ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๐๗  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  9 ก.ค. 2560
หมายเลข  28970
อ่าน  777

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้



ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๐๗  

 

 

~ไม่ควรเป็นผู้ประมาท ในเมื่อมีอกุศลสะสมมา มากมายทั้งโลภะบ้าง โทสะบ้าง เพราะฉะนั้น ก็จะต้องอาศัยสติ การระลึกได้ เป็นผู้อารักขา(รักษา)การที่จะดำเนินชีวิตต่อไปในการที่จะเจริญกุศลมากขึ้น

~ถ้ายังไม่ละคลายอกุศลต่างๆในชีวิตประจำวันจริงๆ ด้วยความตั้งใจมั่น ด้วยความเพียร ด้วยความอดทน ก็ย่อมไม่ถึงกาลที่จะดับกิเลสได้ เพราะเหตุว่ากิเลสมากมายเหลือเกิน

~การศึกษาพระธรรม จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะขัดเกลากิเลสทั้งหลาย ด้วยการเจริญกุศลยิ่งๆขึ้น และการศึกษาพระธรรมทั้งหมดโดยตลอด ก็เพื่อที่จะให้รู้ว่า แม้กุศลธรรมก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เพราะฉะนั้น  กุศลธรรมทั้งหลาย ที่จะค่อยๆอบรมให้เจริญขึ้น ก็คือ โสภณเจตสิก(สภาพธรรมที่ดีงามที่เกิดกับจิต) แต่ละชนิด ซึ่งต่างก็อาศัยกันเกิดขึ้นและค่อยๆอบรมเจริญขึ้น

~ลักษณะของความอยาก เป็นลักษณะที่ต้องการและติด แต่เรื่องของปัญญา เป็นเรื่องรู้แล้วละ นี่คือสิ่งที่ผิดกันมากทีเดียว รู้แล้วละ ย่อมสงบ แต่อยากแล้วติดแล้วพอใจ จะกล่าวว่าสงบได้อย่างไร

~ธรรมเป็นสิ่งที่จะต้องอบรมเจริญประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพราะเหตุว่าชีวิตประจำวันของเราดำรงอยู่เพียงชั่วขณะจิตเดียว บางขณะจิตเราก็เป็นอกุศล ซึ่งต่างกับขณะที่เป็นกุศล เพราะฉะนั้น จิตจะเกิดดับสลับเปลี่ยนแปลงกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าจิตเที่ยง แต่ว่าจิตที่เป็นอกุศล ก็ไม่ใช่จิตที่เป็นกุศล

~ขณะที่มีเมตตา มีความเป็นเพื่อน ขณะนั้นเป็นกุศล แล้วถ้าเราเพิ่มความเมตตากับทุกๆคนขึ้น ที่เราพบปะ นั่นคือเราอบรมเจริญความสงบของจิต ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปนั่งท่องภาวนาอยู่ที่มุมหนึ่งมุมใด แต่พอพ้นจากห้องนั้นมาแล้ว เห็นคนอื่นก็หมั่นไส้ หรือไม่ชอบ หรือรำคาญ ขณะนั้นที่เราไปนั่งท่องตั้ง ๒๐ นาที หรือครึ่งชั่วโมง จะไม่มีความหมายเลย เพราะเหตุว่า ไม่เป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน

~เมื่อเป็นมนุษย์เหมือนกันทั้งโลกที่มีโลภะ โทสะ โมหะ ก็เป็นของธรรมดาว่า อกุศลกรรมหรือการกระทำที่ไม่ดีทั้งหลาย ก็ต้องมาจากอกุศลจิต บังคับไม่ได้เลย ต่อเมื่อใดดับกิเลสแล้ว ก็ไม่ต้องบังคับ ไม่มีการบังคับอีกต่อไป เพราะเหตุว่าไม่มีเชื้อปัจจัยที่จะให้เกิดการกระทำที่เป็นอกุศลนั้นๆ

~จิตต่างกัน เราเมตตาเขาได้ แต่เขาจะเมตตาเราหรือเปล่า แล้วแต่การสะสมของเขา เราไม่เบียดเบียนเขา แต่เขาจะคิดเบียดเบียนเราหรือเปล่า นั่นก็เป็นเรื่องจิตใจของเขา

~คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสัจจธรรม เป็นความจริง ซึ่งทำให้ผู้ฟังเริ่มเกิดปัญญาที่จะรู้จักตัวเอง และรู้จักโลก รู้จักสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกตามความเป็นจริง จนกระทั่งดับกิเลสได้ เพราะฉะนั้น อนุสาสนีปาฏิหาริย์(คำสอนเป็นอัศจรรย์) ก็เป็นเลิศ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เป็นสาวกทุกท่านต้องฟังพระธรรม เพราะเหตุว่า ตนเองไม่ได้สะสมบารมีมาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกพุทธเจ้า

~ถ้ากิเลสมาก ก็ทุกข์มาก ถ้ากิเลสน้อย ก็ทุกข์น้อย เพราะฉะนั้น จะทุกข์มากทุกข์น้อยนั้นขึ้นอยู่กับกิเลสมากหรือกิเลสน้อย เพราะเหตุว่าความทุกข์มีหลายอย่าง ถ้าเป็นความทุกข์กาย แม้แต่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอริยสาวกทั้งหลายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรมที่เป็นอกุศลในอดีตที่ได้กระทำแล้ว เมื่อมีกายตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ย่อมเป็นทางที่จะให้เกิดทุกข์กายได้ทั้งสิ้น ที่ศีรษะก็เป็นทุกข์ได้ ที่ปลายเท้าก็เป็นทุกข์ได้ ในเมื่อมีกายอยู่ นั่นก็เป็นเรื่องของทุกข์กาย แต่ผู้ที่ไม่มีกิเลส แม้ว่าจะมีทุกข์กาย ก็ไม่เดือดร้อนเลย

~เราเป็นคนมีโลภะ เห็นอะไรก็อยากได้  พอเราเป็นคนมีโทสะ สะสมความไม่ชอบ พอเห็นคนนี้เราก็ไม่ชอบ เห็นคนนั้นเราก็ไม่ชอบ เห็นคนโน้นเราก็ไม่ชอบ เพราะเราสะสมโทสะ เป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น มีเรื่องต้องขัดเกลามาก  เกิดมาแล้วได้ขัดไปหน่อยก็ยังดี แล้วก็เจริญปัญญาขึ้นทุกภพทุกชาติ

~ผู้ที่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่า ดีเท่าไรก็ยังไม่พอ ผู้นั้นก็มีโอกาสที่จะเจริญกุศลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

~ทุกคนอยากจะดี   แล้วอย่างไรจึงจะ ดี ได้ ตามที่อยาก   ไม่สามารถที่จะ ดี ได้อย่างที่อยาก  ถ้าไม่มีปัญญา    แต่ถ้ามีปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง สิ่งใดเป็นโทษ ปัญญา ละ    สิ่งใดเป็นประโยชน์  ปัญญาก็อบรมเจริญกระทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

~อาลัย (ติดข้อง พอใจ) ก็คือ ไม่พร้อมที่จะจากสิ่งนั้น   ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มี  เพียงแค่มีเมื่อปรากฏแล้วก็หมดไป  แต่เสมือนว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นยังอยู่ตลอดเวลา  ไม่พร้อมที่จะจากไป

~พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ให้ความรู้ ความเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างตรงตามเหตุตามผล จะไม่ทำให้ผู้ที่ศึกษาเข้าใจผิดคลาดเคลื่อน แต่ผู้ใดที่ไม่ศึกษา จะเข้าใจคำที่ใช้ในพระพุทธศาสนาคลาดเคลื่อน เช่น คำว่า “บุญ” คิดว่าเป็นเรื่องของวัตถุสิ่งของ ถ้าให้วัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากๆ ก็เข้าใจว่า ขณะนั้นได้บุญมาก โดยที่ไม่ทราบเลยว่า แท้ที่จริงแล้ว บุญไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่สภาพจิตที่เป็นกุศลในขณะนั้นซึ่งปราศจากโลภะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ปราศจากอกุศล

~เขาก็มีอกุศลจิต เราก็มีอกุศลจิต ถ้าใครยังโกรธใครอยู่ หรือไม่ชอบใครก็ตาม ขอให้คิดเสียว่า เราจะเห็นเขาเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็จะไม่เห็นกันอีก เพราะฉะนั้นจะทำอะไร เมื่อเป็นการเห็นครั้งสุดท้ายกันแล้ว จะทำดีหรือจะทำชั่วต่อกัน

~
ถ้าไม่ฟังพระธรรมเลยก็ไม่สามารถจะมีเครื่องลับปัญญาให้คมกล้า เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ได้ยินได้ฟังที่ให้พิจารณาอย่างละเอียดนั้น เปรียบเสมือนเครื่องลับปัญญาให้คมกล้า ซึ่งถ้าไม่มีเครื่องลับ ปัญญาก็จะคมไม่ได้เลย ไม่สามารถจะเข้าใจความละเอียดของลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏตั้งแต่เกิดจนตาย

~
การฟังพระธรรมก็เหมือนกับการเกิดใหม่ก็ได้ เพราะเหตุว่าการเกิดก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม ไม่มีโอกาสจะได้เข้าใจสภาพธรรมเลย ปรมัตถธรรมเป็นอย่างไร ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เป็นอนัตตาอย่างไร เพราะฉะนั้น แม้ในการที่ได้ฟังพระธรรมก็เหมือนกับเป็นการเกิดใหม่ ที่จะทำให้จิตใจน้อมไปในทางที่เป็นกุศลเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะละคลายอกุศลที่แตกต่างจากก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม

~
ขณะที่อกุศลจิตเกิด ไม่ใช่ขณะที่ปัญญาเกิด เพราะฉะนั้น ก็ไม่ถือเอาสิ่งที่ควรถือ หรือ ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ แต่ว่ามีความประพฤติเหมือนดังเข้าไปในเรือนที่มืดตื้อ ทำอะไรก็ไม่ถูก และทำสิ่งที่ผิดๆด้วย  ไม่มีปัญญาที่จะส่องให้เห็นว่า สิ่งนั้นไม่ควรกระทำ แต่ว่าทำไปแล้วด้วยอวิชชา(ความไม่รู้)

~ปลอดภัยจากอกุศล ด้วยปัญญา

~ไม่ควรประมาท ถ้ากุศลไม่เกิด ก็เป็นอกุศล

~
ถ้าเข้าใจถึงความเป็นธาตุ กุศลธรรมทั้งหลายก็จะเจริญขึ้น เช่น เมื่อเข้าใจว่า เป็นธาตุ แล้วจะโกรธอะไร

~
ไม่ว่าจะเป็นพระสูตรไหน ก็ไม่พ้นไปจากสัจจธรรม เป็นไปเพื่อความเข้าใจสิ่งที่มีจริงทั้งหมด

~
ฟังพระธรรม จนกว่าจะเข้าใจจริง ๆ ว่า เป็นธรรม ไม่ใช่เรา

~
สะสมมาไม่ดีจึงกล่าวคำเท็จ ง่าย กล่าวคำจริง ยาก แต่ถ้าสะสมมาดี กล่าวคำจริง ง่าย กล่าวคำเท็จ ยาก

~
เมื่อตนเอง ชอบคำจริง ชอบความจริง ไม่ชอบคำเท็จ แล้ว ทำไมจึงพูดโกหกผู้อื่น

~
ถ้าไม่มีการอบรมเจริญปัญญา ก็ไม่สามารถขัดเกลา ละคลาย กิเลสอะไรๆ ได้เลย

~
ละอายต่อความไม่รู้ จึงฟังพระธรรม ละอายนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่ไปละอาย แต่เป็นธรรม

~
แต่ละคน ควรมีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง

~ฟังธรรม เป็นบุญ เพราะเข้าใจธรรม

~ขณะที่เป็นอกุศล ไม่ใช่บุญ

~กุศลเกิดเมื่อไหร่ เป็นบุญทันที มีความเป็นมิตรเป็นเพื่อน(เมตตา) เมื่อไหร่ เป็นบุญเมื่อนั้น    แต่ถ้าความโกรธเกิดเมื่อไหร่ ไม่ใช่บุญเมื่อนั้น

 ~เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เพราะมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น.

 

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม   ... ครั้งที่ ๓๐๖ 

 

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ... 
 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
วรรณวีร์
วรรณวีร์
วันที่ 9 ก.ค. 2560 18:50 น.

กราบอนุโมทนาสาธุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
panasda
วันที่ 9 ก.ค. 2560 19:01 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 9 ก.ค. 2560 19:03 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
มกร
วันที่ 9 ก.ค. 2560 19:32 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Guest
วันที่ 9 ก.ค. 2560 20:04 น.

สาธุ สาธุ สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 9 ก.ค. 2560 21:26 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
thilda
thilda
วันที่ 10 ก.ค. 2560 00:19 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
arin
วันที่ 10 ก.ค. 2560 08:39 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
peem
วันที่ 10 ก.ค. 2560 15:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 10 ก.ค. 2560 15:47 น.

   ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
siraya
วันที่ 10 ก.ค. 2560 16:15 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 11 ก.ค. 2560 08:44 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 11 ก.ค. 2560 08:56 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
jaturong
วันที่ 11 ก.ค. 2560 10:05 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 12 ก.ค. 2560 08:53 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
s_sophon
วันที่ 18 ก.ค. 2560 07:23 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ