น้ำปานะ คือ อะไร น้ำถั่วเหลือง เป็นน้ำปานะหรือไม่
 
kan_abc
วันที่  24 เม.ย. 2550
หัวข้อหมายเลข  3548
อ่าน  33,612

ไมโล น้ำนมถั่วเหลือง  ถือเป็นน้ำปานะ หรือไม่  ขอขอบพระคุณ

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
study
วันที่ 25 เม.ย. 2550

น้ำปานะ  คือน้ำผลไม้ที่ทรงอนุญาตไว้  มี ๘ ชนิด และอื่นๆ  ตามสมควร   เมื่อคั้นเอาเฉพาะน้ำกรองไม่ให้มีกาก  พระภิกษุรับประเคนแล้วฉันได้ตลอดวันและคืนหนึ่ง  ส่วนน้ำนมสด น้ำนมถั่วเหลือง ไมโล  เป็นอาหาร (โภชนะ) ไม่ใช่น้ำปานะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
study
วันที่ 25 เม.ย. 2550

เชิญคลิกอ่านได้ที่     น้ำอัฎฐบาน

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
kan_abc
วันที่ 25 เม.ย. 2550

ผู้ถือ ศีล ๘  ก็ดื่มน้ำถั่วเหลืองไม่ได้เช่นกัน จริงหรือไม่   ขอขอบพระคุณ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
study
วันที่ 25 เม.ย. 2550

ผู้ที่รักษาศีล ๘   หรือศีล ๑๐   ของสามเณร และพระภิกษุ  ในเวลาวิกาลดื่ม น้ำนมถั่วเหลืองไม่ได้ ถ้าดื่มเมื่อไหร่ ศีลข้อที่ ๖ วิกาลโภชณาขาด  ส่วนพระภิกษุดื่มต้องอาบัติ  ปาจิตตีย์ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
reflect
วันที่ 25 เม.ย. 2550

ชา กาแฟ ที่ไม่ใส่นม  จัดว่าเป็นปานะหรือโภชนะ?

ขอขอบพระคุณ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 25 เม.ย. 2550

น้ำที่คั้นจากผลไม้สดและน้ำอ้อย  เป็นน้ำปานะ  ชาและกาแฟ ไม่ใช่น้ำปานะค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
natnicha
วันที่ 29 เม.ย. 2550

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ICE.TU
วันที่ 4 พ.ค. 2550

ขอบพระคุณด้วยครับ เข้าใจมากขึ้นแล้วครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Guest
วันที่ 26 ก.ย. 2550

กระทิงแดง ลิโพ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง เป๊ปซี่  กาแฟดำไม่ใส่นม,น้ำชากินได้ไหมครับ  เพราะเห็นคนที่ถือศีลอุโบสถ  เขากินกันและบอกกินได้  ขอความกระจ่างจากผู้รู้ด้วยครับ

2.น้ำปานะ ที่เป็นผลไม้ คือไม่ใหญ่กว่าผลมะตูมและไม่มีกากใช่ไหมครับ

ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 26 ก.ย. 2550

1.  กระทิงแดง  ลิโพ  เป๊ปซี่  กาแฟ  ถ้ารักษาศีล 8  กินไม่ได้ค่ะ 

2.  น้ำปานะที่ไม่ใหญ่กว่าผลมะตูม  นำมาคั้นแล้วก็ต้องกรองด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
คุณ
วันที่ 12 ก.พ. 2553 13:06 น.

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
dhammanath
วันที่ 14 มิ.ย. 2553 05:04 น.

น้ำนมถั่วเหลือง ไม่จัดเป็นน้ำปานะ  เพราะเหตุผลอะไรครับผม  ถ้าน้ำนมถั่วเหลืองไม่ควร  กาแฟก็ไม่ควรด้วยหรือเปล่า ?  เพราะได้ทราบว่า กาแฟนั้นเมล็ดใหญ่กว่าถั่วเป็นไหนๆ

ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
dhammanath
วันที่ 14 มิ.ย. 2553 05:09 น.

คุณวรรณีครับ

คุณว่า  ชาและกาแฟไม่ใช่น้ำปานะ  อยากถามว่าแล้วฉันในเวลาวิกาลได้ไหม ?

ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
dhammanath
วันที่ 14 มิ.ย. 2553 05:12 น.

ถามความเห็นที่ ๑๐

เพราะอะไรกระทิงแดง ลิโพ เป๊ปซี่ กาแฟ ผู้รักษาศีล ๘ จึงดื่มไม่ได้ครับ?

ขอบคุณครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
MUTITA
วันที่ 12 ต.ค. 2553 13:24 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
Komsan
วันที่ 21 พ.ค. 2555 13:49 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
kantiyakorn
วันที่ 12 มี.ค. 2556 13:22 น.

น้ำเปล่า  จัดว่าเป็นน้ำปานะหรือไม่

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
paderm
paderm
วันที่ 16 มี.ค. 2556 13:40 น.

ไม่เป็นครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
ศรพ
วันที่ 28 มี.ค. 2556 13:33 น.

รวบรวมมาครับ...

ความคิดเห็นที่ 1. จาก www.banduangdham.com

โพสท์โดย morphines

น้ำปานะที่หลายๆ คนยังไม่รู้

« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2012, 12:01:53 PM »
 

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าพระภิกษุสงฆ์ห้ามฉันท์อาหารที่ต้องเคี้ยวเมื่อเลยเวลาเที่ยง
แต่นอกเหนือจากนั้น พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันท์น้ำได้ 8 อย่างเท่านั้น เรียกว่าน้ำปานะ ซึ่งจะต้องคั้นน้ำและกรองเพื่อไม่ให้มีกากอีกด้วย ได้แก่

1.  อัมพะปานะ     น้ำมะม่วง           
2.  ชัมพุปานะ      น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า 
3.  โจจะปานะ      น้ำกล้วยมีเมล็ด
4.  โมจะปานะ      น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด
5.  มะธุกะปานะ    น้ำมะทรางต้องเจือด้วยน้ำจึงควร
6.  มุททิกะปานะ   น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น
7.  สาลุกะปานะ    น้ำเหง้าบัว
8.  ผารุสะกะปานะ น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่
 
นอกจากน้ำปานะ 8 อย่างนี้แล้ว ท่านยังอนุญาตและอนุโลมน้ำบางประเภทไว้อีกเรียกว่า กัปปิยปานะอนุโลม คือน้ำปานะที่สมควร  ซึ่งฉันได้โดยไม่เป็นอาบัติในเวลาวิกาล
ได้แก่น้ำปานะแห่งผลไม้เล็ก  เช่น ลูกหวาย มะขาม  มะงั่ว มะขวิด สะคร้อ และเล็บเหยี่ยว เป็นต้น แต่ในปัจจุบัน น้ำขิง หรือน้ำมะตูม ก็พอจะอนุโลมให้เป็นน้ำปานะได้
 
น้ำที่ไม่ทรงอนุญาตหรือเครื่องดื่มที่ไม่พึงดื่ม  คือน้ำปานะที่ไม่สมควร
ภิกษุดื่มในเวลาวิกาลไม่ได้ ถ้าดื่มต้องอาบัติปาจิตตย์ ได้แก่
 
-  น้ำแห่งธัญชาติ (ข้าว)  ๗ ชนิด คือ ข้าวสาลี  ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน
   ข้าวฟ่าง ลูกเดือย และหญ้ากับแก้
 
-  น้ำแห่งมหาผล  (ผลไม้ใหญ่ ) ๙ ชนิด  คือ ผลตาล  มะพร้าว  ขนุน สาเก  น้ำเต้า
   ฟักเขียว แตงไท  แตงโม และฟักทอง
 
-  น้ำแห่งอปรัณณชาติ  ได้แก่ ถั่วชนิดต่าง ๆ  มีถั่วเหลือ  ถั่วเขียว  ถั่วดำ และงา เป็นต้น แม้นจะต้มจะกรอง ทำเป็นเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ก็ย่อมเป็นอาบัติปาจิตตีย์
 
-  นม  ท่านจัดเป็นอาหารอันประณีต ภิกษุสามเณรไม่พึงฉันยามวิกาล แม้นจะผสมกับ
   เครื่องดื่มต่างๆ ก็ไม่ควร หากฉันก็ย่อมต้องอาบัติปาจิตตีย์
 
-  ชา กาแฟ โอวัลติน ไมโล โอเลี้ยง น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ก็ไม่ถือว่าเป็นน้ำปานะ
   หากฉันก็ย่อมต้องอาบัติปาจิตตีย์

 ***********************************************************
 
ความคิดเห็นที่ 2. จาก www.watpaknam.org
 
เรื่องของน้ำปานะ   
น้ำปานะ คือ เครื่องดื่ม ที่คั้นจากลูกไม้ หรือ น้ำคั้นผลไม้ ท่านจัดเป็น "ยามกาลิก" คือ ของที่ร้บประเคนไว้แล้ว ฉันได้วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ถือเอาใจความง่าย ๆ ก็คือ ของที่ฉันได้หลังเที่ยงไปแล้วนั่นเอง หรือ ฉันได้ทั้งวันทั้งคืนก่อนรุ่งอรุณ

ในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องน้ำปานะ ก่อความกังวลใจให้แก่ชาวพุทธพอสมควร เพราะมีเครื่องดื่มเกิดขึ้นมากมายล้วนแต่ไม่มีในสมัยพุทธกาล แต่เราก็อาศัยเปรียบเทียบเอาจากมหาปเทศฝ่ายพระวินัยได้
แต่ถึงอย่างนั้น ในวงพระเองก็ยังมีการตีความไม่ตรงกัน เช่น นมสด พระฝ่ายมหานิกายก็ว่าฉันได้ แต่พระฝ่ายธรรมยุตว่าฉันไม่ได้ แต่ก็ฉันเนยแข็งที่ทำจากนมสดได้มันก็ชอบกลอยู่

ผู้ที่เป็นต้นบัญญัติ ให้เกิดมีการดื่มน้ำปานะขึ้นเป็นท่านแรก ก็คือ 
เกณยชฎิล ปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก พระวินัย เล่มที่ 5 ข้อที่ 86 ในที่นั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงน้ำปานะ หรือน้ำอัฏฐบานไว้ 8 อย่าง ดังนั้น
 
1. น้ำมะม่วง
2. น้ำลูกหว้า
3. น้ำกล้วยมีเมล็ด
4. น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด
5. น้ำมะทราง
6. น้ำลูกจันทน์หรือน้ำองุ่น
7. น้ำเง่าบัว
8. น้ำมะปรางหรือน้ำลิ้นจี่
ถ้านับเรียงชนิดก็เป็น 10 ชนิด แต่จริง ๆ แล้วมีมากกว่านี้แยะ เพราะทรงอนุญาตเพิ่มเติมไว้อีก ดังนี้
ทรงอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก
ทรงอนุญาตน้ำดอกไม้ทุกชนิด เว้นน้ำดอกมะทราง
ทรงอนุญาตน้ำอ้อยสด ถ้าจะพิจารณากันตามพระพุทธานุญาตในตอนท้ายนี้แล้ว ก็น่าจะตีความได้กว้างขวางมาก กล่าวคือ ถ้าเว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือกและน้ำดอกมะทรางแล้ว อย่างอื่น ๆ ก็น่าจะฉันได้หมด

ที่มีปัญหามากก็เรื่องนมสดและน้ำเต้าหู้ ที่ทำจากเมล็ดถั่วเหลือง น้ำถั่วเหลืองนี้ แม้ในฝ่ายพระมหานิกายบางพวกก็ไม่ฉัน และผู้ที่ตีความค่อนข้างเคร่งก็เป็นพระฝ่ายปฏิบัติ หรือพระกรรมฐาน ส่วนพระตามวัดทั่วไป ท่านก็ฉันได้ทุกอย่าง ขอให้โยมเอามาประเคนเถอะ แม้แต่นมข้น (มีแป้งผสมอยู่ด้วย) ชงโอวัลตินหรือไมโล ท่านก็ไม่รังเกียจ

ก่อนที่จะคุยกันเกี่ยวกับน้ำปานะต่อไป ควรจะมาดูหลักฐานกันก่อน ว่าเรื่องน้ำปานะนี้ มีหลักฐานในที่ใดบ้าง ? ที่ยกมาข้างต้นนี้ เป็นพระพุทธบัญญัติจากพระวินัย แต่ยังมีหลักฐานในพระสูตรอีกแห่งหนึ่ง คือเล่มที่ 29 ข้อ 7 ดังนี้
 
1. น้ำผลสะคร้อ
2. น้ำผลเล็บเหยี่ยว
3. น้ำผลพุทรา
4. น้ำมัน (งา)
5. น้ำเปรียง
6. น้ำข้าวยาคู (รสเปรี้ยว)
7. น้ำนม
8. น้ำปานะที่ทำด้วยรส (ผักหรือผักดอง)
 

จากมังคลัตถทีปนี (แปล) เล่ม 3 ข้อ 8 ดังนี้
 
1. น้ำผลเล็บเหยี่ยว
2. น้ำผลพุทราเล็ก
3. น้ำผลพุทราใหญ่
4. น้ำเปรียง
5. น้ำมัน
6. น้ำนม
7. น้ำยาคู
8. น้ำรส

ข้อที่ควรคิด ก็คือ คำว่า น้ำนม หรือ นมสด จะเป็นนมสดจากเต้า หรือจากกล่องก็ตาม พระเณรหรือผู้ถืออุโบสถ ฉันหรือดื่มหลังเที่ยงได้หรือไม่ ?

ผู้เขียนเคยถามอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก และอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ท่านว่าฉันได้ ถ้าใครว่าฉันไม่ได้ ให้ลองถามท่านผู้รู้ดูทีหรือว่า คำว่า ปโยปานัง แปลว่าอะไร? ศัพท์ที่ว่า ปย หรือ ปโยปานํ ท่านแปลว่า น้ำนม ถ้าไม่ใช่นมสดแล้วจะเป็นนมอะไร ? ที่ควรพิจารณาก็คือมีหลักฐานในที่ 2 แห่ง คือ ทั้งในพระไตรปิฎก และในมงคลทีปนี ดังที่บอกไว้แล้ว เดิมที่ผู้เขียนก็ไม่ฉันนมสด เพราะเหตุว่าไม่พบหลักฐาน แต่เมื่อเห็นว่ามีหลักฐานบ่งไว้ชัด ๆ ก็เลยฉันมาตลอด  แต่ ที่น่ารังเกียจก็คือ นมข้นหรือหางน้ำนม ซึ่งมีแป้งผสมอยู่ด้วย และไมโลหรือโอวัลติน ซึ่งมีไข่ผสมอยู่ด้วยกับน้ำเต้าหู้ ซึ่งบางท่านว่าฉันไม่ได้

ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องดื่มออกมาใหม่ ๆ แปลก ๆ แยะ ถ้าเราไม่รู้จริงในส่วนผสม หรือในพระวินัย ก็ไม่ควรจะดื่ม ถ้าเกิดมีการหิวกระหาย ก็ยังมีทางบรรเทาได้ เช่น น้ำตาล เป็นต้น แก้หิวได้ดีนัก  การอ้างเพียงแต่ว่า องค์โน้นท่านยังฉันได้ สำนักนี้ก็ฉันได้ ไม่ควรนำมาใช้ เพราะจะเกิดค่านิยมทำตาม ๆ กันไป แล้วแก้ภายหลังยาก เพราะความเคยชิน ควรจะคำนึงถึงพุทธบัญญัติเป็นหลัก

พระพุทธองค์ทรงทราบดี ว่าการทรมานร่างกายเกินไปหรือการบำรุงจนเกินไป จะเป็นผลเสียทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต การเดินสายกลาง คือไม่ตึงนักและไม่หย่อนนักย่อมจะสำเร็จประโยชน์ได้เร็วกว่า
ถ้าเกิดว่า มีความสงสัยในข้อใดหรืออะไร ? เราควรจะศึกษา หรือสอบถามท่านผู้รู้ก่อน ยึดหลักฐานจากพระไตรปิฎกไว้ก่อนเป็นดีที่สุด จะได้ไม่ก่อปัญหา หรือความขัดแย้งตามมาในภายหลัง ข้อน่าสังเกต ก่อนจบบทความนี้ ผู้เขียนใคร่ขอฝากความเห็นเกี่ยวกับพระวินัย และการตีความไว้สักเล็กน้อยว่า  
เป้าหมายหลักในการบัญญัติพระวินัยของพระพุทธองค์นั้น ผู้เขียนจับพระพุทธประสงค์ได้ว่า ทรงมุ่งเป้าไว้ 3 จุดใหญ่ คือ

1. เพื่อมิให้ชาวบ้านรังเกียจ หรือติเตียนพระเป็นใหญ่
2. เพื่อให้พระเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้าน
3. เพื่อมิให้เกิดการขัดแย้งกันเองภายในหมู่สงฆ์

ในข้อหนึ่ง เราจะเห็นตัวอย่างในสมัยพุทธกาลมากมาย ที่พระทำอะไรแล้วชาวบ้านไม่รังเกียจ พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงบัญญัติเป็นข้อห้าม แต่ถ้าสิ่งใดชาวบ้านตำหนิแล้วก็จะทรงบัญญัติห้ามในทันที

ในข้อสอง พระต้องพึ่งชาวบ้าน ต้องฝากปากท้องเขาอยู่ ถ้าเขาไม่เลื่อมใสในสิ่งใด ? พระไปทำเข้าก็เกิดปัญหา เขาไม่ศรัทธา พระก็อดตายแน่

ในข้อสาม ความสามัคคีในหมู่สงฆ์ เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงปรารถนายิ่งนัก เพราะถ้าภายในสงฆ์แตกกันเสียแล้ว ศาสนาก็อยู่ไม่ได้ ในอดีตที่ผ่านมา ความแตกสามัคคีในหมู่สงฆ์ ส่วนมากจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แล้วกลายมาเป็นการแยกพวกแยกหมู่กัน เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ทางที่ดีและถูกต้องนั้น ถ้าเรายังไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เราทำแล้วหรือยังไม่ทำก็ตาม ถ้าไม่แน่ใจ่ว่าจะถูก ก็ควรค้นดูหลักฐานพระพุทธบัญญัติก่อน ถ้าหาไม่พบหรือไม่แน่ใจ ก็ควรที่จะสอบถามท่านผู้รู้ การที่เราไม่รู้ และขืนทำไปก่อนนั้น ย่อมจะเกิดผลเสียอย่างน้อย 2 ประการ คือ

1. ทำให้ท่านผู้รู้รังเกียจ และดูหมิ่นเอาได้ ว่าเราไม่มีความรู้ เมื่อไม่รู้แล้ว ก็ไม่ยอมศึกษาหรือสอบถามอีกด้วย เป็นเหตุให้บัณฑิตไม่อยากคบหาเรา

2. มักจะเกิดการเคยตัว และเคยชินจนติดเป็นนิสัย แม้จะรู้ว่าผิดในภายหลังก็แก้ยาก เพราะการตามใจกิเลสตัณหานั้น มีแต่จะพอกพูนยิ่งขึ้น ได้ที่จะเบาบาง หรือหมดไปนั้น อย่าคิดเลย
ดังนั้น ทางที่ดีและถูกต้องในการบวช ควรจะตั้งเป้าไว้ที่การศึกษาก่อนอื่นใด คือก่อนที่จะลงมือปฏิบัติทางจิต เพราะถ้าบวชแล้วไปปฏิบัติในทันที มันจะเบื่อการเรียนหรือบางทีก็นึกรังเกียจพวกที่เรียนปริยัติ หาว่าเป็นพวกในลานเปล่า
แน่นอน, ถ้าเรียนรู้แล้วไม่ปฏิบัติ มันก็เป็นพวกใบลานเปล่าแน่ และในทำนองเดียวกัน การปฏิบัติโดยไม่เรียน มันก็มีผลเสียอย่างน้อย 2 อย่าง คือ อาจทำให้หลงผิด หรือปฏิบัติผิด เมื่อปฏิบัติผิดมรรคผลก็ไม่เกิด และอาจทำให้ล่าช้า หรือติดอาจารย์ได้ง่าย คือติดในทางผิดๆ แต่ถ้าเรายึดพระพุทธพจน์ พระไตรปิฎกไว้ก่อน โอกาสที่จะเสี่ยงหรือผิด ก็เป็นไปได้ยาก หรือไม่มีเลย เพราะพระไตรปิฎกผ่านการกลั่นกรองมามาก และเป็นที่รับรองกันทั่วโลก.
ข้อมูล: หนังสือ "พระไตรปิฎก ฉบับเก็บตก" จัดทำโดย ท่านธรรมรักษา
 
 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 7 มี.ค. 2559 13:59 น.

เป็นหัวข้อที่ควรศึกษาอย่างละเอียด ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
สุณี
วันที่ 15 พ.ค. 2559 14:40 น.

เป็นหัวข้อที่ควรศึกษาอย่างละเอียด ขออนุโมทนาค่ะ  

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
thanee nakornvac
thanee nakornvac
วันที่ 15 พ.ค. 2559 20:03 น.

   อนุโมทนา สาธุ...

 
แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ