Loading...
 3683   ตราบใดที่ยังมีผู้ศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์
Bom
วันที่ 12 พ.ค. 2550
อ่าน 660
 
 

          ตราบใดที่ยังมีผู้ศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์อยู่

ตราบนั้นโลกก็จะไม่ว่างเว้นพระอรหันต์ เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องไหมคับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
werayut.s
วันที่ 16 พ.ค. 2550
 

เนื้อหาจาก  ..

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 167

                                 การอันตรธานของพระศาสนา

          1. เป็นการอันตรธานของอธิคม คือ  เริ่มเสื่อมตั้งแต่ ปฏิสัมภิทาก่อน   แล้วหมด

ผู้ที่มีอภิญญา  ต่อมาจึงถึงการเสื่อมของ วิชชา 3      จนกระทั่งไม่มีพระอรหันต์     พระ

อนาคามี  พระสกทาทาคามี  เหลือแต่พระโสดาบัน  และเมื่อพระโสดาบันองค์สุดท้าย

สิ้นชีวิต   ท่านเรียกว่าอันตรธานแห่งอธิคม

          2. ปฏิปัตติอันตรธาน คือพระภิกษุ ไม่สามารถทำให้ฌานวิปัสสนา  มรรค ผล

นิพพานบังเกิดได้    จึงพากันรักษาเพียงปาริสุทธิศีล         จนในตอนท้ายๆของยุค

รักษาได้เพียงศีลปาราชิกเท่านั้น   เมื่อภิกษุองค์สุดท้าย ที่ยังรักษาศีล อยู่ได้เสียชีวิต

ถือว่าหมดยยุคของ  ปฏิปัตติอันตรธาน

          3. ยุคปัจจุบันนี้   ซึ่งเวลาผ่านมาประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว     ท่านเรียกว่าปริยัตติ

อันตรธานคือยังมี บาลีและอรรถกถาอยู่   แต่ผู้คนศึกษาให้เข้าใจน้อยลงไม่สงเคราะห์

พระภิกษุ ไม่เข้าใจในอรรถ  จำได้แต่บาลี  ต่อมาเริ่มลืมบาลี    พระอภิธรรมถูกลืมก่อน 

เหลือพระสูตรน้อยลงจนเหลือแต่เรื่องราวชาดกเท่านั้น  จนกระทั่งเหลือคาถา 4 บทสุด

ท้าย แล้วก็สิ้นสุดยุคปริยัติติอันตรธาน

          4. ลิงคอันตรธาน   หรืออันตรธานแห่งเพศ   คือ เป็นยุคสมัยที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจ

ธรรมแล้ว   แต่ยังมีภิกษุที่ถือบาตรและภาขณะเที่ยวไป  ไม่มีการนุ่งห่มจีวรให้ถูกต้อง

นานๆเข้า   พระภิกษุเหล่านี้ก็ตัดจีวรให้สั้นเข้าเหมือนชาวบ้าน       และต่อมาก็ใช้ผ้า

กาสายะผูกเข้าที่ข้อมือ    หรือมัดไว้ที่ผมเป็นเครื่องหมายว่าเป็นภิกษุ       พากันมีลูก

เมีย  ทำการงานเหมือนชาวบ้าน   จนกระทั่งไม่เห็นประโยชน์ของการทำเครื่องหมาย

แห่งเพศบรรพชิต  โยนผ้าทิ้งเสียเรียกว่า  สิ้นยุคของลิงคอันตรธาน

          5. ยุคสุดท้ายที่พระพุทธศาสนาจะอยู่ในโลกนี้   ท่านเรียกว่า    ธาตุอันตรธาน  

ท่านอธิบายว่า     เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ที่โพธิบัลลังก์   เรียกว่า  กิเลสปรินิพพาน

เมื่อพระพุทธองค์ดับขันธ์ที่  กรุงกุสินารา  ท่านเรียกว่า  ขันธ์ปรินิพพาน        ต่อมาเมื่อ

ศาสนาเสื่อมลงจนใกล้ครบ 5000 ปีหลังจากนั้น    ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับการสักการะ

ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย   ก็เคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่ ๆ มีการสักการะ

แล้วไปรวมอยู่ที่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว       จากนั้นจะแสดงปาฏิหาริย์     เรียกว่า   ธาตุ

ปรินิพพาน   มีเทวดาในหมื่นจักรวาลมาประชุมกันหมด   มีเปลวเพลิงที่สรีรธาตุ   พลุ่ง

ไปถึงพรหมโลก   หมู่เทพยดาพากันมาสักการะพระสรีรธาตุก็อันตรธานไป   เป็นอันสิ้น

ยุคพระศาสนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
medulla
วันที่ 18 พ.ค. 2550
 

เพราะปัจจุบันไม่มีผู้สนใจศึกษาจริงจังแล้ว      รังเกียจการศึกษาพระธรรมอีกต่างหาก

ขนาดถึงกับกล่าวตู่  ร้อยเรียงใหม่ สนใจแต่คำกวี คำปราชญ์  ต่อว่าพระอภิธรรมซึ่งถือ

เป็นพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า  ก็ดูเอาเถิด    ประโยคที่ท่านยกมา   กล่าวไม่ผิด

เพราะเหตุนี้แหละค่ะ 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
อารายเนี่ย
วันที่ 19 พ.ค. 2550
 

                    มีพระอรหันต์ไหมในยุคปัจจุบัน

   พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

                                    เล่ม ๔ - หน้าที่ 554

                   ข้อความบางตอนจาก อรรถกถาโคตมีสูตร

         ก็คำว่า    วสฺสสหสฺส    นี้   ตรัสโดยมุ่งถึงพระขีณาสพผู้บรรลุ

ปฏิสัมภิทาเท่านั้น    แต่เมื่อกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้น  ๑,๐๐๐   ปี โดยมุ่ง

ถึงพระขีณาสพผู้สุกขวิปัสสก    ๑,๐๐๐   ปี     โดยมุ่งถึงพระอนาคามี 

๑,๐๐๐ โดยมุ่งถึงพระสกทาคามี  ๑,๐๐๐ ปี      โดยมุ่งถึงพระโสดาบัน

ปฏิเวธสัทธรรมถูกดำรงอยู่ได้  ๕,๐๐๐  ปี       โดยอาการดังกล่าวมานี้

แม้พระปริยัติธรรมก็ดำรงอยู่ได้  ๕,๐๐๐  ปีนั้นเหมือนกัน.          เพราะ

เมื่อปริยัติธรรมไม่มี        ปฏิเวธธรรมก็มีไม่ได้         แม้เมื่อปริยัติธรรม

ไม่มี     ปฏิเวธธรรมไม่มี   ก็เมื่อปริยัติธรรมแม้อันตรธานไปแล้ว    เพศ

(แห่งบรรพชิต)   ก็จักแปรเป็นอย่างอื่นไปแล

          หลังพันปีแรก อธิคมยังไม่อันตรธาน แต่เสื่อม  จะอันตรธานเมื่อพระโสดาบันคน

สุดท้ายสิ้นชีวิต อธิคมจึงอันตรธาน


              พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 167

        อธิคมนั้น  เมื่อเสื่อม  ย่อมเสื่อมไปตั้งแต่ปฏิสัมภิทา.      จริงอยู่     นับตั้งแต่พระ

พุทธเจ้าปรินิพพานได้  ๑๐๐๐  ปีเท่านั้น         ภิกษุไม่สามารถจะให้ปฏิสัมภิทาบังเกิด

ได้    ต่อแต่นั้นก็อภิญญา  ๖.   แต่นั้นเมื่อไม่สามารถทำอภิญญาให้บังเกิดได้  ย่อมทำ

วิชชา  ๓  ให้บังเกิด.      ครั้นกาลล่วงไป  ๆ   เมื่อไม่สามารถจะทำวิชชา ๓  ให้บังเกิด  

ก็เป็นพระอรหันต์สุขวิปัสสกโดยอุบายนี้เอง   ก็เป็นพระอนาคามี  พระสกทาคามี  และ

พระโสดาบัน.  เมื่อท่านเหล่านั้นยังทรงชีพอยู่  อธิคมชื่อว่ายังไม่เสื่อม     อธิคมชื่อว่า

ย่อมเสื่อมไป      เพราะความสิ้นไปแห่งชีวิตของพระอริยบุคคลผู้โสดาบันชั้นต่ำสุดดัง

กล่าวนี้    ชื่อว่าอันตรธานแห่งอธิคม.

       พันปีที่สอง ปฏิบัติยังไม่อันตรธาน เพราะยังมีภิกษุที่รักษาศีล มีอยู่ 

       แม้เป็นพันปีที่ 3 ก็มีผู้ที่ได้ วิปัสสนา  จึงชื่อว่า ปฏิบัติยังไม่อันตรธาน ในพันปีที่

สอง

       พันปีที่สาม ปริยัติยังไม่อันตรธาน     ซึ่งปริยัติจะอันตรธาน   ก็เมื่อ พระราชาผู้มี

ศรัทธา ....

                                                  ลองอ่านดูนะ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 168

            บทว่า    ปริยตฺติ   ได้แก่   บาลีพร้อมทั้งอรรถกถาในพุทธพจน์

คือ     พระไตรปิฎก        บาลีนั้นยังคงอยู่เพียงใด       ปริยัติก็ชื่อว่ายัง

บริบูรณ์อยู่เพียงนั้น……………….                เมื่อเวลาล่วงไป ๆ     ปริยัติ

ย่อมเสื่อม         ภิกษุทั้งหลายไม่สามารถจะทรงจำอรรถไว้ได้    ทรงจำ

ไว้ได้แต่พระบาลีเท่านั้น.        แต่นั้นเมื่อกาลล่วงไป     ก็ไม่สามารถจะ

ทรงบาลีไว้ได้ทั้งสิ้น.   อภิธรรมปิฎกย่อมเสื่อมก่อน.   เมื่อเสื่อม  ก็เสื่อม

ตั้งแต่ท้ายมา.   จริงอยู่    ปัฏฐานมหาปกรณ์ย่อมเสื่อมก่อนทีเดียว   เมื่อ

ปัฏฐานมหาปกรณ์เสื่อม    ยมก    กถาวัตถุ     บุคคลบัญญัติ   ธาตุกถา

ธัมมสังคณี   ก็เสื่อม    เมื่ออภิธรรมปิฎก  เสื่อมไปอย่างนี้   สุตตันตปิฎก

ก็เสื่อมตั้งแต่ท้ายมา          อังคุตตรนิกายเสื่อมก่อน     ……………………

ทีฆนิกายเสื่อมตั้งแต่ท้ายมา…..           พระสุตตันตปิฎกชื่อว่าย่อมเสื่อม.    

ทรงไว้เฉพาะชาดกกับวินัยปิฎกเท่านั้น.  ภิกษุผู้เป็นลัชชีเท่านั้นทรงพระ-

วินัยปิฎก.       ส่วนภิกษุผู้หวังในลาภ    คิดว่า    แม้เมื่อกล่าวแต่พระสูตร

ก็ไม่มีผู้จะกำหนดได้     จึงทรงไว้เฉพาะชาดกเท่านั้น.  เมื่อเวลาล่วงไปๆ

แม้แค้ชาดกก็ไม่สามารถจะทรงไว้ได้.   ….

         ภิกษุทั้งหลายย่อมทรงไว้เฉพาะพระวินัยปิฎกเท่านั้น.

         เมื่อกาลล่วงไป ๆ        ก็ไม่สามารถจะทรงไว้ได้แม้แต่พระวินัยปิฎก

แต่นั้นก็เสื่อมตั้งแต่ท้ายมา.      คัมภีร์บริวารเสื่อมก่อน  ต่อแต่นั้น  ขันธกะ

ภิกษุณีวิภังค์    ก็เสื่อม         แต่นั้น     ก็ทรงไว้เพียงอุโปสถขันธกเท่านั้น

ตามลำดับ.      แม้ในกาลนั้น  ปริยัตติก็ชื่อว่ายังไม่เสื่อม  ก็คาถา  ๔  บาท

ยังหมุนเวียนอยู่ในหมู่มนุษย์เพียงใด          ปริยัตติก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธาน

เพียงนั้น.       ในกาลใด    พระราชาผู้มีศรัทธาเลื่อมใสทรงให้ใส่ถุงทรัพย์

หนึ่งแสนลงในผอบทองตั้งบนคอช้าง         แล้วให้ตีกลองร้องประกาศไป

ในพระนครว่า     ชนผู้รู้คาถา   ๔   บท     ที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว   จงถือ

เอาทรัพย์หนึ่งแสนนี้ไป     ก็ไม่ได้คนที่จะรับเอาไป    แม้ด้วยการให้เที่ยว

ตีกลองประกาศคราวเดียว     ย่อมมีผู้ได้ยินบ้าง     ไม่ได้ยินบ้าง     จึงให้

เที่ยวตีกลองประกาศไปถึง  ๓  ครั้ง    ก็ไม่ได้ผู้ที่จะรับเอาไป.    ราชบุรุษ

ทั้งหลาย    จึงให้ขนถุงทรัพย์  ๑๐๐,๐๐๐  นั้น   กลับสู่ราชตระกูลตามเดิม.

ในกาลนั้น   ปริยัตติ   ชื่อว่า  ย่อมเสื่อมไป   ดังว่านี้ ชื่อว่า  การอันตรธาน

แห่งพระปริยัตติ.

            ดังนั้น คาถา 4 บท ยังวนเวียนอยู่ก็ไม่ชื่อว่าอันตรธาน ยุคปัจจุบันจึงยังไม่

อันตรธานของปริยัติ     ปริยัติอันตรธาน เป็นเหตุแห่งการอันตรธานทั้งหมด

            พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 172

                    การอันตรธานแห่งปริยัตินั่นแล   เป็นมูลแห่งอันตรธาน  ๕

             อย่างนี้   ชื่อว่า    อันตรธานมี   ๕    อย่าง คือ  ...

                    อธิคมอันตรธาน         อันตรธานเห่งการบรรลุ   ๑   

                    ปฏิปัตติอันตรธาน      อันตรธานแห่งการปฏิบัติ  ๑

                    ปริยัตติอันตรธาน       อันตรธานแห่งปริยัติ  ๑

                    ลิงคอันตรธาน           อันตรธานแห่งเพศ  ๑

                    ธาตุอันตรธาน            อันตรธานแห่งธาตุ  ๑. 

                                     

                             ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wannee.s
วันที่ 20 พ.ค. 2550
 

       ในศาสนาของพระสมณโคดมพระองค์นี้  ตั้งอยู่ได้  5000  ปี   แล้วค่อย ๆ เสื่อม

ไปตามลำดับค่ะ

ในพันปีแรก      มีการบรรลุ   มรรค  ผล  นิพพาน  

                      เป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา และอภิญญา

ในพันปีที่สอง   มีการบรรลุ  มรรค  ผล  นิพพาน 

                      เป็นพระอรหันต์ที่เป็นสุกขวิปัสสกะ (ไม่ได้ฌาน)

ในพันปีที่สาม   มีการบรรลุ  มรรค  ผล   นิพพาน   เป็นพระอนาคามี

ในพันปีที่สี่       มีการบรรลุ   มรรค  ผล   นิพพาน  เป็นพระสกทาคามี

ในพันปีที่ห้า     มีการบรรลุ   มรรค  ผล  นิพพาน   เป็นพระโสดาบัน

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
สุจิตรา
วันที่ 22 พ.ค. 2550
 

ค่ะ   คำตอบของดิฉันตรงกับความคิดเห็นที่ 4    พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่า    ศาสนา

ของพระพุทธองค์จะคงอยู่ได้น้อย แค่ 5000  ปีเท่านั้น   ก่อนเมื่อศาสนานี้จะหมดจะสิ้น

เมื่อปี 4999 ปี กับ 11 เดือน  22  วัน   พระอัฏฐิฐาติของพระพุทธเจ้าจะเสด็จไปรวมกัน

ด้วยอำนาจอภิญญา   ตามที่พระองค์ได้ทรงอธิษฐานไว้ก่อนแต่ปรินิพพาน      เป็นองค์

พระพุทธเจ้า  เทศน์โปรดสอนเทวดาอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพชณ์ 7 วัน 7 คืน     มีเทวดาได้

ฟังธรรมประมาณ 84,000 องค์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
study
วันที่ 23 พ.ค. 2550
 
เรียนคุณสุจิตรา กรุณาแสดงที่มาด้วยครับว่า ข้อมูลที่นำมาแสดงมาจากไหน
 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
อารายเนี่ย
วันที่ 23 พ.ค. 2550
 

           ...เชิญคลิกอ่าน...

 เรื่อง การอันตรธานของ พระธาตุ

           อันตรธานของพระธาตุ

      ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
แล้วเจอกัน
วันที่ 25 พ.ค. 2550
 

ทุกท่านเป็นสหายธรรม  เป็นเพื่อนร่วมในสังสารวัฏกันทั้งนั้นครับ  ดังนั้น มีอะไรก็แลก

เปลี่ยนกัน  ที่สำคัญ   ก็ต้องพิจารณาเหตุผล และเทียบเคียงกับพระไตรปิฎกที่เป็นคำ

สอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าครับ  สนทนาธรรมกันได้ครับ  เว็ปนี้ต้อนรับทุกท่านเสมอ

ครับ ขออนุโมทนาในกุศลที่สนใจพระธรรม

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
แล้วเจอกัน
วันที่ 25 พ.ค. 2550
 

   เรื่อง การพิจารณาธรรมว่าสิ่งใดถูกต้องเทียบเคียงกับพระธรรมวินัย

...เชิญคลิกอ่าน...

ควรทิ้งคำกล่าวที่ผิดไปจากคำสอนแม้เป็นคำของภิกษุผู้เป็นเถระ
  
 
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
unknown
วันที่ 2 มิ.ย. 2550
 
ถ้ามีแล้วเป็นอย่างไร    ถ้าไม่มีแล้วเป็นอย่างไร

สิ่งสำคัญคือความเห็นถูกที่ควรอบรมให้มากขึ้น

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top