ขอความอนุเคราะห์ข้อมูล
 
kdl003
วันที่  26 ธ.ค. 2548
หมายเลข  616
อ่าน  2,359

1. ความหมายของคำว่า   ความแก่ หรือความชรา ในพระไตรปิฎก นอกจากใน  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔  พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑  ธรรมสังคณีปกรณ์ ที่ให้ความหมายว่าความชรา ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความเสื่อมอายุ ความหง่อมแห่งอินทรีย์ แห่งรูป จะมีความหมายอื่นอีกหรือไม่

2. การปฏิบัติตนเมื่ออยู่ในวัยชรา นั้น มีกล่าวถึงในหัวข้อใดบ้าง อ่านในชราสูตร มีหัวข้อเกี่ยวกับความยึดติดในรูปฯเป็นส่วนใหญ่

     หมายเหตุ  ที่อยากได้เนื่องจากจะได้แนะนำให้นักศึกษาเขียนลงในส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์แทนที่จะเขียนเฉพาะแนวคิดทางตะวันตกเท่านั้นขอบคุณมากครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
study
วันที่ 26 ธ.ค. 2548

     โดยมากในพระไตรปิฎกท่านอธิบายอรรถของชราไว้เหมือนกันหลายแห่งแต่ในอรรถกถาท่านขยามความเพิ่ม โปรดอ่านโดยตรง เล่มที่ ๗๗  

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑  หน้าที่ 281
                                            
      [๑๔๗]   ชรา  เป็นไฉน  ?  ความคร่ำคร่า     ภาวะที่ครำคร่า    ความที่ฟันหลุด    ความที่ผม-หงอกความที่หนังเหี่ยวย่น   ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ   ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์   ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ อันใด  นี้เรียกว่าชรา.

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ -หน้าที่ 326   ว่าด้วยนิเทศชรา  (บาลีข้อ  ๑๔๗)         
      พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศชรา  ต่อไป   บทว่า   ชรา  (ความคร่ำคร่า)  เป็นรูปความเฉพาะตนโดยภาวะของตน.    บทว่า    ชิรณตา   (ภาวะที่คร่ำคร่า)    เป็นศัพท์แสดงถึงอาการ.    ศัพท์ทั้ง  ๓   มีคำว่า  ขณฺฑิจจํ   (ความที่ฟันหลุด)  เป็นต้น  เป็นศัพท์แสดงถึงกิจในเมื่อล่วงกาลผ่านไป  สองศัพท์หลังเป็นการอธิบายความตามปกติ.*        
     จริงอยู่   ชรานี้    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยภาวะของตนด้วยบทว่า  ความคร่ำคร่า   นี้.     เพราะเหตุนั้น  บทว่า  ความคร่ำคร่า  นี้   จึงเป็นรูปความเฉพาะตนโดยสภาพแห่งบทว่า  ความคร่ำคร่า  นั้น.   ทรงแสดงชรานั้นโดยอาการ    ด้วยบทว่า   ชิรณตา  (ภาวะที่คร่ำคร่า)  เพราะเหตุนั้น   ศัพท์ว่าชิรณตา  นี้  จึงเป็นการอธิบายถึงอาการของชรานั้น.        
     ด้วยบทว่า    ขณฺฑิจิจํ  นี้   พระผู้นีพระภาคเจ้าทรงแสดงชราโดยกิจคือกระทำความเป็นผู้มีฟันและเล็บหักในเมื่อล่วงกาลผ่านไป.     
     ด้วยบทว่า ปาลิจฺจํ (ความที่ผมหงอก) นี้  ทรงแสดงชราโดยกิจ   คือการทำความเป็นผู้มีผมและขนหงอก.   
     ด้วยบทว่า   วลิตฺตจตา  (ความที่หนังเหี่ยวย่น)  นี้  ทรงแสดงชราโดยกิจ     คือการทำความเป็นผู้มีเนื้อเหี่ยวแล้ว   หนังย่นแล้ว   เพราะเหตุนั้น  ศัพท์ทั้ง ๓ มีอาทิว่า  ขณฺฑิจฺจํ (ความที่ฟันหลุด)   เหล่านี้    จึงเป็นศัพท์แสดงกิจในเมื่อล่วงกาลผ่านไปของชรานั้น.    
     ด้วยศัพท์ทั้ง  ๓  นั้น  พระองค์ทรงแสดง   ปากฏชรา   ว่า   ชรานั้นเป็นธรรมชาติปรากฏแล้ว  ด้วยสามารถแห่งการเห็นภาวะเหล่านี้  เป็นของพิการไป  เปรียบเหมือนทางเดินของน้ำ  หรือ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
study
วันที่ 26 ธ.ค. 2548

     ลม หรือไฟ     ย่อมปรากฏเพราะความที่หญ้าและต้นไม้เป็นต้นหักโค่นทลายแล้ว หรือถูกไฟไหม้   และทางที่เป็นไปแล้วนั้นมิใช่น้ำเป็นต้นเหล่านั้นเลย   ข้อนี้  ฉันใด  ทางเดินของเรา    ก็่ฉันนั้นเหมือนกันย่อมปรากฏในที่มีฟันเป็นต้น  ด้วยอำนาจลักษณะมีภาวะที่หักเป็นต้น  ใคร ๆ  แม้ลืมตาก็รู้ได้  แต่ลักษณะมีภาวะที่ฟันหักเป็นต้นเท่านั้น   มิใช่ชราเพราะชรามิใช่สิ่งที่พึงรู้แจ้งด้วยตา.        
     อนึ่ง    ชรานั้น   พระองค์ทรงแสดงโดยปกติ     กล่าวคือความสิ้นอายุ    และความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น   ซึ่งปรากฏเฉพาะในเมื่อล่วงกาลผ่านไปเท่านั้น  ด้วยบทเหล่านี้ว่า    อายุโน   สํหานิ  อินฺทฺริยานํ   ปริปาโก ( ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ    และความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ )  เพราะเหตุนั้นสองศัพท์หลังเหล่านั้น  พึงทราบว่า   เป็นศัพท์อธิบายความตามปกติของชรานั้น    
     บรรดาบททั้ง ๒ (คือความเสื่อมสิ้นแห่งอายุและความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์) นั้น เพราะอายุของผู้ถึงชราแล้วย่อมเสื่อม    ฉะนั้น  ชรา   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสโดยผลูปจารนัยว่า  ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ.  อนึ่ง  เพราะอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น   ในเวลาที่ยังเป็นหนุ่มเป็นของผ่องใสดี สามารถรับวิสัยของตนแม้ละเอียดได้โดยง่ายที่เดียว  เมื่อเขาถึงชราแล้ว  เป็นอินทรีย์หง่อมแล้วสับสนไม่คล่องแคล่ว  ไม่สามารถรับวิสัยของตนแม้หยาบได้    ฉะนั้น   พระองค์จึงตรัสว่า   อินฺทฺริยานํ   ปริปาโก  (ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์)  โดยผลูปจารนัยที่เดียว.
 
     ว่าด้วยชรา  ๒   อย่าง         
     อนึ่ง ชราแม้ทั้งหมด  ที่ทรงยกขึ้นแสดงไว้อย่างนี้นั้นมี  ๒ อย่าง   คือ   ปากฏชรา   ปฏิจฉันชรา.  บรรดาชราทั้ง  ๒  นั้น   ชราในรูปธรรม  ชื่อว่า  ปากฏชรา  เพราะแสดงภาวะมีการหักเป็นต้นในอวัยวะมีฟันเป็นต้น   ส่วนชราในอรูปธรรม  ชื่อว่าปฏิจฉันนชรา  เพราะไม่แสดงพิการเช่นนั้น.  ในชราทั้ง ๒ นั้น   ภาวะมีความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้นใดนี้  ย่อมปรากฏภาวะความเป็นผู้มีฟันหักนั้น เป็นวรรณะ  (สี) เท่านั้น  เพราะความที่อวัยวะมีฟันเป็นต้นเช่นนั้น  เป็นสิ่งที่รู้ได้โดยง่าย บุคคลเห็นวรรณะ (สี)  นั้นด้วยจักษู

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
study
วันที่ 26 ธ.ค. 2548

     แล้วก็คิดโดยมโนทวาร  ย่อมทราบชราว่า   ขันธ์เหล่านี้ถูกชราประหารแล้ว   ดุจการแลดูวัตถุทั้งหลายมีเขาโคเป็นต้น    ที่ผูกไว้ในที่เป็นที่ตั้งแห่งน้ำก็จะทราบได้ว่า  น้ำมีภายใต้  ฉะนั้น. ชรานี้  มีอีก ๒ อย่าง  คือ  อวีจิชรา  (ชราไม่มีร่องรอย)  สวีจิชรา  (ชรามีร่องรอย).    บรรดาชราทั้ง  ๒  นั้น  ชรา  (ความคร่ำคร่า)  ของแก้วมณี  ทอง  เงินแก้วประพาฬ  ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์เป็นต้น ชื่อว่า  อวิจิชรา  เพราะความพิเศษแห่งสีเป็นต้น  ในระหว่าง ๆ เป็นของที่รู้ได้โดยยาก    เหมือนความแปลกแห่งสีเป็นต้นของสัตว์มีชีวิตในพวกมันททสกะเป็นต้น   และสิ่งไม่มีชีวิตในพวกที่เป็นดอกไม้ผลไม้และใบอ่อนเป็นต้น.     มีอธิบายว่าเป็นนิรันตรชราคือ ชราไม่มีระหว่าง   แต่ชรา (ความคร่ำคร่า) ในสิ่งอื่น ๆ  จากวัตถุมีแก้วมณี เป็นต้นนั้น   ชื่อว่า  สวีจิชรา   เพราะความแปลกแห่งสีเป็นต้นในระหว่าง  ๆ  เป็นสิ่งที่รู้ได้ง่าย.  ในชราทั้ง  ๒  นั้น   สวีจิชรา    พึงทราบอย่างนี้    ด้วยอำนาจแห่ง อุปาทินนรูป   และอนุปาทินนรูป.   จริงอยู่  ขึ้นชื่อว่า  ฟันน้ำนมของพวกเด็ก  ๆ  ย่อมเกิดก่อนทีเดียว   ฟันเหล่านั้นไม่ถาวร   แต่เมื่อฟันเหล่านั้นหักไปแล้ว  ฟันก็จะตั้งขึ้นอีก  ฟัน (แท้)  เหล่านั้นครั้งแรกเป็นสีขาว  ย่อมเป็นสีดำในเวลาถูกลมคือชรากระทบ.    อนึ่ง  ผมครั้งแรกย่อมเป็นสีแดงบ้าง  ย่อมเป็นสีดำบ้าง   ขาวบ้าง.      ส่วนผิวย่อมมีสีแดง     เมื่อบุคคลกำลังเจริญ ๆ     บุคคลขาวก็จะปรากฏเป็นสีขาว    บุคคลดำก็จะปรากฏเป็นสีดำ  แต่เมื่อถูกลมคือชรากระทบแล้ว  ผิวนั้นก็จะจับรอยย่น.    ข้าวกล้าแม้ทั้งหมดในเวลาที่หว่านแล้ว ย่อมงอกเป็นสีขาว  ภายหลังจะเป็นสีเขียว   แต่ในเวลาถูกลมคือชรากระทบแล้วก็เป็นสีเหลือง   จะแสดงแม้ด้วยหน่อมะม่วงก็ควรเหมือนกัน.   
     คำว่า  อยํ  วุจฺจติ  ชรา ( นี้เรียกว่าชรา )  ความว่า  นี้เรากล่าวให้ชื่อว่า  ชรา.  ก็ชรานี้นั้น   ขนฺธปริปากลกฺขณา  มีความแก่ของขันธ์เป็นลักษณะมรณูปนยนรสา    มีการนำเข้าไปหาความตายเป็นกิจ  โยพฺพนวินาสปจฺจุปฏฺฐานา  มีความพินาศแห่งวัยหนุ่มสาวเป็นปัจจุปัฏฐาน.

     พึงทราบอรรถแห่งชราเป็นทุกข์   ก็พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า  พึงทราบอรรถแห่งชราเป็นทุกข์นี้ต่อไป    แม้ชรานี้ตัวเองไม่เป็นทุกข์  แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เป็นทุกข์เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งของทุกข์.        
     ถามว่า   เป็นที่ตั้งของทุกข์ไหน.        
     ตอบว่า   ของทุกข์ในกาย  และทุกข์คือโทมนัส.

 
แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ