ความเข้าใจถูกเห็นถูก มาจากการฟังพระธรรม
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  9 พ.ย. 2560
หมายเลข  29296
อ่าน  495

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ประมวลสาระสำคัญ

ของการสนทนาธรรม
ที่อาคารกิจกรรม สำนักงานเขตสะพานสูง กรุงเทพฯ
วันพฤหัสบดีที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
_______________________________









~สิ่งที่ดี ต้องดีแน่ๆ เปลี่ยนสิ่งที่ดีให้เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ได้  ทุกคนรู้ว่าความดีคืออะไร เช่น ความกตัญญูดูแลพ่อแม่ มีเมตตาช่วยเหลือคนอื่น เป็นต้น เข้าใจเท่านี้ แต่ว่าจะมีความดียิ่งกว่านี้อีกไหม ไม่ใช่ความดีเท่าที่เคยมีแล้วก็อยู่อย่างนั้นแหละแค่นั้นเอง  แต่ว่า ยังมีความดีมากกว่านี้ คือ การได้รู้ความจริง

~ถ้าเราสามารถที่จะมีความเข้าใจละเอียดขึ้น ความดีของเราก็เพิ่มขึ้น เมื่อความดีเพิ่มขึ้น ชีวิตก็เป็นสุขขึ้น ทุกคนหวังความสุขในชีวิต แต่ยังไม่รู้เหตุจริงๆที่จะให้ชีวิตเป็นสุขได้ยิ่งขึ้นในวันหนึ่งวันหนึ่ง   เหตุจริงๆที่จะให้ชีวิตเป็นสุขได้ยิ่งขึ้น ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง

~ปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก เป็นสิ่งที่ดี ความไม่รู้ เป็นสิ่งที่ไม่ดี ถ้าสามารถเข้าใจความจริงในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายเพิ่มขึ้น ชีวิตก็ต้องเป็นสุขเพิ่มขึ้น

~หลังจากที่เห็นแล้ว ดี กับ หลังจากที่เห็นแล้ว ไม่ดี ต่างกัน เห็นแล้ว ชอบ ไม่ดี พอชอบแล้วอยากได้ ต้องไปหา หามาแล้วยิ่งชอบ แต่ถ้าสิ่งนั้นหมดไป ก็เสียใจ เสียใจเพราะชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นหมดสิ้นไปสูญหายไป เพราะฉะนั้น ชอบ ไม่ดี เพราะนำมาซึ่งความเสียใจ นำมาซึ่งความทุกข์, เห็นแล้ว ไม่ชอบ ก็ไม่ดี เห็นแล้วไม่รู้ ก็ไม่ดี แต่ถ้าเห็นแล้ว รู้ความจริง ว่า นี้แหละเป็นธรรมดาในชีวิต ชีวิต เกิดมาแล้วต้องเป็นอย่างนี้ มีสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เลือกไม่ได้ ขณะที่เข้าใจถูก ย่อมดี

~ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต้องมีเหตุปัจจัยทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป บังคับบัญชาไม่ได้  เป็นธรรมดา

~ปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูก เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก เกิดจากการฟังพระธรรม จะเห็นได้ว่าก่อนฟังพระธรรม ไม่มีความเข้าใจ แต่พอฟังเราเริ่มเข้าใจถูก เพราะฉะนั้น ความเข้าใจถูกจะเพิ่มยิ่งขึ้น มาจากไหน ก็มาจากการฟังบ่อยขึ้น เข้าใจขึ้น ละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น

~ความจริงถูกซ่อนเร้นและปิดบังไว้  ถ้าไม่มีใครกล่าวถึงเลย แล้วจะไปรู้ได้อย่างไรด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย นอกจากมีผู้ที่ได้รู้ความจริงแล้วก็แสดงความจริงนี้ให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องด้วย

~ถ้าคำนั้น พูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ สามารถที่จะเข้าใจได้ทันที นั่นคือ คำที่ถูกต้อง

~ทุกอย่างเกิดแล้วดับหมด ก็ไม่มีเรา มีแต่สิ่งที่เกิดแน่ๆ แต่ต้องมีเหตุปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิด

~ไม่โลภ เป็นบุญไหม ไม่ติดข้อง สละได้ ช่วยเหลือคนอื่นได้ ไม่หวงแหน เป็นบุญไหม? เป็นบุญ

~ถ้าเข้าใจอย่างมั่นคงทีละคำ  ก็จะไม่พลาด

~ความไม่รู้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดมากมายแล้วก็นำไปสู่ความผิดยิ่งขึ้นตลอด

~ธรรมจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากธรรมเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง

~ความไม่รู้ มีมาก พอเริ่มเข้าใจ ความไม่รู้ก็เริ่มน้อยลง ซึ่งไม่มีใครเลย แต่เป็นธรรม เพราะไม่รู้มานาน พอรู้ ขณะนั้น ความไม่รู้ที่เคยไม่รู้ ก็ลดน้อยลงไป

~คำว่า ธาตุ เป็นคำขยายคำว่า ธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง นั้น เป็นธาตุ คือใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนั้น

~เห็น เป็นนก เป็นมด หรือเป็นคน? ความจริงแล้ว เอารูปร่างออกหมด เห็น เป็น เห็น

~ความคลาดเคลื่อน มี เมื่อเราเข้าใจไม่มั่นคง เข้าใจไม่ถูกต้อง ความเป็นเรายังมีอยู่ เพียงแต่ว่า ไม่เคยรู้มาก่อนว่าไม่มีเรา ไม่ใช่เรา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ฟังแล้วก็ยังเป็นเรา   กว่าจะหมดความเป็นเรา ปัญญาจะต้องเกิดขึ้นอีกมากสักเท่าไหร่

~ชีวิตประจำวันของแต่ละคน เป็นจิต(สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์) เจตสิก (สภาพธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต) และรูป (สภาพธรรมที่ไม่รู้อะไร)

~ไม่มีทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จนกว่าจะได้เข้าใจธรรม

~ขณะใดก็ตามที่เข้าใจธรรม ขณะนั้น ระลึกถึงคุณของผู้ที่ทรงตรัสรู้ ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระคุณที่บำเพ็ญพระบารมี(คุณความดีที่จะทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส) เพื่อที่จะรู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ซึ่งใครๆก็ไม่รู้  แล้วทรงพระมหากรุณาให้คนอื่นได้เข้าใจตามด้วย  มิฉะนั้น เราไม่มีโอกาสจะได้เข้าใจ   หมายความว่า ปัญญาไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้เลย ถ้าไม่มีการฟังคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง  เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ก็รู้ถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~สงสัยเกิดแล้ว จะไม่ให้สงสัยได้อย่างไร เพราะเกิดแล้ว  ถ้าสงสัยยังไม่เกิด ขณะนั้นก็เป็นอย่างอื่น ไม่ใช่สงสัย แต่พอสงสัยเกิดแล้วจะไม่สงสัย ไม่ได้เลย เพราะเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัยด้วย ใครไม่สงสัย? รู้ความจริงเมื่อไหร่ ก็ไม่สงสัยในสิ่งที่รู้

~ขณะไม่โกรธ จะมีความโกรธเกิดร่วมด้วย ไม่ได้, โกรธ ดีไหม ไม่ดี เพราะสภาพโกรธเกิดเมื่อไหร่ทำร้ายจิตเมื่อนั้น เป็นศัตรูภายใน ศัตรูภายในเกิดเมื่อไหร่ ทำร้ายจิตทันที พอจิตไม่ดีแล้ว กาย ก็ไม่ดี  วาจา ก็ไม่ดี

~เพราะยึดมั่นในความเป็นเรา   จึงทำให้เกิดทุกข์

~ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับบัญชาได้ แต่สามารถเข้าใจได้

~มิตร หมายถึง ความเป็นเพื่อน หวังดี ไม่หวังร้าย พร้อมที่จะทำประโยชน์ เกื้อกูล   ขณะนั้น เป็นมิตร    แต่ถ้าทำร้ายเมื่อไหร่ หวังร้ายเมื่อไหร่ ไม่ใช่มิตร, มิตร ต้องพร้อมที่จะทำประโยชน์เกื้อกูลต่อคนนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นมิตร ที่ดี ก็คือ ให้เขาเข้าใจถูกต้องทุกคำด้วยความหวังดี เพราะว่าเป็นสิ่งที่หายาก ถ้าไม่มีใครที่จะพูดคำจริงให้เราเข้าใจ เราก็หลงผิดไป เพราะฉะนั้น มิตรที่ดี ต้องมีความกล้าที่จะทำดี  สิ่งที่ถูกต้อง ทำไมพูดไม่ได้ สิ่งที่ถูกต้อง ทำไมทำไม่ได้   ทำได้   ต้องอาจหาญ ร่าเริง

~ถ้าเขาว่าเรา แต่เราไม่โกรธ คำนั้น ก็ทำร้ายเราไม่ได้เลย ต่อให้มีเจตนาร้ายสักเท่าไหร่ แต่คนนั้นไม่โกรธ ทำอย่างไรเขาก็ไม่โกรธ คำนั้นจะมาทำร้ายได้อย่างไร เพราะฉะนั้น โกรธเมื่อไหร่ ไม่ใช่คนอื่นทำร้าย แต่สภาพธรรมคือความขุ่นเคือง ความหยาบกระด้างของจิต ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ทำร้ายจิต

~ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยๆ  ค่อยๆ เปิดสิ่งที่ถูกปกปิดไว้จนกระทั่งสามารถเห็นความจริง      (เป็นการ)ปล่อยวางการที่เข้าใจผิดว่าเป็นเรา

~กุศลที่ประกอบด้วยปัญญา หมายความว่า ขณะนั้นมีความเห็นถูกเกิดร่วมด้วย

~สละเพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น ไม่ได้หวังอะไรตอบแทนเลย ทั้งสิ้น ไม่หวังแม้เพียงการไปไหนมาไหนด้วยกัน   ให้ คือ  ให้ ขณะนั้น เป็นกุศล สละความเห็นแก่ตัว เพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น  ดีไหม? ดี ขณะนั้น คือ อโลภะ ความไม่ติดข้อง

~โลภะ คือ สภาพธรรมที่ติดข้อง อยากได้ ต้องการ ไม่มีวันจบ ตั้งแต่เช้ามาอยู่กับโลภะตลอดวันไม่รู้ตัวเลย ถ้าไม่ได้ฟังธรรม

~ฟังธรรมเป็นกุศลหรือเปล่า ประกอบด้วยปัญญาหรือเปล่า? ประกอบด้วยปัญญา เมื่อเข้าใจ.

 


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง...

และ อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
peem
วันที่ 9 พ.ย. 2560 20:58 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ผู้มีความประมาท
วันที่ 10 พ.ย. 2560 06:30 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 10 พ.ย. 2560 10:28 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 11 พ.ย. 2560 10:28 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 12 พ.ย. 2560 17:15 น.

    ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
thilda
thilda
วันที่ 12 พ.ย. 2560 23:54 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 15 พ.ย. 2560 17:38 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ