Print 
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๕๑
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  13 พ.ค. 2561
หมายเลข  29730
อ่าน  719

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๕๑


~ไม่รู้อะไร แล้วไปทำ  จะถูกได้อย่างไร   ต้องเป็นผู้ตรง

~ขณะใดที่รู้สึกรังเกียจและละอายในการที่จะเป็นอกุศล ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของหิริเจตสิก(ความละอายต่ออกุศล)

~เมื่อทราบว่าบุคคลอื่นทำกุศล ควรที่จะอนุโมทนา(ชื่นชมยินดีในความดีของคนอื่น)

~ถ้าได้พูดถึงอกุศลของตัวเองบ้างหรือบ่อยๆ และรับความจริงว่าเป็นอกุศลที่จะต้องขัดเกลา ก็ย่อมจะทำให้ขัดเกลาได้ง่ายขึ้น

~ความไม่รู้มีมาก จึงทำให้มีอกุศลมาก

~ขณะใดที่อกุศลจิตเกิด ขณะนั้นไม่มีหิริโอตตัปปะ คือ ไม่เห็นว่าอกุศลจิตในขณะนั้นน่ารังเกียจ

~กิเลสมากมาย เหนียวแน่น หนาแน่น และติดแน่นอยู่ในจิต ที่จะเอาออกไปได้ไม่ใช่วิสัยของอกุศล แต่ต้องเป็นปัญญาที่มีความเข้าใจถูกต้อง และอบรมคุณความดีทุกอย่าง

~ความดีง่ายๆ ทำไม่ยาก ก็คือฟังพระธรรม ยากไหม? ฟังดนตรีก็เคยฟัง ฟังอย่างอื่นก็เคยฟัง แต่ความดีที่ไม่ต้องเสียเวลาไปทำให้เหนื่อยยากเลย แค่ฟังแล้วก็เข้าใจ แต่สำหรับผู้ที่ไม่เห็นประโยชน์หรือไม่ได้สะสมมา ก็เป็นการยาก เพราะฉะนั้น จากคนที่ไม่มีศรัทธาแล้วก็ไม่ฟัง ก็ควรที่จะสะสมศรัทธาที่เห็นประโยชน์ของการฟัง เพื่อที่จะได้ไม่ขาดการฟัง ความดีทำง่ายมาก แค่ฟังแล้วก็สะสม แล้วเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญาด้วย

~ปัญญาอยู่ในจิต ไม่ออกไปไหนเลย ฟ้าผ่าไม่ได้ ลมพัดไม่ได้ หรือว่าแสงแดดจะทำให้มัวหมองก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น จิต เป็นที่เก็บที่ปลอดภัยที่สุด และปัญญาจะเจริญได้ สามารถติดตามไปได้ ในเมื่ออย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติเงินทองหรือแม้ร่างกายที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา ก็ติดตามไปไม่ได้

~ปัญญาก็สามารถทำให้เข้าใจถูกต้องว่า อกุศลเป็นโทษแน่นอน ในขณะที่อกุศลเกิดทำร้ายใคร? ทำร้ายจิตที่กำลังเป็นอกุศลในขณะนั้น แล้วยังทำร้ายต่อไปถึงคนอื่นอีกมากมายตามกำลังของอกุศลนั้นๆ

~ที่พึ่งจริงๆ ก็คือความดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่ได้รับในชีวิต ต้องมาจากกุศล กุศลกรรมเป็นปัจจัยที่ดี ที่จะนำมาซึ่งสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งไม่เดือดร้อน ไม่เป็นทุกข์

~การฟังพระธรรมไม่มีวันจบ การศึกษาพระธรรมก็ไม่มีวันจบ กิจที่จะกระทำก็ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์

~พิจารณาอย่างแยบคาย ก็ย่อมจะเห็นคุณของกุศลธรรม และเห็นโทษของอกุศลธรรม ที่จะทำให้มีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยการละอกุศล และเจริญกุศลยิ่งขึ้น

~เวลาที่จะไปสู่ปรโลก(โลกหน้า) เป็นเวลาที่ไม่มีใครสามารถที่จะต้านทานกรรมได้ ว่า อย่าให้กรรมนั้นให้ผล อย่าให้อกุศลกรรมให้ผล ขอให้กุศลกรรมให้ผล เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

~ยังจะต้องเกิดในคติทั้งที่เป็นสุคติและทุคติ ถ้ายังเป็นปุถุชน(ผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลส)อยู่ อีกมากมายในสังสารวัฏฏ์ ย้อนถอยหลังไปก็มากมาย และเมื่อยังเป็นปุถุชนอยู่ ก็ยังต้องมีคติที่จะต้องไปอีกมากในอนาคต

~ไม่ประมาท คือ ฟังธรรม เพื่อจะสะสมความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง

~ทุกคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เป็นไปเพื่อละความติดข้อง

~ถ้าโลภะเกิด โลภะก็เจริญ ถ้าปัญญาเกิด ปัญญาก็เจริญ

~เกิดมามีชีวิตที่สั้นมาก ไม่มีใครที่จะรู้ได้ว่าจะหมดสิ้นความเป็นบุคคลนี้เมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น โอกาสสำคัญที่จะพูด ควรรอไหมที่จะพูดความจริง เพราะว่าความจริงที่มีประโยชน์ คนที่พูด พูดด้วยความหวังดี ให้คนอื่นได้รู้ความจริงด้วย ได้เข้าใจความจริงด้วย เป็นประโยชน์ไหม? แต่ถ้าเขาไม่อยากฟัง ก็ไม่ต้องพูด

~โลภะ (ความต้องข้อง) เกิดบ่อย ๆ โลภะก็มาก โทสะ (ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ) เกิดบ่อยๆ โทสะก็มาก ปัญญา (ความเข้าใจถูกเห็นถูก) เกิดบ่อยๆ ปัญญาก็มาก

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงทุกคำ แต่ยากที่จะเห็นจริงตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดง

~ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและทรงแสดงโทษของสิ่งที่เราติดข้องในสังสารวัฏฏ์ มาแสนนาน มีทางไหมที่จะเห็นโทษของสิ่งที่เราเคยติดข้องว่า ไม่มีประโยชน์ มีแต่นำความทุกข์มาให้

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำ ต้องไตร่ตรองและพิสูจน์ด้วยตัวเองว่า เป็นความจริงอย่างนั้น

~ฟังพระธรรมเพื่อเข้าใจ เพื่อสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูก ซึ่งขณะที่มีความเห็นถูกความเข้าใจถูก เป็นสภาพธรรมที่สามารถที่จะค่อยๆละความไม่รู้ และสามารถที่จะละความติดข้องและกิเลสทั้งหมด โดยไม่ใช่เรา

~เวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิต คือ ขณะที่ได้เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น ทั้งวันเสาร์วันอาทิตย์หรือวันอื่นๆที่มีโอกาสที่จะได้เข้าใจธรรม เป็นโอกาสที่ประเสริฐที่สุดในชีวิตทั้งชีวิต เพราะต่อจากนี้ไปใครจะรู้ ชีวิตสั้นมากและไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยว่าจะสิ้นสุดการที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อไหร่

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถที่จะทำให้มีความเข้าใจถูกต้อง ซึ่งสามารถละความไม่รู้ และความเห็นผิด แล้วลองคิดดู มีกิเลสกับไม่มีกิเลส อะไรเป็นทุกข์?  (มีกิเลสเป็นทุกข์)  จะหมดทุกข์ได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีกิเลส, ไม่มีใครที่จะหมดทุกข์ ได้ตราบใดที่ยังมีกิเลส

~งานเพิ่มกิเลส เห็นอยู่ชัดๆ ไม่มีใครที่ไม่ได้ทำงานนี้ ทำกันทุกคน  แต่งานละกิเลส จะเอาอะไรมาเป็นงานที่จะละกิเลส ถ้าไม่มีการพบ ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ ค่อย ๆ  เพิ่มขึ้น ไม่มีทางที่จะละความไม่รู้ได้

~แต่ละคำที่ได้ฟัง เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น และลึกซึ้งที่สุด ก็คือ เป็นสิ่งที่มีจริงชั่วขณะที่มีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไปแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย

~แสวงหาอะไร เราแสวงหามาแล้วในสังสารวัฏฏ์ แสวงหารูป แสวงหาเสียง แสวงหากลิ่น แสวงหารส แสวงหาโผฏฐัพพะ(สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย) แสวงหาบุคคลต่างๆ สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นที่พอใจ แต่ว่ายังไม่ได้แสวงหาสิ่งที่ประเสริฐกว่านั้นอีก คือ ปัญญา, ปัญญาไม่มีทางที่จะไปแสวงหาที่ไหนได้เลยทั้งสิ้น นอกจากฟังแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการไตร่ตรองและเคารพ

~ถ้าความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่เกิดขึ้น  อวิชชา (ความไม่รู้) และความยึดถือความติดข้องพอใจ  ก็นำไปสู่หนทางที่ผิดได้ตลอดเวลา

~ต้องอาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตลอด  ๔๕ พรรษาโดยประการทั้งปวง ค่อยๆขัดเกลากิเลส  คำของพระองค์ทุกคำจะเหมือนยารักษาโรค(คือกิเลส) ซึ่งมากมายมหาศาล

~แค่คำว่า "ไม่มีอะไร"  เคยมีอยู่ในใจบ้างไหม เคยมีคนนั้น คนนี้ มีสิ่งต่างๆ  แต่ความจริง  ไม่มีอะไรจริงหรือเปล่า? เพราะจากไม่มี  แล้วก็เกิด เพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย ไม่เหลืออะไรเลย ทุกขณะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งขณะที่ดับไป  ก็ไม่มีอะไร เพียงแค่เกิดมาปรากฏแล้วก็หมดไป

~ "ติดข้อง ในสิ่งที่ไม่มี"  ประโยคนี้ จำไว้ได้เลยทุกชาติไป จะได้ค่อยๆละ ค่อยๆ คลาย  ถ้าไม่มีประโยคนี้  ก็ติด  คิดว่ามีอยู่ตลอด

~ฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้แล้วก็เบิกบานที่มีโอกาสได้เข้าใจ แม้เพียงเล็กน้อย ก็ดีกว่าไม่รู้เสียเลย และถ้าฟังบ่อยขึ้น มีหรือที่จะไม่ค่อยๆเข้าใจขึ้น
เพราะเป็นเรื่องละความไม่รู้

~บวช ด้วยความไม่รู้ จะเป็นสาวก(ผู้ฟังพระธรรม) หรือ เป็นผู้ที่สละอาคารบ้านเรือน  เพื่อเข้าใจธรรม ไม่ได้  เพราะไม่ได้เข้าใจอะไรเลย  แล้วก็กลับไปทำสิ่งที่ไม่ได้ละคลายความไม่รู้เลย เพิ่มพูนความไม่รู้และความต้องการยิ่งขึ้น

~ไม่ว่าใครจะทำอะไรทั้งสิ้น ทำไป โดยไม่รู้ ถูกต้องไหม? ยังไม่รู้เลย ก็ทำ ถูกได้อย่างไร

~กำลังเข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ สุจริต(ประพฤติดี)หรือเปล่า กายก็ไม่ได้ทำทุจริตอะไร วาจาก็ไม่ได้ทำทุจริตอะไร และใจ ก็กำลังเข้าใจธรรม

~ถ้าอยู่ด้วยกัน ดีด้วยกันทั้งหมด ก็เคารพกัน

~ถ้านับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นภิกษุได้อย่างไร?

~ถ้าไม่ศึกษาธรรม ไม่เข้าใจธรรม ก็จะไม่รู้ว่าภิกษุคือใคร แค่ห่มผ้าเหลือง แต่ไม่เข้าใจธรรมเลย แล้วอะไรๆ ก็จะบวช อย่างนั้นหรือคือภิกษุ? ภิกษุ ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจพระธรรม และรู้จักตนเอง รู้จักอัธยาศัยที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตได้ เพราะว่าไม่ต้องบวช ก็ขัดเกลากิเลสได้ เพราะฉะนั้น การบวช ไม่ใช่ง่ายเลย

~ขณะใดก็ตาม ที่ไม่เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส ขณะนั้นไม่ใช่เพศบรรพชิต เพราะเหตุว่าคฤหัสถ์ ทำกิจการงานของคฤหัสถ์ได้ทุกอย่าง แล้วศึกษาธรรมและรู้ว่าจะขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์ ขัดเกลาได้ด้วยความเข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น ภิกษุจะขัดเกลากิเลส ก็ต้องด้วยความเข้าใจธรรม ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม แล้วจะเป็นภิกษุเพื่ออะไร?

~พระภิกษุที่เรี่ยไรเงินสร้างวัด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้หรือว่าให้กระทำอย่างนั้นได้?  เพราะฉะนั้น ก็ต้องเข้าใจจริงๆว่าภิกษุในธรรมวินัย คือ ผู้ที่สามารถจะขัดเกลากิเลสตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงบัญญัติไว้ว่าภิกษุต้องประพฤติอย่างไร ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย แล้วจะไปทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ในเมื่อบุคคลนั้นไม่ได้เข้าใจธรรม และไม่ได้ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตด้วย.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

 

 

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
aurasa
aurasa
วันที่ 13 พ.ค. 2561 19:46 น.

 

         ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
peem
วันที่ 13 พ.ค. 2561 20:29 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
thilda
thilda
วันที่ 13 พ.ค. 2561 23:32 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
มกร
วันที่ 14 พ.ค. 2561 10:00 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
วรศักดิ์
วรศักดิ์
วันที่ 14 พ.ค. 2561 12:10 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 14 พ.ค. 2561 17:08 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เจียมจิต
เจียมจิต
วันที่ 14 พ.ค. 2561 20:31 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
jaturong
วันที่ 15 พ.ค. 2561 10:18 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
siraya
วันที่ 15 พ.ค. 2561 11:30 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 16 พ.ค. 2561 08:52 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ