Print 
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๕๕
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  10 มิ.ย. 2561
หมายเลข  29806
อ่าน  553

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๕๕

~พาลที่ร้ายกาจที่สุดคือความเห็นผิด เพราะเหตุว่าคำพูดทุกคำเป็นคำเท็จ ไม่ใช่คำจริง 

~อาจหาญที่จะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดแล้วทิ้งส่วนที่ผิดทันที เพราะเหตุว่าถ้าไม่ทิ้งทันทีโอกาสที่จะเสพคุ้น(กับสิ่งที่ผิด)ย่อมเพิ่มขึ้นแล้วก็ยิ่งละลำบากมากขึ้น 

~ใครจะเป็นอย่างไร มีความคิดเห็นอย่างไรกระทำทุจริตแค่ไหนระดับไหน ใจของเราไม่ขุ่นข้อง แต่ถ้าใจเราขุ่นข้อง ขณะนั้นก็เป็นพาลอีกเหมือนกัน เรานั่นแหละที่เป็นพาล  

~บัณฑิตที่แท้จริงที่ประเสริฐที่สุดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสาวกทั้งหลายผู้ศึกษาธรรมด้วยความตรง ด้วยความจริงใจ ก็เป็นผู้ที่เป็นบัณฑิต ควรแก่การคบ เพราะเหตุว่านำมาซึ่งประโยชน์

~ต้องเข้าใจ ว่าอะไรถูกอะไรผิดแล้วกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูก  ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกแล้วกลัวอะไร เพราะถูกต้อง แต่ถ้าผิดก็รีบแก้ไขเสีย เลิกเสีย เปลี่ยนเสีย หันกลับมาเป็นผู้ที่ตื่น ศึกษาธรรม เข้าใจธรรม  แล้วก็รักษาพระศาสนาได้   โดยการที่เข้าใจทั้งพระธรรมและพระวินัย

~น่าที่จะพิจารณาชีวิตของแต่ละท่านจริงๆ ให้เป็นผู้ที่สะอาด ให้เป็นผู้ที่มีกายสุจริต พร้อมกันนั้นก็เป็นผู้ที่ตรง ที่จะรู้สภาพธรรมที่สะสมมาในสังสารวัฏฎ์ที่ทำให้เป็นบุคคลต่างๆกัน นอกจากจะเห็นว่าเป็นโทษ เห็นว่าเป็นภัยแล้ว ก็ควรที่จะมีความประสงค์ มีหิริ มีความละอายเกิดขึ้น ที่จะขัดเกลาละคลายอกุศลแต่ละอย่างนั้นให้เบาบาง อย่าเห็นว่าไม่เป็นโทษไม่เป็นภัย เพราะเหตุว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่มีวันที่จะตั้งต้นที่จะคลายอกุศลทั้งหลายได้

~จะต้องเป็นผู้ที่มีกุศลจิต ที่ใคร่ที่จะขัดเกลาอกุศลนั้นๆ ซึ่งเป็นการยากถ้าได้สะสมมาในสังสารวัฏฎ์แสนนาน แล้วก็จะให้หมดสิ้นไปในวันเดียว ๒ วัน เดือนหนึ่ง ชาติหนึ่ง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเกิดหิริ ความละอายขึ้น แล้วเห็นว่าเป็นอกุศล แล้วก็รู้ว่า อกุศลที่ได้สะสมมา ไม่ได้หมดไปโดยเร็วแน่ แต่ว่าย่อมหมดได้ ถ้ามีความเพียร และมีกุศลเจตนาจริงๆที่จะขัดเกลา แต่ว่าต้องเกิดหิริโอตตัปปะก่อน มิฉะนั้นก็จะไม่เห็นว่า อกุศลต่างๆเหล่านั้นเป็นโทษเป็นภัย

~จิตใจของเราเศร้าหมอง  ไม่สะอาด สกปรก เต็มไปด้วยอกุศล

~พระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่ที่วัดวาอาราม ไม่ได้อยู่ที่สิ่งก่อสร้างใดๆ  แต่อยู่ที่ความเข้าใจของพุทธบริษัท  ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม   ธรรมก็ลบเลือนแล้ว  เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้  จะถามว่า พระพุทธศาสนา อันตรธาน (ลบเลือน หายไป) หรือยัง?  อันตรธานจากผู้ไม่ฟังพระธรรม    เมื่อไหร่ที่ไม่มีการฟังพระธรรม    ก็ไม่มีผู้ใดเลยที่จะเป็นชาวพุทธที่แท้จริง

~คำพูดไม่ดี  มีใครอยากฟังบ้าง?  ไม่มีใครอยากฟัง

~ถ้าเสียสละไม่ได้  ก็ทำความดีไม่ได้

~ถ้าเข้าใจผิด ก็พูดผิด     ถ้าเข้าใจถูก ก็พูดถูก

~ทำไปด้วยความไม่รู้  ไม่มีทางที่จะรู้ได้  เพราะไม่รู้

~ผู้หลงงมงาย จะเป็นชาวพุทธไม่ได้  ชาวพุทธต้องรู้ความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

~เมื่อมีความเข้าใจถูก ก็สามารถรู้ว่า สิ่งใดเป็นอกุศล สิ่งที่ไม่ดี และธรรมที่ตรงกันข้าม คือ ความดีนั้น คืออะไร ถ้ามีปัญญาเหมือนแสงสว่างก็จะนำไปสู่ทางของกุศล ห่างไกลจากอกุศลซึ่งเคยมีมากมาย แต่ว่าห่างทันทีไม่ได้เลย ค่อยๆ เป็นไปตามความเข้าใจ

~เมตตาคือความหวังดี ความเป็นมิตร ไม่เลือกด้วย ไม่ว่ากับใคร พร้อมที่จะเกื้อกูล ถ้ามีโอกาสที่จะช่วยเหลือหรือทำอะไรได้ นี่คือความเป็นมิตร

~มีทางที่จะพิจารณาเพื่อที่จะให้เกิดขันติ (ความอดทน) และเป็นกุศลเพิ่มขึ้น ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำความเสียหาย ความเดือดร้อนให้ การกระทำของเขานั้นๆ ก็ดับไปในที่นั้นๆ ทำไมเราถึงจะยังโกรธต่อ ในเมื่อการกระทำนั้นหมดแล้ว จบแล้ว ดับแล้ว ขณะนี้เขาไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว แต่ยังอุตส่าห์ไปคิดถึงเรื่องเก่าที่เขาทำ เพื่อที่จะให้ตนเองโกรธต่อไปอีก

~ใครที่มักโกรธในชาตินี้ ให้ทราบว่าชาติก่อนๆก็ต้องมักโกรธ แล้วถ้าชาตินี้ยังมักโกรธอย่างชาตินี้ต่อไปอีก ก็ให้นึกถึงภาพชาติหน้าได้ว่าจะเป็นอย่างไร อยากจะเป็นอย่างนั้นต่อไป หรือว่าอยากเป็นอย่างอื่น ที่ไม่ใช่อย่างนี้ ถ้าอยากจะเป็นอย่างอื่น ก็ต้องเริ่มสะสมทางฝ่ายกุศลไว้เสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้

~ผู้ที่พร้อมจะให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น เมื่อเห็น เมื่อรู้ความต้องการของบุคคลอื่น ก็เป็นผู้ละเอียดในการเจริญกุศล เพราะรู้ความจำเป็นแล้วมีจิตกรุณาเกิดขึ้น ไม่ต้องรอให้เขาขอ ก็ให้

~ฟังธรรม ประโยชน์ คือ ได้รู้ว่าความจริงคืออะไร อะไรถูกอะไรผิด เพราะฉะนั้น
ไม่ว่าจะเคยได้ยินได้ฟังอะไรมามากสักเท่าไหร่  แต่ถ้าได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง ก็สามารถที่จะรู้ว่า อะไรผิด  แต่ถ้ายังไม่ได้ฟังสิ่งที่ถูกเลย  ก็เชื่อว่าสิ่งที่ผิดๆนั่นแหละถูก  จนกว่าจะได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง   เมื่อพิจารณาเห็นความจริง เห็นความถูกต้อง  ก็สามารถที่จะละความเห็นผิดได้ ถ้าเป็นผู้ที่ตรง

~คนที่ไม่รู้เขาทำชั่ว   แต่คนที่รู้เขาไม่ทำ  เพราะรู้ว่าความชั่วเป็นโทษทั้งกับตนเองและคนอื่น  นำมาซึ่งทุกข์โทษภัยต่างๆ  ซึ่งผู้ที่ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่ง  ซึ่งถ้ารู้จริงๆอย่างนี้ คนรู้ไม่ทำชั่ว      เพราะฉะนั้น ถ้าทุกคน เข้าใจถูกต้อง  โลกนี้ก็เป็นโลกที่ไม่เดือดร้อน  ไม่มีการฆ่ากันไม่มีการประทุษร้ายเบียดเบียนกัน   เป็นโลกที่อยู่ด้วยกันด้วยความสงบ
และถ้ามีปัญญายิ่งขึ้น  โลกนี้ก็ยิ่งสงบมากขึ้น

~ทำความดี คือ ฟังพระธรรมให้เข้าใจ   ไม่ใช่ชวนกันไปพูดคำที่ไม่รู้จัก

~พูดคำที่ไม่รู้จักแล้วจะเป็นมงคล นั่น ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน

~ทุกคนที่เห็นประโยชน์ในการที่จะได้เข้าใจธรรมและจะดำรงรักษาพระพุทธศาสนา สำหรับคฤหัสถ์เราก็ทำหน้าที่ของเรา คือ ศึกษาธรรมแล้วก็เผยแพร่ให้เข้าใจถูกต้องว่า พระธรรมคืออย่างไร พระวินัยคืออย่างไร ส่วนผู้ที่มีหน้าที่ทางกฎหมายหรือทางอื่นก็ทำหน้าที่ของเขา  แต่สำหรับเราก็มีหน้าที่ที่จะให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งทุกคนก็สามารถที่จะรับฟังได้ พิจารณาได้ และ ร่วมกันที่จะทำกุศล ที่จะรักษาพระพุทธศาสนาต่อไปได้ 

~ก่อนจะละจากโลกนี้ไป  สิ่งที่มีค่าที่สุด คือ ได้เข้าใจความจริง

~เป็นคนดี เพราะรู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูกอะไรผิด ปัญญานำไปในกิจทั้งปวง(ที่เป็นความดี) ปัญญาถือเอาเฉพาะสิ่งที่ควร ทิ้งสิ่งที่ไม่ควร

~ถ้าไม่มีพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษา ไม่มีทางที่จะมีความเห็นถูกต้องเกิดขึ้นได้เลย เมื่อไม่รู้ ก็มีความเห็นผิด

~พระภิกษุเป็นผู้ที่สงบ เป็นผู้ที่สละ  ผู้ที่ละชีวิตของคฤหัสถ์เพราะเห็นภัยในสังสารวัฏฏ์และเป็นผู้ที่สงบจากกิเลส เพราะฉะนั้น ขณะที่ทำสิ่งที่คนอื่นหัวเราะชอบใจเหมือนจำอวด  ขณะนั้นไม่ใช่พระภิกษุ เพราะไม่ใช่ผู้สงบ

~เมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้ว  ก็ต้องศึกษาพระธรรมและประพฤติตามพระวินัย

~เพราะไม่รู้คุณของพระพุทธศาสนา ก็จะทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การกล่าวถึงคำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำ  หวังดี เกื้อกูล เป็นประโยชน์
ให้คนฟังได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง  เพราะฉะนั้น  กัลยาณมิตรสูงสุด ก็คือ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทุกคำจริง ไม่ได้หวังให้ใครเข้าใจผิด  ทรงแสดงธรรมโดยนัยต่างๆ มากมาย หลากหลาย โดยประการทั้งปวง  ที่จะทำให้ค่อยๆเข้าใจขึ้น

~พระพุทธศาสนา คือ คำสอน ซึ่งเป็นคำสอนของพุทธะ คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ได้เข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่มีทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แล้วจะเป็นชาวพุทธหรือ? ก็เป็นชาวพุทธที่ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา

~ได้ฟังข่าวเรื่องราวของการประพฤติทุจริต ประพฤติผิดต่างๆ รู้เลยว่าไม่มีปัญญา เพราะถ้ามีปัญญาจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ทำให้เกิดปัญญาความเข้าใจที่ถูกต้อง.

ขอเชิญคลิกฟังบางช่วงบางตอนการสนทนาได้ที่นี่ ครับ 
ในหัวข้อ "พระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก"

พระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๕๔



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 10 มิ.ย. 2561 19:56 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 10 มิ.ย. 2561 20:40 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
peem
วันที่ 10 มิ.ย. 2561 22:02 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 11 มิ.ย. 2561 06:15 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
jaturong
วันที่ 11 มิ.ย. 2561 09:30 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 11 มิ.ย. 2561 10:02 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
thilda
thilda
วันที่ 11 มิ.ย. 2561 18:15 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
panasda
วันที่ 12 มิ.ย. 2561 11:15 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
kullawat
วันที่ 18 มิ.ย. 2561 08:01 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 20 มิ.ย. 2561 18:21 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ