ฟัง  ถ้าไม่อาศัยการฟังธรรมะปัญญาจะเกิดได้อย่างไร  ในขั้นแรกขอให้ฟังธรรมะที่ท่านอาจารย์สุจินต์บรรยายไปก่อนค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 27 ธ.ค. 2550
อ้างอิงจาก : ความคิดเห็นที่ 2 โดย oom

ในพระไตรปิฎกไม่มีสอนให้ใช้คำบริกรรม แต่ปัจจุบันตามสถานที่สอนปฏิบัติวิปัสสนา-กรรมฐานให้ตามรู้ฐานทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน  เช่น    เวลานั่งสมาธิให้รู้ตามอาการของท้องที่พอง  ว่าพองหนอ  และอาการที่ยุบ ว่ายุบหนอ ตามความเป็นจริง ถือว่าเป็นสติหรือไม่


                ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ก่อนอื่นต้องรู้จักคำว่าสติก่อนครับ    สติในภาษาไทยที่เราใช้กัน เช่น รู้ว่ากำลังทำอะไร

เป็นสติ เป็นต้น    แต่ความเป็นจริงแล้ว สติเป็นธรรมฝ่ายดี เกิดกับกุศลจิต เป็นต้นครับ

ดังนั้น การรู้ว่าทำอะไร  เช่น  รู้ว่าเดิน รู้ว่ายุบ พอง ไม่ได้หมายถึงสติ แต่ขณะนั้นมีความ

ต้องการที่จะทำ    จดจ้องในขณะที่พอง ยุบไหม  ความต้องการไม่ใช่สติครับ เป็นโลภะ

ดังนั้น  เราจึงต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนครับ     ไม่เช่นนั้นก็แยกไม่ออกระหว่างหนทางถูก

และผิด แม้แต่คำว่าสติก็ต้องศึกษาให้เข้าใจครับ

เชิญคลิกฟังที่นี่ครับ......ขณะที่สติเกิด เป็นไปในทางที่ดี                                            สติเป็นไฉน

                     ขออุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
devout
วันที่ 28 ธ.ค. 2550

 

ขณะที่กำลังบริกรรมอยู่อย่างนั้น  มีความเข้าใจอะไรเกิดขึ้นบ้างค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
oom
oom
วันที่ 10 ม.ค. 2551

ขณะบริกรรม เท่าที่เคยปฏิบัติมาจากประสบการณ์ตัวเอง      จิตมีความตั้งมั่นเป็นสมาธิชั่วขณะ  บางครั้งก็ระลึกได้ บางครั้งก็หลงลืม สลับไปมาตลอด เพราะไม่สามารถบังคับได้

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
udomjit
วันที่ 16 ม.ค. 2551
อนุโมทนาค่ะ และจริงๆแล้วคำว่า บริกรรมตามพระไตรปิฏกหมายความว่าอย่างไรค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
อิสระ
อิสระ
วันที่ 17 ม.ค. 2551
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 17 ม.ค. 2551

บริกรรม แปลว่า  ปรุงแต่งให้เกิด  เช่น ในฌานวิถี ถ้าบริกรรมไม่เกิด จิตขณะต่อไปจนกระทั่งถึงอัปปนาจิตก็จะเกิดไม่ได้

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
study
วันที่ 18 ม.ค. 2551

คำว่า บริกรรม ภาษาบาลีคือ   ปริกมฺม   แปลว่า การกระทำรอบ  อันนวด  การนวด การบริกรรม ในภาษาไทย บริกรรม เป็นคำกิริยา  หมายถึง ท่องบ่น เสกเป่า ตกแต่ง กำหนดใจ นวดฟั้น ฉาบทา   แต่ถ้า บริกรรม  ในฌานวิถี  มรรควิถี หมายถึง ปรุงแต่งให้เกิด...

 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
คุณ
วันที่ 22 ต.ค. 2551
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
คุณ
วันที่ 17 ก.พ. 2552 15:37 น.
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
oom
oom
วันที่ 18 ก.พ. 2552 21:48 น.

ตั้งแต่ดิฉันได้ฟังธรรมที่มูลนิธิ  และจากวิทยุ  ได้อ่านข้อความจากบ้านธัมมะ ทำให้มี

ความรู้ความเข้าใจในเรื่องคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากขึ้น  ดีใจที่มีความ

เห็นถูก  ซึ่งในอดีตดิฉันก็ไปปฏิบัติตามสำนักต่างๆ  มากมาย จากประสบการณ์ที่ได้

ปฏิบัติมาและมาฟังที่ท่านอจ.สุจินต์ ทำให้รู้ตัวว่าเราหลงผิดมานาน แต่ก็คงได้อานิสงส์

จากการไปปฏิบัติในแต่ละครั้ง ที่ได้รักษาศีล 8 ได้ครบทุกข้อ  จึงทำให้ได้มาฟังธรรม

และมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จึงขอแนะนำให้ทุกท่านฟังธรรมมากๆ ทุกอย่างเป็น

ธรรมะ  และเป็นปัจจตัง รู้ได้เฉพาะตน

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
paderm
paderm
วันที่ 19 ก.พ. 2552 10:09 น.

                     ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

   ความเข้าใจถูกย่อมเป็นปัจจัยให้ปฏิบัติถูกต้อง แม้แต่การรักษาก็รู้เพื่อละคลายกิเลส

ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น แต่ถ้าเข้าใจหนทางผิด สิ่งอื่นๆก็ผิดไปด้วย แม้การรักษาศีลก็ไม่ใช่

เพื่อละคลายกิเลส ดังนั้นการอบรมปัญญา ความเข้าใจถูกจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะจะทำ

ให้สิ่งต่างๆเข้าใจถูกต้องตรงตามความเป็นจริงครับ  ดังนั้นอานิสงส์ของหนทางผิดคือ

คามเข้าใจผิด รู้ผิด อานิสงส์ของหนทางถูกคือความเข้าใจถูก  รู้ถูกครับ ขออนุโมทนา                        อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
suwit02
วันที่ 15 ก.ค. 2552 08:22 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
dhammanath
วันที่ 14 มิ.ย. 2553 03:56 น.

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นกระทู้ของคุณอุ้ม ครับ

การใช้คำบริกรรม เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

     ก่อนอื่นต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า  หากความคิดเห็นของผมจะขัดต่อความคิดเห็นของ

ท่านผู้อื่น จากกระทู้ "คำบริกรรม" นี้ ดูเหมือนว่าหลายท่านปฏิเสธคำบริกรรม ผมไม่

กล้ายืนยันว่า ในพระไตรปิฎกมีคำบริกรรมหรือไม่มี เพราะยังไม่ได้อ่านพระไตรปิฎกให้

จบสักเล่มเลยครับ แต่ที่แน่ๆ คือพระพุทธเจ้านั้น พระองค์เป็นวิภัชชวาที (มีปกติตรัส

จำแนก) คือจะต้องแยกแยะแต่ล่ะเรื่องออกจากกันให้ชัดเจน

     ในที่นี้เราคงต้องระมัดระวังคำว่า "สมาธิ" กันให้มากๆ เพราะในยุคปัจจุบันนี้ เรา

ชอบใช้คำนี้กันมาก บางทีคำนี้ทำให้มีความไม่ชัดเจนว่าผู้พูดหมายถึงอะไรกันแน่ เช่น

ปฏิบัติสมาธิหรือทำสมาธิอะไรทำนองนี้เป็นต้น ที่ถูกควรจะใช้คำให้ชัดว่า ปฎิบัติสมถ-

กัมมัฏฐาน หรือวิปัสสนากัมมัฎฐาน

     "สมาธิ" แปลกันว่า ความตั้งมั่นของจิต หรือภาวะที่จิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด คำ

จำกัดความเป็นภาษาบาลีที่พบเสมอคือ จิตตัสเสกัคคตา หรือเรียกสั้นๆ ว่า เอกัคคตา

แปลว่าภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่่ง

     บางคัมภีร์ได้แสดงสมาธิทั้งที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลไว้ด้วย คือสมาธิที่เป็นกุศล

ท่านเรียกว่า สัมมาสมาธิ ที่เป็นอกุศลท่านเรียกว่า มิจฉาสมาธิ  คำว่าสมาธินี้เป็นคำพูด

ที่ใช้เพื่อบ่งบอกถึงผลที่จิตเป็นอย่างไรที่ได้รับจากการปฏิบัติ แล้วยังมีการกล่าวถึง

ลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิว่ามีลักษณะอย่างไรไว้ด้วย ด้วยเหตุนี้ท่านจึงจัดระดับผล

ของสมาธิไวเป้น ๓ ระดับคือ

     ๑. ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ

     ๒. อุปจารสมาธิ สมาธิเฉียด ๆ

     ๓. อัปปนาสมาธิ สมาธิแน่วแน่ หรือสมาธิที่แนบสนิท

     นอกจากนี้ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสา ยังกล่าวถึงมูลสมาธิ (สมาธิขั้นต้น) และบริกรรม

สมาธิ (สมาธิขั้นลงมือ) ไว้อีกด้วย เรื่่องของสมาธิเป็นเรื่องควรแก่การศึกษา เพราะเป็น

ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ

     ถ้าพูดถึงการปฏิบัติสมถกัมมฏฐาน การใช้คำบริกรรมนั้นมีในคัมภีร์หลักของเถรวาท

แน่นอนครับ อย่างน้อยที่ผมนึกได้ในขณะนี้ก็มี ๒ คัมภีร์ คือในวิสุทธิมรรคได้อธิบายวิธี

การใช้คำบริกรรมต่างๆ ไว้พอสมควร และในอรรถกถาธรรมบทก็มีอีกเช่นกัน เช่นเรือง

พระจุลลปันถกเป็นต้น

     ส่วนการปฏิบัติวิปัสสนา ก็ต้องการจิตที่เป็นสมาธิเหมือนกัน แต่ไม่ถึงระดับอัปปนา  

และสมาธิที่ได้มาจากการปฏิบัติสมถกัมมฏฐานนี้ สามารถจะใช้เป็นการเตรียมจิตให้

พร้อมที่จะใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง เรียกตามศัพท์บาลีว่า

เป้นบาทแห่งวิปัสสนา หรือทำให้เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ ซึ่งจะนำไปสู่วิชชาและ

วิมุตติในที่สุด เพราะฉะนั้น ผมขออภัยมายังสมาชิกทุกท่าน หากความคิดเห็นของผม

ไปขัดกับความคิดเห็นของท่านนะครับ

     ขอกราบเรียนท่านวิทยากรด้วยว่า กรุณาตอบอย่างระมัดระวังโดยคำนึงถึงหลักการ

ที่มีอยู่ในคัมภีร์ด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วเราอาจจะเป็นผู้ทำให้เกิดความขัดแย้งในระหว่างผู้

ปฏิบัติ สำนักปฏิบัติ และพุทธศาสนิกชนด้วย

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
เซจาน้อย
วันที่ 18 ก.พ. 2555 18:21 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 23  
 
ธัญญะ
ธัญญะ
วันที่ 10 ต.ค. 2559 10:20 น.

สวัสดีครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ