ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๐๘  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  16 ก.ค. 2560
หมายเลข  28997
อ่าน  973

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้



ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๐๘  

 

 

 ~ผลที่ดีต้องมาจากเหตุที่ดี ถ้ามั่นคงอย่างนี้จริงๆ จะทำชั่วไหม? ก็ต้องทำแต่สิ่งที่ดี  แต่บังคับไม่ได้ เพราะยังมีกิเลส(เครื่องเศร้าหมองของจิต) เพราะฉะนั้น   กิเลสก็ต้องเกิด

~ถ้าทั้งชาตินี้ ไม่มีโอกาสได้เข้าใจธรรม  ชาติไหนจะได้ฟังและเข้าใจ  เพราะชาตินี้มีโอกาสแล้ว  มีคำ(ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)  ซึ่งสามารถจะได้ฟังแล้วเข้าใจ ยังไม่ฟัง  ฟังแล้วก็ยังเผิน ไม่เข้าใจ  แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจได้

~ถ้ามีความเข้าใจถูกและมีความเป็นมิตรที่ดี   ที่จะให้คนอื่นเข้าใจถูกด้วย  เป็นบารมี(คุณความดีที่ทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส)ไหม?  เป็นเมตตาบารมี  ไม่หวังร้ายต่อใครเลยทั้งสิ้น  พูดคำจริงเพื่อประโยชน์  เพื่อเขาจะได้ไม่เป็นบาป  เพื่อจะได้ไม่ชักชวนกันทำบาปทั่วประเทศเพราะว่าไม่ได้เข้าใจความจริงเลย

~ถ้าเป็นอกุศล ก็ไม่ใช่บุญ ถ้าเป็นกุศล(ดีงาม) ก็ชำระจิตที่ไม่ดีงาม เพราะขณะนั้น เจตสิก(สภาพธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต)ที่ดีงาม เกิดขึ้น ทำให้จิตสะอาดปราศจากอกุศล

~ถ้าเข้าใจจริงๆ จะมีสำนักปฎิบัติไหม? มีสำนักปฏิบัติไม่ได้เลย เพราะไม่มีในสมัยพุทธกาล ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านก็เป็นมหาเศรษฐี ท่านก็ไม่ได้สร้างสำนักปฎิบัติ แต่สร้างพระวิหารต่างๆ เช่น พระวิหารเชตวัน สร้างเป็นที่อยู่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุทั้งหลาย

~สำนักปฎิบัติ เป็นที่อยู่ของใคร? เป็นที่อยู่ของผู้ไม่รู้แน่นอน ผู้หลงเข้าใจผิด และทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

~ทุกท่านที่สนใจในธรรม ถ้าไม่เคยสะสมการศึกษา การฟัง ศรัทธาและกุศลอื่นในอดีตมา ย่อมไม่มีโอกาสที่จะได้ฟัง หรือว่าเมื่อได้ฟังแล้วก็ไม่สนใจ นี่เป็นสิ่งซึ่งในอดีตชาติของแต่ละท่าน ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลยว่า ได้เคยกระทำกรรมอย่างไรแล้ว แต่ชาติในปัจจุบันนี้เองจะส่องไปถึงอดีตชาติ แม้ว่าไม่เคยทราบในชาตินี้ว่า ก่อนนั้นเป็นใคร เคยฟังพระธรรมที่ไหน เคยสนใจมากน้อยอย่างไร แต่ว่าในเมื่อปัจจุบันชาตินี้มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ก็แสดงว่าได้สะสมมาแล้วในอดีต

~ทุกอย่างเป็นกุศลในชีวิตประจำวันซึ่งทำแล้วหรือยัง หรือว่าทำไม่ได้ ถ้าชาตินี้ทำไม่ได้ ชาติต่อไปก็เป็นอย่างไร คิดว่าชาติต่อไปจะทำได้หรือ ถ้าชาตินี้ทำไม่ได้ ในเมื่อชาตินี้ยังยาก ชาติหน้าย่อมยิ่งยากขึ้นไปอีก

~ต้องเป็นผู้ที่ตรง เห็นว่าอกุศลเป็นอกุศล แล้วเริ่มขัดเกลาจริงๆ

~โลภะ(ความติดข้อง)ที่มีอยู่ในจิตใจของแต่ละคน ก็เป็นพืชเชื้อที่จะทำให้มีการเกิดอีกๆ เรื่อยๆ จนถึงกาลข้างหน้า ซึ่งนับไม่ได้เลย

~พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทั้งหมด เป็นไปเพื่อเกื้อกูลให้ทุกท่านรู้ตัวว่า ยังมีกิเลสอยู่มากๆ อย่าหลงผิดว่า ลดน้อยลงไปเยอะแล้ว เพราะเหตุว่าถ้าไม่ใช่ปัญญาจริงๆ กิเลสจะลดไม่ได้ และถ้าไม่มีการกระทำทางกาย ทางวาจา กิเลสก็คงยังไม่ปรากฏให้รู้ได้ว่า ขณะนั้นสะสมอกุศลไว้มากมายเพียงไร

~ใครเห็นโทษของกิเลส อะไรเห็นโทษของกิเลส ก็ต้องปัญญา คำตอบก็อยู่ที่ปัญญา ก็ต้องเจริญปัญญาขึ้น เมื่อปัญญาเพิ่มขึ้นก็ต้องเห็นโทษของกิเลส แต่ถ้าปัญญายังไม่เกิด แล้วจะบอกว่าเห็นโทษของกิเลสก็ยาก

~พุทธบริษัทฟังพระธรรม เพราะรู้ว่าผู้มีปัญญาตรัสรู้ธรรม ทรงแสดงให้คนที่ไม่รู้ฟัง เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ฟังพระธรรม ต้องรู้ว่าก่อนฟัง เป็นคนที่ไม่รู้อะไร ไม่เข้าใจอะไร เพราะฉะนั้น  ฟัง  เพื่อให้รู้

~ผู้ที่เจริญจริงๆ ต้องเป็นผู้เจริญทางจิตใจ ทางกุศล เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสรู้เป็นพระอริยเจ้า คือ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ทรงแสดงธรรมแล้ว สาวกทั้งหลายที่ได้อบรมเจริญบารมีมา ก็ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เพราะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม คือ ธรรมที่เป็นความจริงที่ทำให้ผู้รู้แจ้งเป็นพระอริยบุคคล คือ เป็นผู้ประเสริฐ ถึงขั้นดับกิเลสเป็นสมุจเฉท(ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาด)ได้ตามลำดับ เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจว่า “อริยะ” ว่า หมายถึง เป็นผู้เจริญจนกระทั่งดับกิเลสได้

~ให้ทานไปแล้ว แล้วก็รู้สึกว่าเราเป็นคนดีมากที่ให้ทาน และหวังผลว่าที่ให้ทาน จะทำให้เราเกิดบนสวรรค์ หรือมีรูปร่างสวยงาม มีทรัพย์สมบัติมากมาย ขณะนั้นสละกิเลสหรือเปล่า?

~ถ้าทุกคนในโลกนี้ทำดีเพื่อหวังผล คือหวังที่จะได้สิ่งตอบแทนที่ดี ในขณะที่หวังจะได้สิ่งตอบแทนที่ดี ขณะนั้นไม่ใช่กุศลจิตแน่ เพราะเหตุว่ายังเต็มไปด้วยความหวัง ความติด ความต้องการ

~เมตตา คือ การคิดถึงบุคคลอื่นด้วยความเป็นมิตร แล้วพร้อมที่จะทำประโยชน์ให้คนนั้น

~จิตใจของคน ส่วนใหญ่แล้วอกุศลทั้งนั้น ทั้งวัน โอกาสของกุศลน้อยมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่มีอธิษฐานบารมี (คุณความดีที่ทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส คือ ความตั้งใจมั่น) ก็เป็นผู้รู้ตัวว่า กิเลสยังเยอะ เพราะฉะนั้น  ยังจะต้องอาศัยความตั้งใจมั่นจริงๆในการเจริญกุศล มิฉะนั้นแล้วก็จะพลาดให้อกุศลทุกที

~จุติจิต คือ จิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ ที่ชื่อว่า “จุติ” เพราะเหตุว่าทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ หมายความถึงสิ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง ก่อนที่จุติจิตจะเกิด ไม่มีใครสามารถรู้ล่วงหน้าเลย เหมือนกับเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่า ขณะต่อไปอะไรจะเกิด

~ถ้าเป็นพุทธบริษัทผู้ไม่ประมาท ก็จะพิจารณาได้ว่า ถ้ามีความเห็นผิดประการใดต้องรีบทิ้ง ต้องรีบเปลี่ยนและแก้ให้เป็นความเห็นถูกขึ้น

~ถ้าไม่มีความเข้าใจในพระธรรม และคบหาสมาคมกับความเห็นผิด ก็ย่อมจะต้องเห็นผิดตามไปด้วย

~ ขณะใดที่จิตเป็นกุศล   (จากที่)เคยเป็นอกุศลวิตก(ตรึกไปด้วยอกุศล)  และเมื่อได้ฟังพระธรรมก็น้อมประพฤติปฏิบัติตาม ขณะนั้น ก็เป็นการบูชาที่พระผู้มีพระภาคทรงมีพระประสงค์มากกว่าที่จะให้บูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน หรือ เครื่องหอมต่างๆ เพราะเหตุว่า พระองค์เป็นผู้ที่ทรงดับกิเลสหมดแล้ว ไม่มีความใยดี เยื่อใยต้องการในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย)

~การขัดเกลากิเลสเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพราะเหตุว่า จะต้องเข้าใจเรื่องของสภาพธรรมโดยละเอียด โดยถูกต้อง ถ้าใครศึกษาพระธรรมโดยไม่รอบคอบ หรือมีการเข้าใจผิดในพระธรรม    การขัดเกลากิเลสก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ 

~เดี๋ยวนี้ ทั้งหมดเป็นธรรม แต่ไม่เคยรู้เลย จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ และกว่าจะเข้าใจได้ว่าไม่มีเราแต่เป็นธรรมทั้งหมด ก็ต้องอาศัยการฟังพระธรรมเทศนา ไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจ ว่า ไม่ว่าจะเป็นคำอะไรทั้งหมดที่ได้ฟัง คือ เดี๋ยวนี้

~ถ้าได้กล่าวคำจริง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้คนอื่นได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นที่ปีติยินดีของทุกคนไหม  ที่เขาได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น แต่ละคำๆ ก็จะทำให้ผู้ฟัง ไตร่ตรองเห็นประโยชน์และเป็นผู้ที่ตรง  ถ้าไม่เป็นอย่างนี้พระพุทธศาสนาก็ไม่รุ่งเรืองถ้าไม่มีคนเข้าใจคำสอนและเข้าใจผิด

~ขณะนี้เป็นขณะที่สะสมความเห็นถูก สำคัญอย่างยิ่งที่จะไม่เข้าใจผิด  เพราะเหตุว่าถ้าเข้าใจผิดก็หันหลังให้พระสัทธรรม

~ไม่รู้อะไรเลย จะเป็นชาวพุทธ ไม่ได้.

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

 ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๐๗   

 

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
และ อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
panasda
วันที่ 16 ก.ค. 2560 18:53 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
tinq305
tinq305
วันที่ 16 ก.ค. 2560 19:02 น.

ขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
มกร
วันที่ 16 ก.ค. 2560 19:14 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
chatchai.k
วันที่ 16 ก.ค. 2560 19:15 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
jirat wen
jirat wen
วันที่ 16 ก.ค. 2560 19:39 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 16 ก.ค. 2560 20:25 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
napapongsumran
napapongsumran
วันที่ 16 ก.ค. 2560 21:03 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
thilda
thilda
วันที่ 16 ก.ค. 2560 21:53 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 16 ก.ค. 2560 23:53 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
kullawat
วันที่ 17 ก.ค. 2560 06:57 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
siraya
วันที่ 17 ก.ค. 2560 08:25 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
jaturong
วันที่ 17 ก.ค. 2560 10:54 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 17 ก.ค. 2560 19:40 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
s_sophon
วันที่ 18 ก.ค. 2560 06:48 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
p.methanawingmai
p.methanawingmai
วันที่ 19 ก.ค. 2560 15:14 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ