Print 
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๒๗
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  26 พ.ย. 2560
หมายเลข  29330
อ่าน  804

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

 

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๒๗

 

~การฟังธรรม ไม่ใช่เพื่อลาภ เพื่อยศ เพื่อชื่อเสียง หรือเพื่ออะไรเลยทั้งสิ้น แต่เพื่อมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มี ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้ถูกต้องถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา

~ไม่มีสักคำเดียวที่ผู้เป็นกัลยาณมิตรสูงสุด คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะให้เกิดโทษและอกุศลกับบุคคลหนึ่งบุคคลใด

~ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นเว้นจากอกุศล   อกุศลเกิดไม่ได้ ชั่วขณะที่กุศลจิตเกิด

~การฟังธรรมที่ละเอียดขึ้นๆ ก็เพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้นแม้ในขั้นการฟังว่าเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่ใครเลย เพียงมีปัจจัยเกิดแล้วดับ แค่นี้เอง ทั้งหมดในสังสารวัฏฏ์แต่ละขณะก็เป็นอย่างนี้ เกิดมาเป็นคนนี้นานไหม? จนถึงเดี๋ยวนี้ ก็ต้องจากโลกนี้ไป

~เกิดเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้ฟังธรรม เป็นคนดีพอหรือยัง หรือว่าควรทำความดีให้มากกว่านี้อีก โดยเฉพาะการเข้าใจธรรม

~จิตแต่ละขณะเกิดขึ้นกระทำกิจชั่วขณะหนึ่งๆ ตามสภาพ ตามฐานะ ตามโอกาสของจิตนั้นๆ โดยความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แม้แต่กุศลจิตอยากจะให้เกิดก็ยังเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีการสะสมมา

~การอบรมเจริญกุศลไปทุกประการทีละเล็กทีละน้อย วันหนึ่งก็จะมีกำลังที่จะทำให้อกุศลอ่อนกำลังลง
 
~ถ้าในวันหนึ่งๆ เป็นผู้ที่ละเอียด จะสังเกตลักษณะของความไม่พอใจ แม้เพียงเล็กน้อยได้เช่น ทุกคนจะต้องบริโภคอาหารเป็นประจำ ขณะที่เห็นผักหรือเห็นผลไม้เสีย ขณะนั้นเป็นอย่างไร เป็นอกุศลจิตไหม ชอบหรือไม่ชอบ? ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เพียงแต่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ  เป็นผักหรือผลไม้ที่ไม่น่ารับประทานเท่านั้น ความรู้สึกเป็นอย่างไร  จิตในขณะนั้น เป็นอกุศลประเภทไหน?  ก็ต้องเป็นโทสมูลจิต (จิตที่มีโทสะเป็นมูล)  มีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย  ถ้าเป็นอย่างนี้ลองคิดดู  จะดับโทสะ ดับง่ายหรือดับยาก เพียงทันทีที่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ แม้แต่ผลไม้เสียนิดเดียว โทสเจตสิกก็เกิดกับอกุศลจิตนั้น ทำให้เป็นโทสมูลจิต 
 
~โทสะเป็นอกุศล ฉันใด โลภะก็เป็นอกุศล ฉันนั้น แล้วโทสะก็ยังแสดงตัวปรากฏให้เห็นง่าย แต่โลภะยากที่จะเห็นได้ เพราะทุกคนต้องการโลภะ ซึ่งไม่มีวันพอ
 
~ถ้าจะเปรียบลักษณะของอโทสะ (ความไม่โกรธ) ก็เหมือนมิตรที่คอยช่วยเหลือ เพราะเหตุว่าเวลาโกรธ ไม่ช่วย ใช่ไหม? แต่ว่าเวลาไม่โกรธถึงจะช่วย เพราะฉะนั้น ลักษณะของอโทสะก็เป็นสภาพที่ไม่แค้นเคือง เปรียบเหมือนมิตรที่คอยช่วยเหลือ
 
~ขณะที่อยากจะช่วยใคร ต้องการที่จะให้เขาเป็นสุข มีอะไรที่จะเป็นประโยชน์แก่เขาทำในขณะนั้นจิตในขณะนั้นอ่อนโยน ตรงกันข้ามกับขณะที่กำลังโกรธ กำลังขุ่นเคือง  ขณะที่กำลังโกรธนั้นใจลักษณะนั้นจะหยาบจริงๆ กระด้างจริงๆ  มีลักษณะเหมือนกับความแข็งความดุร้าย
 
~ฟังพระธรรมเพื่อเข้าใจ  คนอื่นไม่สามารถทำให้เราเข้าใจความจริงได้  แต่เพราะได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  จึงมีความเข้าใจถูกเห็นถูก
 

~โกรธ แล้วก็ยังไม่ลืม เพราะฉะนั้นเมื่อคิดผูกโกรธอีก ก็แสดงให้เห็นว่ายังเป็นคนว่ายากที่ยังไม่เห็นโทษของความโกรธ

~ตราบใดที่ยังมีอกุศลธรรมอยู่ ก็จะต้องเจริญกุศลทุกประการเพื่อที่จะละอกุศลธรรมนั้น

~ผู้ที่ฉลาดย่อมเป็นผู้หากุศลของคนอื่นเพื่อที่จะอนุโมทนา และหาโทษของตนเองเพื่อที่จะได้ขัดเกลา แต่ถ้าตรงกันข้าม หากุศลของตนเองและหาโทษของคนอื่น  ขณะที่หาโทษของคนอื่น อกุศลจิตก็เกิด และขณะที่หากุศลของตนเอง ก็อาจจะเกิดความทะนงตนหรือความสำคัญตนก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าโดยนัยกลับกัน เป็นผู้ที่ฉลาดจริงๆ หาโทษของตนเองว่ามีโทษอะไรบ้าง ซึ่งคนอื่นอาจจะไม่เห็น อาจจะไม่รู้    แต่ตนเองเท่านั้นที่อาจจะรู้ดี  และในขณะเดียวกัน    ถ้ามีการเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นก็หากุศลของคนอื่นที่จะอนุโมทนา    ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันๆ กุศลจิตย่อมเจริญ เพราะเหตุว่าอนุโมทนาในกุศลของคนอื่น และเห็นโทษของตนเองว่าเป็นโทษ  และก็จะได้ขัดเกลาละคลายโทษนั้นยิ่งขึ้น

~การที่จะรักษาพระศาสนาไว้ได้ ต้องเริ่มจากบุคคลซึ่งเป็นผู้ฟังพระธรรม  คนที่ไม่เข้าใจพระธรรมหรือไม่ฟังพระธรรม ไม่ใช่ผู้ที่จะดำรงพระศาสนา แต่แม้กระนั้น ในขณะที่ฟังพระธรรมจะดำรงพระสัทธรรมไว้ได้อย่างไร  ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจพระธรรมที่ได้ฟัง

~ขณะใดที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ไม่โกรธ หรือว่าไม่มีความคิดในทางที่ไม่ดีต่างๆ  ขณะนั้นก็ให้ทราบว่า เป็นโยนิโสมนสิการ(ใส่ใจอย่างถูกต้องแยบคาย)  เคยไหม? ที่กำลังจะโกรธ แล้วก็นึกขึ้นได้ นึกถึงพระธรรม     นึกถึงความไม่มีประโยชน์ของความโกรธ ขณะนั้นให้ทราบว่า ที่ไม่โกรธนั้นเป็นกุศลจิตและเป็นโยนิโสมนสิการ    แต่ว่าขณะใดที่กำลังจะโกรธ แล้วก็ยังโกรธ ระลึกเท่าไรก็ยังโกรธ      ก็ให้ทราบว่าขณะนั้นเป็นอโยนิโสมนสิการ (ไม่ใส่ใจอย่างถูกต้องแยบคาย)    ไม่มีใครจะไปบังคับ หรือไปทำโยนิโสมนสิการได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าความโกรธไม่ดี      แต่เมื่อมีปัจจัยที่จะเกิดโกรธขึ้น  ความโกรธที่เกิดนั้นก็เพราะอโยนิโสมนสิการ

~เวลาที่กล่าวว่าใครดีใครชั่ว เพราะอะไร? เพราะจิตดีหรือจิตชั่ว ถ้าจิตดี ก็กล่าวว่าบุคคลนั้นเป็นคนดี เพราะเหตุว่า  กายก็ดี วาจาก็ดี ตามจิตที่ดี  แต่ถ้าจิตไม่ดี จะกล่าวว่าคนนั้นดีได้ไหม? ไม่ได้ 

~ในพระไตรปิฎกทั้งหมด จะเต็มไปด้วยบท พยัญชนะ พระธรรมเทศนา หาประมาณมิได้ในเรื่องของอกุศลธรรมและกุศลธรรมโดยละเอียด โดยนัยต่างๆ เพื่อที่จะให้เห็นโทษของอกุศล เพื่อที่จะได้ละอกุศล  และก็เพื่อที่จะได้เห็นประโยชน์ของกุศล เพื่อที่จะได้เจริญกุศลทุกประการ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมหลายนัย เพื่ออนุเคราะห์ให้เห็นประโยชน์ของกุศล และโทษของอกุศล

~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ว่าจะทรงแสดงกับใครในยุคนั้นสมัยนั้น ก็เป็นเสมือนว่าทรงแสดงกับแต่ละคนที่กำลังได้ฟังในยุคนี้สมัยนี้

~ค่อย ๆ เข้าใจถูกต้องขึ้น จึงจะละความติดข้องได้ เพราะได้รู้

~ทุกครั้งที่ได้ฟังพระธรรม ฟังให้เข้าใจถูกต้องว่า ไม่มีเรา มีแต่ธรรม

~ทุกคนที่จากชาติก่อนมา ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ ทุกอย่างที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านไป ไม่กลับมาอีกเลย

~ความประพฤติเป็นไปทางกาย ทางวาจา จากจิตที่เป็นกุศลก็มี จากจิตที่เป็นอกุศล ก็มี ไม่ใช่เรา

~ธรรมทั้งหลาย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา  ฟัง เพื่อให้เข้าใจความจริง ว่า ธรรม เป็นธรรม ไม่ใช่เรา

~ถ้าจิตเป็นอกุศล ปกติวันนี้พูดอะไร ก็พูดในสิ่งที่ไม่ดี ไม่เป็นประโยชน์ ให้รู้ตามความเป็นจริงว่าไม่มีเรา เป็นธรรมแต่ละหนึ่งอย่าง ซึ่งเป็นปกติของจิต ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นจิตประเภทใด เมื่อจิตเป็นอกุศล ความประพฤติเป็นไปทางกาย ก็เป็นอกุศล ความประพฤติเป็นไปทางวาจา ก็เป็นอกุศล เพราะจิตเป็นอกุศล

~พูดผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เป็นศรัทธาหรือไม่ ไม่เป็นศรัทธา,
ไปสำนักปฏิบัติ เป็นศรัทธาหรือไม่   ไม่เป็นศรัทธา เพราะไม่รู้

~อกุศล เบียดเบียนจิตของบุคคลนั้นเอง เพราะฉะนั้น ฟังธรรม เพื่อขัดเกลาละคลายกิเลสซึ่งเกิดเพราะความไม่รู้

~สภาพจิต ที่ให้ ด้วยความสละ เพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น ขณะนั้นก็เห็นได้เลยว่าถ้าจิตไม่ผ่องใส ทำอย่างนั้นไม่ได้

~บอกให้ใครไม่ฆ่าสัตว์ เขาเชื่อไหม ไม่มีทางเลย แต่ถ้าให้เขารู้โทษว่าขณะนั้นเป็นจิตที่ไม่ดี เป็นอกุศล ที่สะสมไป แล้วใครก็แก้ไขไม่ได้เลย ไม่มีใครไปทำอะไรได้ นอกจากความเข้าใจของบุคคลนั้นซึ่งเกิดจากการไตร่ตรองฟังแล้วค่อยๆเข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเห็นคุณของคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงไว้ใครจะสามารถรู้ว่าแม้ขณะนั้นก็ไม่ใช่เรา ศีลก็ไม่ใช่เรา


~ขณะที่เข้าใจ จิตผ่องใส รู้ว่า อะไรเป็นประโยชน์ อะไรไม่เป็นประโยชน์.

 
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

 

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๒๖ 

 

 

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 26 พ.ย. 2560 19:38 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 26 พ.ย. 2560 19:41 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 26 พ.ย. 2560 19:55 น.

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์และกราบอนุโมทนาในกุศลจิตค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
thilda
thilda
วันที่ 26 พ.ย. 2560 22:18 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 27 พ.ย. 2560 06:29 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
siraya
วันที่ 27 พ.ย. 2560 08:28 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
เบญจขันธ์
วันที่ 27 พ.ย. 2560 10:16 น.

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์ สุจินต์  บริหารวนเขตน์   ที่เคารพยิ่ง  

ที่ได้เมตา  กรุณา ได้นำ

พระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้แล้วโดยชอบ

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์ ที่ได้เมตตากรุณานำพระธรรมคำสอนนี้ มาแสดง ที่ได้เกื้อกูลให้กระผมได้ ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจ ในพระธรรมอันวิจิตลึกซึ้งนี้  ในตลอดเวลาที่ผ่านมา พระธรรมแม้เพียงหนึ่งคำ ที่ท่านอาจารย์ ได้เมตตากรุณา ได้เกื้อกูลให้กระผมได้เข้าใจนั้น เป็นพระคุณ อันยิ่งใหญ่ ที่สุดที่จะหาสิ่งที่มาเปรียบเทียบและประมาณมิได้  

ผมจะตั้งใจพากเพียร ที่จะศึกษาพระธรรมคำสอน ให้เข้าใจให้ได้มากที่สุด เท่าที่กำลังปัญญาของกระผมเองจะกระทำได้  

ขอบพระคุณ ท่านอาจารย์ คำปั่น  อักษรวิลัย เป็นอย่างยิ่ง ครับ  

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
jaturong
วันที่ 27 พ.ย. 2560 14:57 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
jaturong
วันที่ 27 พ.ย. 2560 14:57 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 27 พ.ย. 2560 15:49 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 28 พ.ย. 2560 17:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 3 ธ.ค. 2560 23:31 น.

   ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ