Print 
ฟังสิ่งที่มีประโยชน์ยิ่งกว่าสิ่งใดๆที่เคยฟังมาทั้งหมด
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  12 เม.ย. 2561
หมายเลข  29641
อ่าน  661

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ประมวลสาระสำคัญ
จากการสนทนาธรรม
ที่ นิกันติกอล์ฟ คลับ จ. นครปฐม
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๑









~ความจริง เป็นสิ่งที่รู้ได้ แต่ต้องไตร่ตรองโดยละเอียดอย่างยิ่ง เพราะเรามาพบกันเพื่ออะไร? เพื่อจะได้เข้าใจสิ่งซึ่งได้ฟังจากการสนทนากัน(สนทนาธรรม) เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการได้รู้จักกัน ได้พบกัน ก็คือ เราได้มีความเข้าใจสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ดีกว่าไปทำอย่างอื่น

~เราได้ยินคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเราก็มาฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำที่พระองค์ได้ตรัสไว้เมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว ที่เรากราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้า เราก็ต้องรู้ว่าเรากราบไหว้บูชาใคร ถ้าเราไม่รู้จักพระพุทธเจ้าเลยแล้วเราก็กราบไหว้บูชา ถามว่า ถูกต้องไหม? เป็นเรื่องที่ให้เริ่มคิดไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตนเอง เมื่อเป็นความเข้าใจของเราเองแล้วคนอื่นเปลี่ยนได้ไหม ในเมื่อเหตุผลถูกต้อง เพราะฉะนั้น เรารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่าที่เรากราบไหว้ หรือว่า เรามาฟังคำที่พระองค์ตรัสไว้ซึ่งคำนั้นเป็นความจริง ซึ่งได้ยินเมื่อไหร่ สามารถที่จะเข้าใจได้เมื่อนั้น ดีกว่าเราไปกราบไหว้พระพุทธรูปแต่ว่าไม่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ถ้าเขาถามว่า เรากราบไหว้พระพุทธรูปทำไม ตอบได้ไหม?  ขอโน่นขอนี่แล้วขอได้หรือเปล่า? ทุกอย่างทำให้เราได้เป็นผู้ที่มีเหตุมีผล ถ้าเราค่อยๆฟังค่อยๆไตร่ตรอง ก็จะได้ประโยชน์จากการได้มาพบกัน เหมือนกับการได้เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากคำของพระองค์  ไม่ใช่จากบุคคลหนึ่งบุคคลใด

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่าอย่างไร เราก็ค่อยๆฟังค่อยๆเข้าใจขึ้น จึงจะรู้ว่าเรากราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทำให้เราได้เข้าใจความจริง

~คำแรกที่เราได้ฟัง คือ สิ่งที่มีจริง (ธรรม)  ใครจะปฏิเสธ ว่า ไม่จริงได้ไหม? เราไม่ต้องพูดว่าธาตุ(สภาพที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น)  ไม่ต้องพูดว่าขันธ์(สิ่งที่เกิดดับ)  พูดแล้วก็ไม่รู้จัก แล้วจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ต่อหน้ามีจริงๆ ไหม เมื่อมีจริงๆ ภาษาบาลี พระสัมมาสัมพระเจ้าตรัสว่า เป็น "ธรรม" (ธมฺม) 

~เห็น มีจริงไหม เห็นมีจริงๆ ฟังแล้วต้องคิด ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการได้พบกันแล้วก็ได้ฟังธรรม  เพราะฉะนั้น ก็เริ่มฟังใหม่ คิดใหม่ เพื่อจะได้เข้าใจให้ถูกต้องใหม่,    เห็นมีจริงๆ  ได้ยิน มีจริงๆ สิ่งที่มีจริงนี่แหละ เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ตามความเป็นจริง สิ่งที่มีทุกอย่างซึ่งเราไม่เคยรู้เลย   พระสัมมาสัมพระเจ้า ทรงตรัสรู้

~ผู้ที่ได้ฟังธรรม จะได้เข้าใจธรรม  ซึ่งยากที่คนอื่นจะเข้าใจได้

~ธาตุเป็นสิ่งที่มีจริง ใครก็เปลี่ยนไม่ได้

~ชีวิต ก็มีแต่รูปธาตุกับนามธาตุเท่านั้น

~ความสุขเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปแล้ว   สุขก็เกิดขึ้นอีกแล้วก็ดับไป ไม่เหมือนเดิมเลย  แต่ว่าไม่ได้มีเฉพาะสุขเท่านั้น   ทุกข์ก็มี เพราะฉะนั้น สุขกับทุกข์ก็สลับกัน  ทุกคนอยากสุข แต่ทำไมทุกคนไม่เป็นสุข แต่เป็นทุกข์ บางคนเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนมีเรื่องเดือดร้อนต่างๆ เลือกได้ไหม? ไม่ได้     ต้องมั่นคง

~ไม่ใช่ใครที่ทำ  แต่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของธรรม  

~ต้องฟังธรรมอีกมาก และเข้าใจในแต่ละคำ   ถึงจะได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ   และก็บูชาพระองค์ด้วยความเข้าใจพระธรรม เป็นการบูชาสูงสุด

~โลกทั้งหมด จะกี่โลกก็ตาม  จะแตกต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือ มีธรรมที่เกิดขึ้นจริงๆ  แต่ไม่รู้อะไร  ก็มี คือ เป็นรูปธรรม    และ อีกอย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นนามธรรม  เป็นธรรมที่เกิดขึ้นต้องรู้   อย่างเช่น ได้ยินเสียง หมายความว่ามีธรรมที่กำลังได้ยินเสียง  เราใช้คำว่า ธรรม  เพราะได้ยินมีจริงๆ   แต่ได้ยินไม่ใช่เสียง

~ถึงแม้ว่าจะจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่มีชีวิตอย่างโลกนี้  แต่ก็มีชีวิตอย่างอื่นเหมือนอย่างที่ก่อนจะมาเกิดมาในโลกนี้ ก็มีชีวิตอย่างอื่นเป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้แล้วก็เกิดมา ก็สุขทุกข์อย่างนี้แหละ  จะมากจะน้อยอย่างไรก็ต้องจากไป แล้วก็ต้องเกิดอีก เพราะฉะนั้น   ทุกอย่าง  ชั่วคราว  ถ้าได้ยินคำนี้มั่นคงจริงๆสามารถที่จะหมดกิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์ได้,   แต่ว่า ความไม่รู้  มีมาก ความติดข้องมีมาก เพราะฉะนั้น  ก็หลงไม่รู้และหลงติดข้องต่อไป  จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพราะฉะนั้น  คำของพระองค์ พูดถึงชีวิตทั้งชีวิตทั้งหมด มีจริงๆ รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างด้วย

~การกระทำ  มีทั้งดีและชั่ว   ผลก็ต้องเป็นตามเหตุ  ถ้าเหตุไม่ดี จะนำมาซึ่งผลที่ดี ไม่ได้  และถ้าเหตุดี  ก็จะนำมาซึ่งผลที่ไม่ดี  ไม่ได้

~ควรที่จะได้เข้าใจว่า  เหตุที่ไม่ดี ที่ทำ   ผล คือ อะไร  จากโลกนี้ไปแล้วเกิดไม่ดี (เกิดในอบายภูมิ)   ทำไมมีนก มีหนู มีแมว มีช้าง มีจิ้งจก  มีตุ๊กแก ทำไมไม่มีแต่คน?    เนื่องจากกรรมที่ได้กระทำไว้

~สุนัขบางตัว  ก็รูปร่างน่ารักมาก  แม้เกิดเป็นสุนัข  กรรมยังทำให้วิจิตรต่างกันไป   นี่แสดงให้เห็นว่า  ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีใครสามารถไปเปลี่ยนแปลงเหตุที่ได้กระทำไปแล้วได้เลย,   ผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์ รูปร่างหน้าตาก็ต่างกัน แม้เป็นพี่น้องกันก็ยังต่างกันไปได้   เพราะฉะนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่าง  ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น

~ต่อไปนี้ พอได้รับผลที่ดี  ก็เพราะกรรมที่ได้ทำมา  แต่กรรมไหน ก็ไม่รู้ ชาติไหนก็ไม่รู้   แต่มีเหตุดีแน่ๆที่ได้ทำมา  เพราะฉะนั้น  เหตุดี ที่ทำ  ต้องให้ผลดีแต่ให้ผลเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้,   เวลาได้รับผลที่ไม่ดี ก็เพราะเคยทำมาไม่ดี ชาติไหนไม่รู้ ทำอะไร ก็ไม่รู้

~
ครึ่งหนึ่งของชีวิต เป็นผลของกรรม   อีกครึ่งหนึ่งเป็นกรรม  เพราะยังมีกิเลสที่จะทำให้เกิดผลต่อไป  นี่คือธรรม ไม่ใช่เรา   ต้องไม่ลืม  สิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย  แค่ไม่กี่คำ  แต่ขอให้เข้าใจจริงๆ

~เป็นคนดี   ดีก็เป็นธรรม   ทุกคนชอบคนดี  ไม่มีใครชอบคนร้าย ก็ต้องไม่ลืมว่า ดี  มีจริง  แต่ไม่ใช่เรา  เพราะเหตุว่า มีแต่ธรรม

~มั่นใจในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพราะเหตุว่า เป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง  ไม่มีคำเท็จ  ไม่มีคำหลอกลวง  ไม่มีคำหวังร้ายจากทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~เมตตา  หมายถึง  ความเป็นเพื่อน  ความหวังดี  พร้อมที่จะเกื้อกูลทำประโยชน์ให้กับคนที่หวังดี

~ต้องเป็นคนที่ตรง ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด ดีก็คือดี ชั่วก็คือชั่ว เพราะฉะนั้น เรามีทั้งดีและไม่ดี    ดีกับชั่วก็ต่างกันแล้ว   แล้วอะไรดีกว่ากัน   ดีต้องดีกว่าแน่แล้วเราเคยคิดไหมว่า มีความไม่ดีมากกว่าความดี   ต้องตรง  ถ้าได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งจะเห็นพระมหากรุณาคุณ ให้เรารู้ความจริง ว่า เรามีความไม่ดี มาก    ทั้งวัน ดีน้อย  จริงหรือเปล่า?

~ถ้าดี   จะไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว

~ถ้ารักตัวเองจริงๆ ต้องไม่ทำชั่ว

~ไม่ดี เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ต้องมีผล ช้าหรือเร็ว แล้วก็ไม่ใช่คนอื่นด้วย ต้องเป็นตัวเองที่ได้รับผลของการกระทำนั้นๆ

~เมตตามีจริง เป็นธรรมไม่ใช่เรา  เราเห็นกิริยาอาการภายนอกของใครที่ช่วยเหลือคนอื่น  ทำทุกอย่างให้คนอื่นได้  เสียสละได้  เราบอก ว่า เขาเป็นมิตรที่ดีมีเมตตา   ควรจะเป็นอย่างนั้นไหม?    ถ้าเป็นคนที่ตรง   แต่ทำไมเป็นไม่ได้? ทุกคนอยากดี ดีมากขึ้นๆ แต่ที่ดีไม่ได้  เพราะอะไร   เพราะไม่รู้ความจริง

~ถ้าเราฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป  จะเข้าใจขึ้นๆ แล้วก็จะรู้ความจริงมากขึ้น  ความดีก็มากขึ้น   ความเห็นแก่ตัวก็น้อยลง

~ถ้าเรามีความเป็นมิตร มีความเป็นเพื่อน  มีเมตตาจริงๆ ก็คือ หวังดี  จะทำร้ายคนที่เราหวังดีได้ไหม? ไม่ได้   เพราะฉะนั้น  ขณะที่ทำร้ายใคร ขณะนั้นไม่เมตตา

~เมตตา  ไม่มีประมาณ  เพราะเหตุว่าเป็นคุณธรรมที่ดี  จะไม่มีการเบียดเบียนกันเลย  ไม่ว่าทางกายหรือทางวาจา  เพราะเหตุว่า ความเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนจากใจ เพราะฉะนั้น  พูดกับคนอื่นด้วยเมตตา  ไม่มีทางที่เขาจะโกรธเราเลยเพราะว่า  เรามีความหวังดี  ไม่ให้เขาเดือดร้อนเพราะคำของเรา

~ที่ชอบกัน หรือ ไม่ชอบกัน  ก็เพราะการกระทำทางกายบ้าง  ทางวาจาบ้าง   แม้แต่คำพูดธรรมดา  ทำให้คนอื่นเสียใจก็ได้  น้อยใจก็ได้ จำไปจนตลอดชีวิตก็ได้ ไม่ลืม มีบางคนพูดว่า จำไปจนตาย   น่ากลัวมาก ไม่ลืมเลย  จำไว้ทำไม  จำไว้เมื่อไหร่ก็ทำร้ายตัวเอง  เพราะต้องเป็นสิ่งที่เขาไม่พอใจ เขาถึงจะขอจำไปจนตาย   เท่ากับทำร้ายตัวเองตลอดเวลา

~ว่าเขาไปสักเท่าไหร่ ก็ตาม  เรานั่นแหละที่เดือดร้อน หาทุกข์ใส่ตัว ทั้งหมดทุกอย่างที่ไม่ดี มาจากความไม่รู้

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้คำว่า พระธรรม เพราะว่า กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมดให้คนซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยตัวเอง ได้เข้าใจขึ้น

~จิตใจที่ดีงาม ไม่ว่าจะทำอะไรทั้งหมด เป็นบุญ

~ถ้าเราคิดดี ขณะนั้นก็เป็นบุญ แม้จะเล็กน้อยสักเท่าไหร่ก็ตาม เห็นคนหิวน้ำเอาน้ำไปให้เขาดื่ม เป็นบุญไหม? เป็นบุญ เพราะฉะนั้น ก็รู้จักบุญแล้ว คือ คุณความดี เกิดจากใจที่หวังดี ไม่รีรอ ไม่เกียจคร้านที่จะช่วยคนอื่น  ขณะนั้น ก็เป็นบุญ รู้อย่างนี้แล้ว จะทำบุญไหม? ทำ,  เพราะบุญ ทำได้ทุกที่ เมื่อไหร่ก็ได้ที่ไหนก็ได้ 

~พูดคำๆดีกับเขา กับ พูดร้ายๆ กับเขา  เขาจะสบายใจเพราะอย่างไหน? ก็ต้องสบายใจเพราะเราพูดดีๆกับเขา

~เห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรม หรือไม่? ถ้าฟังอีก ก็จะเข้าใจเพิ่มมากขึ้น ถ้าเห็นประโยชน์แล้ว จะฟังแน่ๆ เพราะว่า เราฟังอย่างอื่นมามากแล้ว แต่การได้ฟังพระธรรม เป็นการฟังสิ่งที่มีประโยชน์กว่าสิ่งใดๆที่เราเคยฟังทั้งหมดทั้งสิ้น.



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง

และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
มกร
วันที่ 12 เม.ย. 2561 19:55 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
thilda
thilda
วันที่ 13 เม.ย. 2561 01:23 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
panasda
วันที่ 13 เม.ย. 2561 05:13 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
peem
วันที่ 15 เม.ย. 2561 14:30 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ประสาน
วันที่ 15 เม.ย. 2561 19:22 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 17 เม.ย. 2561 10:59 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
s_sophon
วันที่ 19 เม.ย. 2561 07:19 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ