Print 
ภิกขุสูตร ... วันเสาร์ที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๐
 
มศพ.
วันที่  5 ก.ย. 2560
หมายเลข  29147
อ่าน  296

 

 

นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทธสฺส
นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทธสฺส
นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทธสฺส

พุทฺธํ  สรณํ   คจฺฉามิ
ธมฺมํ  สรณํ   คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ    คจฺฉามิ

•••..... ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย .....•••

 

 ... สนทนาธรรมที่ ... 

มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา  (มศพ.)

พระสูตร ที่จะนำมาสนทนาที่มูลนิธิฯ 
วันเสาร์ที่  ๙ กันยายน   ๒๕๖๐

คือ 
ภิกขุสูตร
จาก

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๓๔  - หน้าที่ ๒๘

----------------------------

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๓๔  - หน้าที่ ๒๘

๓.   ภิกขุสูตร
(ว่าด้วยบุคคล ๓ จำพวกในทางโลกและทางธรรม)

[๔๕๒]  ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ มีอยู่ในโลก  บุคคล ๓ จำพวก เป็นไฉน คือ บุคคลผู้ไร้ความหวัง บุคคลผู้มีส่วนแห่งความหวัง  บุคคลผู้สิ้นความหวังแล้ว

ก็บุคคลอย่างไร  ชื่อว่า ผู้ไร้ความหวัง ?  ดูกร ภิกษุทั้งหลาย  บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในตระกูลต่ำ  คือ ตระกูลจัณฑาลก็ดี  ตระกูลคนดีดพิณก็ดี ตระกูลพรานก็ดี  ตระกูลช่างทำรถก็ดี   ตระกูลคนรับจ้างเทขยะก็ดี  ทั้งยากจนขัดสนข้าวน้ำโภชนะ  เป็นอยู่อย่างแร้นแค้น  หาอาหารและเครื่องนุ่งห่มได้โดยฝืดเคือง ซ้ำเป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่  เตี้ยแคระ  มากไปด้วยโรค   ตาบอดบ้าง เป็นง่อยบ้าง กระจอกบ้าง  เปลี้ยบ้าง ไม่ใคร่ได้ข้าว น้ำ ผ้า  ยวดยาน  ระเบียบ ดอกไม้   ของหอม  เครื่องลูบไล้  ที่นอน  ที่อยู่   และเครื่องประทีป   บุคคลผู้นั้น ได้ยินข่าวว่า เจ้าผู้มีพระนามอย่างนี้   อันเจ้าทั้งหลายอภิเษกให้เป็นกษัตริย์แล้ว  ความหวังอย่างนี้ ย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้นว่า เมื่อไรหนาเจ้าทั้งหลายจักอภิเษกเราให้เป็นกษัตริย์บ้าง นี่  ภิกษุทั้งหลาย  เราเรียกว่าบุคคลผู้ไร้ความหวัง

ก็บุคคลอย่างไร  ชื่อว่า ผู้มีส่วนแห่งความหวัง  ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พระโอรสองค์ใหญ่ของพระราชาผู้เป็นกษัตริย์มุรธาภิเษก  ยังมิได้รับอภิเษกด้วยน้ำอภิเษก    เป็นผู้มั่นคงแล้ว  พระโอรสนั้น ได้สดับข่าวว่า  เจ้าผู้มีพระนามอย่างนี้  อันเจ้าทั้งหลายอภิเษกให้เป็นกษัตริย์แล้ว  ความหวังอย่างนี้ ย่อมมีได้ แก่พระโอรสนั้นว่า  เมื่อไรหนา เจ้าทั้งหลายจักอภิเษกเราให้เป็นกษัตริย์บ้าง  นี่   ภิกษุทั้งหลาย   เราเรียกว่า บุคคลผู้มีส่วนแห่งความหวัง

ก็บุคคลอย่างไร ชื่อว่าผู้สิ้นความหวังแล้ว  ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พระราชาได้เป็นกษัตริย์มุรธาภิเษกแล้ว  พระราชานั้นสดับข่าวว่า  เจ้าผู้มีพระนามอย่างนี้  อันเจ้าทั้งหลายอภิเษกให้เป็นกษัตริย์แล้ว   ความหวังอย่างนี้ ไม่มีแก่พระราชานั้น ว่า   เมื่อไรหนา   เจ้าทั้งหลาย จักอภิเษกให้เราเป็นกษัตริย์บ้าง  นั่นเพราะเหตุอะไร   เพราะความหวังในการอภิเษกของพระองค์เมื่อครั้งยังมิได้อภิเษกนั้น รำงับไปแล้ว  นี่ ภิกษุทั้งหลาย  เราเรียกว่า บุคคลผู้สิ้นความหวังแล้ว

นี้แล  ภิกษุทั้งหลาย  บุคคล ๓ จำพวกมีอยู่ในโลก

ฉันนั้นเหมือนกันแล  ภิกษุทั้งหลาย  บุคคล ๓ จำพวก ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุ บุคคล ๓ จำพวก เป็นไฉน? คือ บุคคลผู้ไร้ความหวัง  บุคคลผู้มีส่วนแห่งความหวัง  บุคคลผู้สิ้นความหวังแล้ว

ก็บุคคลอย่างไร  ชื่อว่า ผู้ไร้ความหวัง?  ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้  เป็นผู้ทุศีล  มีธรรมอันลามก  ไม่สะอาด  มีความประพฤติน่ารังเกียจ  มีการงานอันปกปิด  ไม่เป็นสมณะ  แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ  ไม่เป็นพรหมจารี  แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี  เป็นคนเน่าใน เปียกชื้น รกเรื้อ  (ด้วยกิเลสโทษ)  บุคคลนั้นได้ยินข่าวว่า  ภิกษุชื่อนี้กระทำให้แจ้ง เข้าถึงพร้อมซึ่งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ  อันหาอาสวะมิได้ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย  ด้วยความรู้ยิ่งด้วยตนเองอยู่ในปัจจุบันนี้   ความหวังอย่างนี้ ย่อมไม่มี แก่บุคคลนั้น ว่า  เมื่อไรเล่า  เราจักกระทำให้แจ้งเข้าถึงพร้อมซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้  เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย  ด้วยความรู้ยิ่งด้วยตนเองอยู่ในปัจจุบัน บ้าง  นี่ ภิกษุทั้งหลาย เราเรียกว่าบุคคลผู้ไร้ความหวัง

ก็บุคคลอย่างไร  ชื่อว่าผู้มีส่วนแห่งความหวัง ?   ดูกร ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีลมีธรรมอันงาม   ภิกษุนั้น ได้ยินข่าวว่า  ภิกษุ ชื่อนี้    กระทำให้แจ้งเข้าถึงพร้อมซึ่งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้    เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย  ด้วยความรู้ยิ่งด้วยตนเองอยู่ในปัจจุบันนี้   ความหวังอย่างนี้ย่อมมีได้แก่ภิกษุนั้นว่า  เมื่อไรเล่า เราจักกระทำให้แจ้งเข้าถึงพร้อมซึ่งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้  เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย  ด้วยความรู้ยิ่งด้วยตนเองอยู่ในปัจจุบันนี้บ้าง  นี่ ภิกษุทั้งหลาย  เราเรียกว่า  บุคคลผู้มีส่วนแห่งความหวัง

ก็บุคคลอย่างไร    ชื่อว่า ผู้สิ้นความหวังแล้ว ?  ดูกร ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็นพระอรหันต์  สิ้นอาสวะแล้ว  เธอได้ยินข่าวว่า  ภิกษุชื่อนี้  กระทำให้แจ้ง เข้าถึงพร้อมซึ่งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้  เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย  ด้วยความรู้ยิ่งด้วยตนเอง อยู่ในปัจจุบันนี้  ความหวังอย่างนี้ ย่อมไม่มีแก่เธอว่า  เมื่อไรเล่า  เราจักกระทำให้แจ้ง เข้าถึงพร้อมซึ่งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้  เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย  ด้วยความรู้ยิ่งด้วยตนเองอยู่ในปัจจุบันนี้ บ้าง  นั่น เพราะเหตุอะไร  เพราะความหวัง ในวิมุตติของเธอ เมื่อครั้งยังไม่วิมุตตินั้น รำงับไปแล้ว  นี่  ภิกษุทั้งหลาย   เราเรียกว่า  บุคคลผู้สิ้นความหวังแล้ว

นี้แล ภิกษุทั้งหลาย   บุคคล ๓ จำพวกมีอยู่ในหมู่ภิกษุ.
    
จบภิกขุสูตรที่  ๓.

อรรถกถาภิกขุสูตร (นำมาเพียงบางส่วน)

บทว่า  ทุสฺสีโล ได้แก่  ผู้ไม่มีศีล.  บทว่า ปาปธมฺโม  ได้แก่ ผู้มีธรรมอันลามก. บทว่า อสุจิ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยกรรมทั้งหลาย  มีกายกรรมเป็นต้น อันไม่สะอาด.  บทว่า  สงฺกสฺสรสมาจาโร   ความว่า  ผู้มีสมาจาร อันบุคคลอื่นพึงระลึกถึงด้วยความรังเกียจ คือ มีสมาจารเป็นที่ตั้งแห่งความรังเกียจของคนอื่นอย่างนี้ว่า  ผู้นี้ ชะรอยจักทำบาปกรรมนี้    เพราะเขาได้เห็นบาปกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสม.   อีกอย่างหนึ่ง  อธิบายว่า   มีสมาจารที่ตนนั่นแลพึงระลึกถึงด้วยความระแวง     ชื่อว่า  สงฺกสฺสรสมาจาโร.   จริงอยู่   ภิกษุนั้น เห็นภิกษุทั้งหลายประชุมปรึกษากันถึงเรื่องบางเรื่อง ในที่ทั้งหลายมีที่พักกลางวันเป็นต้น   แล้วก็มีความคิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุเหล่านี้จับกลุ่มกันปรึกษา   พวกเธอรู้กรรมที่เราทำแล้วจึงปรึกษากัน  หรือหนอแล   อย่างนี้   เธอชื่อว่า   มีสมาจารที่ตนเองพึงระลึกถึงด้วยความระแวง.  บทว่า  ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต  ความว่าผู้ประกอบด้วยบาปกรรมที่ต้องปิดบัง.    บทว่า   อสฺสมโณ  สมณปฏิญฺโญ ความว่า   บุคคลไม่เป็นสมณะเลย    แต่กลับปฏิญญาอย่างนี้ว่า  เราเป็นสมณะ  เพราะเขาเป็นสมณะเทียม.   บทว่า อพฺรหฺมจารี  พฺรหฺมจารีปฏิญฺโญ ความว่า บุคคลไม่เป็นพรหมจารีเลย แต่เห็นผู้อื่นที่เป็นพรหมจารีนุ่งห่มเรียบร้อย ครองผ้าสีดอกโกสุม  เที่ยวบิณฑบาต เลี้ยงชีวิตอยู่ในคามนิคมราชธานี  ก็ทำเป็นเหมือนให้ปฏิญญาว่า   เราเป็นพรหมจารี   เพราะแม้ตนเอง ก็ปฏิบัติด้วยอาการเช่นนั้น   คือ อย่างนั้น.   แต่เมื่อกล่าวว่า   เราเป็นภิกษุ   แล้วเข้าไปยังโรงอุโบสถเป็นต้น     ชื่อว่า ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี แท้ทีเดียว.  เมื่อจะรับลาภของสงฆ์ก็ทำนองเดียวกันคือปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี.  บทว่า  อนฺโตปูติ  ได้แก่ มีภายในหมักหมมด้วยกรรมอันเสีย.  บทว่า     อวสฺสุโต  ได้แก่  ผู้เปียกชุ่มด้วยกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น   ที่เกิดอยู่เสมอ. บทว่า   ตสฺส  น  เอวํ  โหติ   ความว่า   บุคคลนั้น   ไม่มีความคิดอย่างนี้ เพราะเหตุไร  เพราะเขาไม่มีอุปนิสัยแห่งโลกุตรธรรม.    บทว่า    ตสฺส   เอวํ โหติ   ความว่า   เพราะเหตุไร   เธอจึงมีความคิดอย่างนี้    เพราะเธอเป็นผู้มีปกติทำให้บริบูรณ์ในมหาศีล.                                                

จบอรรถกถาภิกขุสูตรที่    ๓.


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 5 ก.ย. 2560 17:43 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
©ข้อความโดยสรุป©
 
ภิกขุสูตร
(ว่าด้วยบุคคล ๓ จำพวกในทางโลกและทางธรรม) 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบุคคล ๓ จำพวก คือ ผู้ไร้ความหวัง ผู้มีส่วนแห่งความหวัง  ผู้สิ้นความหวังแล้ว  สรุปได้ดังนี้

-คนเกิดในตระกูลต่ำ ยากจนเข็ญใจ เมื่อได้ยินข่าวว่า ว่ามีการอภิเษกผู้เหมาะควรให้เป็นพระราชา  เขาย่อมไร้ความหวังต่อการที่ตนเองจะได้เป็นอย่างนั้น   เช่นเดียวกันกับภิกษุทุศีล  เมื่อได้ยินข่าวว่าภิกษุรูปนี้  ได้รู้แจ้งธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์      ย่อมไร้ความหวังต่อการที่ตนเองจะได้เป็นอย่างนั้น   นี้คือ บุคคลผู้ไร้ความหวัง

-พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระราชา  เมื่อได้สดับข่าวว่ามีการอภิเษกผู้เหมาะควรให้เป็นพระราชา  พระองค์เองย่อมมีส่วนแห่งความหวัง ว่า แม้พระองค์เองก็พึงจะได้รับการอภิเษกให้เป็นพระราชาบ้าง  เช่นเดียวกันกับภิกษุผู้มีศีล มีธรรมอันงาม เมื่อได้ยินข่าวว่าภิกษุรูปนี้ ได้รู้แจ้งธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์   ตนเองย่อมมีส่วนแห่งความหวังที่จะเป็นอย่างนั้นได้บ้าง   นี้คือ บุคคลผู้มีส่วนแห่งความหวัง

-พระราชาผู้ได้รับการอภิเษก แล้ว เมื่อได้สดับข่าวว่ามีการอภิเษกผู้เหมาะควรให้เป็นพระราชา   ย่อมไม่ทรงมีความหวังอย่างนั้นแล้ว เพราะความหวังนั้นได้สำเร็จไปแล้ว เช่นเดียวกันกับภิกษุที่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อได้ยินข่าวว่าภิกษุรูปนี้  ได้รู้แจ้งธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์  ย่อมหมดสิ้นความหวังที่จะเป็นอย่างนั้นแล้ว เพราะตนเองได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว นั่นเอง นี้คือ บุคคลผู้สิ้นความหวังแล้ว.

ขอเชิญคลิกศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

อาสวะ
ขอเรียนถามเรื่อง อันตรายิกธรรม และ อาณาวีติกกมะ
พระขีณาสพ หมายถึงใคร?
เจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุติ 
ปัญญาวิมุต กับ เจโตวิมุต ต่างกันอย่างไร
ความเป็นบรรพชิต ถ้ารักษาไม่ดี มีแต่จะทำให้เกิดโทษ 
ภิกษุต้องอาบัติ ถ้าไม่ปลงต้องตกนรกหรือไม่
พระทำผิดวินัยสงฆ์รับโทษอย่างไร       

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
papon
papon
วันที่ 6 ก.ย. 2560 10:24 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 7 ก.ย. 2560 09:51 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ