Print 
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๒๒-๒๓ ธ.ค. ๒๕๕๙ [ตอนแรก]
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  7 ม.ค. 2560
หมายเลข  28507
อ่าน  1,463

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ ๒๒-๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา และคณะวิทยากรของมูลนิธิฯ ผศ.อรรณพ หอมจันทร์ อาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย ได้รับเชิญจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อไปสนทนาธรรมกับนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ของคณะอุตสาหกรรมเกษตร ตามโครงการค่ายคุณธรรม ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๙ ณ ห้องประชุมประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร อาคารสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งทางคณะอุตสาหกรรมเกษตรได้เชิญท่านอาจารย์และคณะฯ เดินทางไปก่อนล่วงหน้าในบ่ายของวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๙

ที่มาของการเดินทางไปสนทนาธรรมของท่านอาจารย์และคณะฯในครั้งนี้ เนื่องมาจากการที่ อาจารย์ ดร.ม.ล.ญาศินี จักรพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร และคณาจารย์ในคณะฯ ได้เห็นประโยชน์ว่า การที่ทางมหาวิทยาลัยมีการจัดโครงการค่ายคุณธรรมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ในทุกปีการศึกษา มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการช่วยให้นักศึกษาใหม่ได้ตระหนักในเรื่องของคุณธรรมประกอบกับความรู้และหน้าที่ จุดมุ่งหมายเพื่อการเป็นบัณฑิตที่มีความพร้อมในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตด้วยความสุจริต ต่อไป จึงได้กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์และคณะวิทยากรของมูลนิธิฯ เพื่อมาสนทนาธรรมในครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น ๒ วัน คือ วันที่ ๒๒- ๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ ดังกล่าว

โดยในวันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ ทางผู้จัดทำโครงการ ได้นำเสนอหัวข้อเพื่อการสนทนาในภาคเช้าว่า "เรียนแบบบัณฑิต ชีวิตดี๊ดี" ซึ่งท่านผู้นำเสนอ ได้กล่าวขยายความบางตอนว่า "....ทุกคนในที่นี้ ล้วนเติบโตมาในสังคมไทย วัฒนธรรมไทย ที่มีการนับถือพุทธศาสนาเป็นหลัก ซึ่งเชื่อว่าทำให้เป็นคนที่ดี แต่แท้ที่จริงแล้ว นั่นเป็นเพราะบริบทและกรอบของสังคม หรือเป็นเพราะเกิดขึ้นเองภายในบุคคลนั้นๆกันแน่!! การเป็นคนดี มีคุณธรรม หรือได้ชื่อว่าเป็นผู้นับถือศาสนา มีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจนั้น เพียงพอหรือไม่? และความดีมีคุณธรรมจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงได้อย่างไร? การเป็นผู้มีความรู้และดีด้วยนั้น เป็นเช่นไร?...."

สำหรับในภาคบ่าย ท่านผู้ดำเนินโครงการได้นำเสนอหัวข้อเพื่อการสนทนาว่า "ปฏิบัติอย่างไรต้านภัยโลก" ซึ่งมีคำปรารภบางตอนว่า "....ทุกวันนี้มีอุบัติเหตุเภทภัยหลายอย่างที่เกิดขึ้นอย่างน่าตกใจ...สร้างความตระหนกในแต่ละครั้งมากมาย...การตั้งมั่นในความดี หมั่นรักษาศีล ปฏิบัติธรรม จะมีโอกาสรอดพ้นจากภัยทั้งปวงได้ แต่การปฏิบัติธรรม รักษาศีล ก็มีหลายรูปแบบ หลายวัด หลายสำนัก หลายครูบาอาจารย์ แบบใดจึงจะเลือกนำมาใช้ให้ถูกต้อง...."

เป็นคำปรารภของผู้จัดทำโครงการที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดการอ่านและพิจารณาความการสนทนาที่คัดมาโดยละเอียด เพื่อประโยชน์ตามสมควร ทั้งยังเป็นการควรที่จะได้มีการบันทึกไว้เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง ของท่าน อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ผู้เสียสละและทุ่มเทเวลาให้กับศาสนาจนหมดใจ ที่เมตตาเดินทางไปสนทนาธรรม กับนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ของคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่นักศึกษาบางท่านอาจทราบในภายหลังว่า เป็นเพราะบุญที่ได้เคยกระทำไว้แต่ปางก่อนโดยแท้ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต มีโอกาสได้ฟังคำจริง วาจาสัจจะ ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จากท่านผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค ในวัย ๙๐ ปี ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตา หาประมาณมิได้ ดั้นด้นเดินทางไปในทุกที่ ที่มีผู้เห็นประโยชน์ของความเข้าใจความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงมีพระมหากรุณาแสดงไว้ โดยไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อย หรือย่อท้อใดๆเลย ดังคำกล่าวที่ซาบซึ้งใจยิ่งของท่านว่า " สำหรับดิฉัน อะไรก็ไม่สำคัญสักอย่าง นอกจากเข้าใจพระธรรม ไม่ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร ถ้าได้พบ ได้ฟัง ก็ขอได้เข้าใจคำ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เท่านั้นเอง เกิดมาก็ไม่มีอะไรที่จะสำคัญจริงๆ เพราะว่า แต่ละอย่างๆ ก็เพียงชั่วคราว " กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์  ค่ะ จะรู้ว่าพระพุทธศาสนาเกื้อกูลอย่างไร ก็ต่อเมื่อมีคำถาม ถ้าไม่มีคำถามก็จะไม่มีคำตอบ แสดงว่าไม่ได้สนใจที่จะรู้ว่า คำว่า "พระพุทธศาสนา" จะเป็นประโยชน์กับทุกคน!! ไม่เว้นเลย! ไม่ว่าวัยไหน

 

เพราะฉะนั้น ถ้ามีคำ หรือ มีความสงสัยเรื่องอะไรก็ได้ พระพุทธศาสนามีคำตอบ เรื่องอะไรก็ได้ที่คิดว่า เรามาเห็นกัน พบกัน สนทนากัน ก็เพื่อ "ความเข้าใจ" มิฉะนั้นแล้ว ไม่มีประโยชน์เลย การที่ได้พบ มีโอกาสได้ฟัง ได้พูด ได้สนทนา ก็เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง!!

ได้ยินคำว่า "พระพุทธศาสนา" มีใครสงสัยไหม? คะ? นี่ค่ะ "เริ่มต้น" การสนทนาธรรม ก็เพื่อให้มีความเข้าใจจริงๆ ถามว่า ได้ยินคำว่า "พระพุทธศาสนา" มีใครสงสัยอะไรไหม? หรือไม่สงสัยเลย? ได้ยินคำว่าพระพุทธศาสนา ไม่สงสัยเลย แต่..."เข้าใจไหม?" คะ? ไม่เข้าใจใช่ไหม? เพราะฉะนั้น "ศาสนา" หมายความถึง "คำสอน" ของใครก็ได้  ไม่ได้มีศาสนาเดียว แล้วแต่ว่า ใครคิดว่า ฃเขาเข้าใจอะไร อะไรจะเป็นประโยชน์ และเขากล่าวคำที่มีประโยชน์กับคนอื่น แล้วคนอื่นเห็นว่ามีประโยชน์ ก็คล้อยตามกัน เพราะฉะนั้น ก็เป็นแต่ละศาสนา ต่างๆกัน

แต่สำหรับคนไทยเรา ที่ชินหูมากก็คือ พระพุทธศาสนา มีคำว่า "พุทธะ" แต่ว่าเข้าใจไหม? ว่า พุทธะคืออะไร? พุทธะ(พุทธ) คือ ผู้รู้ ผู้ทรงตรัสรู้ หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า "ใครๆก็ไม่รู้" ถูกต้องไหม? ถ้าใครๆรู้หมด เป็นผู้รู้ ก็ไม่ต้องมี "ผู้ที่ตรัสรู้" หรือ "ผู้รู้" แต่พอใช้คำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนคนอื่น ซึ่งไม่รู้!! แต่ต้องเป็นคนที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่ทุกคนกราบไหว้  ตั้งแต่เด็ก จนตาย...

เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่ไม่ประมาท ไม่ใช่ว่ารู้จักพระพุทธศาสนาแล้ว แต่ต้องรู้ว่า ถ้ารู้จักพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนให้เข้าใจอะไร? เห็นไหม? เผินไม่ได้เลย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น จะเป็น "คนดี" เผินได้ไหม? จะเป็นคน "ดี๊ดี" เผินได้ไหม? ต้องมาจาก "ดี" แล้วจึงจะ "ดีขึ้น" จนกระทั่งถึง "ดี๊ดี" ได้

ทุกอย่าง ประมาทไม่ได้เลย การที่เราได้เห็นคนที่ได้รับโทษภัยต่างๆ เพราะ "ความประมาท" ทั้งหมด ประมาทที่จะคิดว่า ยาเสพติดเป็นเรื่องเล็ก แค่ครั้งเดียว สองครั้ง คงไม่เป็นไร แต่จะเห็นได้ว่า โทษมากมาย เพราะความประมาท!!! เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งสิ้น ถ้าเป็นไปด้วยความประมาท สิ่งนั้นเป็นอันตราย!! ถ้าประมาทในพระพุทธศาสนา ไม่ศึกษาให้ลึกซึ้ง ไม่ศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ก็เป็นอันตราย!! 

เพราะฉะนั้น จะมีใครตอบไหม? พระพุทธศาสนาคืออะไร? และ รู้จักพระพุทธศาสนาหรือยัง? หรือว่าได้ยินคำนี้บ่อยๆ แล้วบอกว่านับถือพระพุทธศาสนา เป็นชาวพุทธ ยังไม่ได้เข้าใจพระพุทธศาสนา แต่ถ้าเข้าใจ จะรู้ว่า แม้แต่ทุกคำที่พูด ต้องตรงและจริง ถ้ากล่าวว่ารู้จักพระพุทธศาสนา เพียงว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงแสดงพระธรรม จึงเป็นพุทธศาสนา แค่นี้ไม่พอ และเพียงผิวเผิน คิดว่ารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้านิดๆหน่อยๆ ก็ยังไม่พอ!! 

เพราะฉะนั้น จริงๆแล้ว รู้จักแค่ไหน ตอนนี้เริ่มรู้หรือยัง? รู้จักพระพุทธศาสนาแค่ไหน? เริ่มรู้สึกตัวหรือยัง? รู้จักมากไหม? ไม่รู้จัก!! ถูกต้องค่ะ!! เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ไม่รู้ ก็รู้ตามความเป็นจริงว่า "ไม่รู้" เพราะฉะนั้น  ที่สำคัญที่สุด ควรรู้ไหม? เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ถ้ามีคำถามของผู้ที่สนใจที่จะรู้

คุณซ้ง  ขออนุญาตถามแทนนักศึกษาแล้วกันนะครับ ในฐานะศิษย์เก่า มช.ด้วย จบไปสิบกว่าปี ขออนุญาตถามอาจารย์นะครับ "ชีวิตดี๊ดี" ที่นักศึกษารู้ตอนนี้ คือ มาเรียนคณะอุตสาหกรรมเกษตร จบออกไป ได้ชื่อว่าบัณฑิต วิทยาศาสตร์บัณฑิต เงินเดือนสักแสนหนึ่งพอไหม? พอไหมครับ? มีบ้านอยู่ใจกลางเมือง มีคอนโด มีรถขับ นี่ครับ ชีวิตดี๊ดี ถามว่า มหาวิทยาลัย บัณฑิตในทางโลก เขาเรียนได้วิทยาศาสตร์บัณฑิต ได้ชีวิตดี๊ดีแบบนี้ แต่ถ้ารู้ทางพระพุทธศาสนา "ชีวิตดี๊ดี" นี้เป็นอย่างไรครับ?

ท่านอาจารย์  ค่ะ เรียนจบ ชีวิตดี๊ดี ต่างตรงไหน? ดีตรงไหน? เห็นไหม? ไม่ใช่ว่าต้องการเพียงแต่จะ "ตอบ" แต่ต้องเป็นเรื่อง "ไตร่ตรอง" ทั้งหมดที่ฟัง ไม่ใช่ความรู้ของคนอื่น!! แต่ต้องจากการได้ยินได้ฟัง ประโยชน์อยู่ที่ "ความเข้าใจของตนเอง" มิฉะนั้นจะเสียเวลาแต่ละนาทีไป โดยที่ว่า ฟังแล้วก็ไม่ได้มีความเข้าใจอะไรเป็นของตนเอง เพราะฉะนั้น ทั้งหมดต้องเป็นการ "ไตร่ตรอง"

 

เดี๋ยวนี้ "ดี๊ดี" หรือเปล่า? คะ? ยังใช่ไหม? เพิ่งก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาปีที่ ๑ ยังไม่ดี๊ดีหรือคะ? เพราะฉะนั้น เรียนจนจบแล้ว "ดี๊ดี" หรือยัง? คะ? เห็นไหม? ต้องเป็นคนที่คิดว่า "ดี" คือ อะไร? ไม่ใช่เขาถาม เราตอบ แต่ตอบด้วยความจริงใจ ที่เข้าใจ หรือเปล่า? ว่า ดีคืออะไร?

 

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ปีที่ ๑ จนถึงจบ จนถึงทำงาน ดี๊ดีตอนไหน? อย่างท่านที่กล่าวเมื่อกี้นี้ มีบ้านใหญ่กลางเมือง มีทุกสิ่งทุกอย่างเพียบพร้อม แล้วดีจริงๆหรือเปล่า? และดีตอนไหน? ถ้าเป็นคนทุจริต เพียงแค่เป็นคนไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นใคร วัยไหน อยู่ที่ไหนก็ตาม ทุกคนก็ตราหน้าว่า ไม่ดี คนนี้ไม่ดี เพราะการกระทำที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น ดี๊ดี ไม่ใช่ไปอยู่ที่เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อยู่ที่ "คุณความดี" 

เพราะฉะนั้น การที่จะมีคุณความดีเพิ่มขึ้นจากการที่เราเป็นเด็กแล้วเติบโตมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ และทุกคนก็อยากจะถึง "ดี๊ดี" ก็ขอเชิญคุณอรรณพ เพราะว่า กว่าคุณอรรณพจะดี๊ดีหรือเปล่าไม่ทราบ(หัวเราะ) 

ผศ.อรรณพ  พระพุทธเจ้าท่านจะแสดงให้รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี และอะไรที่มีจริงแล้วไม่ใช่ดี และไม่ใช่ไม่ดี แต่ "มีจริงๆ" เพื่อให้คนเข้าใจความจริง เมื่อเข้าใจความจริงอย่างนี้ ความดีที่เกิดกับจิต โดยเฉพาะ "ความเข้าใจ" ความเข้าใจถูก เท่านั้น ที่จะทำให้ "ชีวิตดี" เราอย่านึกว่าเรามีศาสตร์ มีความรู้ เงินทองเยอะแยะ เคยเห็นคนที่รวยๆไหม? ผูกคอตายก็มี ไปหลงเชื่อเขา อยากไปสวรรค์ จ่ายเงินเยอะๆ หมดตัว ไม่มีเงินก็ไปเป็นหนี้เขา เพื่อที่จะไปทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นบุญ ที่ครึกโครมอยู่ทุกวัน ไปหลงเชื่ออะไรก็ไม่รู้ จบปริญญา ที่เราชื่อว่าปริญญาทางโลก ตรี โท เอก อะไรก็ตาม ถ้าเราไม่มีความรู้  เงินทองที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมา เรียน อก.(อุตสาหกรรมเกษตร)ก็เป็นคณะที่มีชื่อ ก็หมดไปกับความที่เราไปหลงเชื่ออะไรก็ไม่รู้ ก็หมดไปกับการที่เราใช้ชีวิตไปวันๆ แล้วก็หาเงิน หาเงิน แล้วก็ตายไปด้วยความไม่รู้อะไร เคยคิดบ้างไหม? ว่าเราเกิดมาทำไม? และชีวิตจะดีขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้น ได้อย่างไร?

เกิดมา ใช้คำว่า "เป็นชาวพุทธ" เคยรู้จักพระพุทธศาสนาไหม? คำสอนของผู้ที่ดีจริงๆ แท้ คือ พระพุทธเจ้า จึงจะเป็นประโยชน์ให้ค่อยๆ ได้อาศัยศึกษาแล้วค่อยๆดีขึ้น เป็นนักศึกษาต้องศึกษาสองส่วน ศึกษาวิชาการทางโลกเพื่อจะมีศิลปะดำรงชีวิตอยู่ แล้วก็ศึกษาสิ่งที่มีประโยชน์ในชีวิตที่สุด ก็คือ พระธรรมคำสอน ซึ่งแสดงให้เห็นความจริง ไม่ถูกหลอก ไม่ถูกลวง แล้วก็จะนำชีวิตไป ให้ชีวิต ดีขึ้น ดีขึ้น จนเป็น "บัณฑิตชีวิตดี๊ดี"

บัณฑิตชีวิตดี๊ดีนี่ (ความหมายของ) "บัณฑิต" เรายังไม่ได้กล่าว เดี๋ยวอาจารย์คำปั่นช่วยแปลคำว่า "บัณฑิต" ก่อน ใครทราบบ้างไหม ว่า บัณฑิตแปลว่าอะไร? ต้องการทราบความหมายของคำว่าบัณฑิตที่แท้จริงไหม? ใครต้องการทราบความหมายช่วยยกมือ

เดี๋ยวจะให้อาจารย์คำปั่นตอบ ว่าบัณฑิตจริงๆ แปลว่าอะไร คนที่เรียนจบปริญญาทางโลก เป็นบัณฑิตที่แท้จริงไหม? และจะเป็นบัณฑิตที่มีชีวิต ดี ดี๊ ดี หรือเปล่า? อย่างไร? อันนี้ก็ตรงประเด็นหัวข้อ(ที่ตั้งไว้)

อ.คำปั่น  ครับ สำหรับในความละเอียดของพระธรรมก็จะได้กราบเรียนท่านอาจารย์ได้สนทนาต่อเนื่องเลยนะครับ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ้าดูในคติพจน์ประจำมหาวิทยาลัย รู้ไหมคืออะไร? บัณฑิตย่อมฝึกตน (อัตตานัง ทมยันติ ปัณฑิตา)ใช่ไหมครับ? และค่านิยมของคณะอุตสาหกรรมเกษตรก็คือ "เก่งงาน ทำดี สามัคคี มีความสุข" มีคำว่า "ทำดี" น่าพิจารณาใช่ไหม?

ในช่วงนี้ก็ขออนุญาตกล่าวถึงความหมายของบัณฑิต "บัณฑิต" หมายถึง "ผู้ที่มีปัญญา ผู้ที่ดำเนินไป ด้วยปัญญา" ปัญญาก็คือความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ความเป็นบัณฑิต ก็คือ ความเป็นผู้มีความประพฤติที่ดีงาม ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ผู้ที่เป็นบัณฑิต เมื่อคิดก็คิดแต่สิ่งที่ดี เมื่อพูดก็พูดสิ่งที่ดี มีประโยชน์ เกื้อกูลแก่ผู้อื่น เมื่อกระทำ ก็กระทำในสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เข้าใจถูก เห็นถูก ในสิ่งที่มีจริง ตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น ความเป็นบัณฑิต ไม่ได้อยู่ที่การเรียนหนังสือเก่ง ไม่ได้อยู่ที่การจบการศึกษาสูงๆ แต่อยู่ที่ ความเข้าใจถูก เห็นถูก ในพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ ก็ "เริ่มที่จะเป็นบัณฑิต" ด้วยความเป็นผู้ที่ตั้งใจฟัง สิ่งที่หาฟังได้ยากในชีวิต ก็คือ พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญา-ความเข้าใจ จะเจริญขึ้น ก็มาจากการที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอน ค่อยๆสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไป ทีละเล็ก ทีละน้อย  และเมื่อมีความเข้าใจเจริญขึ้น ก็จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้คุณความดีเจริญขึ้นในชีวิตประจำวัน

กล่าวได้เลยว่า ความประพฤติที่ดีงามทั้งหมด คล้อยไปตามความเข้าใจพระธรรม มีไหมที่ผู้เข้าใจธรรมแล้ว เป็นผู้ที่มีปัญญาแล้ว จะไปทำชั่วประการต่างๆ ไม่มีเลย เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ปัญญาจะเลือกทำชั่ว ถ้ามีปัญญา จะกระทำสิ่งที่ดีงาม เป็นประโยชน์ ทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น ในความละเอียดก็กราบเรียนท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์  แค่ "คำเดียว" ก็จะต้องไตร่ตรองว่า เข้าใจจริงๆ หรือเปล่า? เพื่อที่จะรู้ความต่างกันของผู้รู้ ผู้ทรงตรัสรู้ กับ ผู้ไม่รู้ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ถ้าไม่ได้มีการฟังความละเอียด คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีผู้ที่คิดว่า เขารู้!! แต่ว่าตามความเป็นจริง แต่ละคนก็ต้องไตร่ตรอง เพื่อประโยชน์ของตนเอง ว่า รู้อะไร? และแม้แต่ "แต่ละคำ" ที่พูดตั้งแต่เกิดจนตาย เข้าใจหรือเปล่า ว่าคืออะไร?

ง่ายๆ เช่นคำว่า "ดี" ไม่มีใครไม่รู้ ใช่ไหม? เคยได้ยินกันทุกคน แต่บอกสิว่า "ดี" คือ อะไร? และ "เมื่อไหร่ดี?" ดูเหมือนคำถามง่ายๆ ใช่ไหม? แต่เป็นความจริง เพราะเหตุว่า ทุกคน เห็นคุณค่า เห็นประโยชน์ของ "ความดี" แล้วจะดีหรือไม่ดี ได้อย่างไร? ทุกคนก็รู้ว่า ดีน่ะดี แต่ว่า จะดีได้อย่างไร? ถ้าไม่รู้ว่า "ดี" คือ อะไร?

ก่อนอื่น ต้องเป็นคนที่ละเอียดจริงๆ ที่จะเริ่มเข้าใจแต่ละคำ จึงจะเป็นบัณฑิตหรือผู้รู้จริง ไม่ใช่เพียงผู้ฟังเผินๆ แล้วก็คิดว่ารู้แล้ว!! เพราะฉะนั้น แต่ละคำ ต้องเข้าใจ "ดี" คือ อะไร? ยกตัวอย่างได้ไหม? วันนี้ดีหรือยัง? เห็นไหม? ถ้าเราไม่พูดถึงสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน แล้วเราจะพูดถึงอะไร? เพราะว่า สิ่งที่มีจริงๆ แต่ละวัน แต่ละวัน ยังไม่รู้!!! แล้วจะไปรู้อะไร?

เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เราก็ควรที่จะเข้าใจยิ่งขึ้น เช่น "ดี" พูดถึงเรื่อง "ดี" แค่คำเดียว วันนี้ ตั้งแต่เช้ามา ดีหรือยัง? เห็นไหม? จะเป็นคนดี จะเป็นบัณฑิต แต่ว่า รู้หรือเปล่าว่า ตั้งแต่เช้ามา ดีบ้างหรือยัง? ถ้าตอบตามตรง หมายความว่ารู้จักคำว่าดี แต่ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็คือว่า พูดทั้งวันเรื่องดี แต่ไม่เข้าใจว่า ดีคืออะไร ก็ไม่มีประโยชน์เลย!!

การศึกษาทุกอย่าง ต้องเข้าใจจริงๆ โดยเฉพาะ การศึกษาเรื่องของแต่ละคนจริงๆ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ให้แต่ละคนได้มีความเห็นถูก ได้มีความเข้าใจถูก มีชีวิตซึ่งเกิดมาแสนสั้น ไม่มีใครรู้ว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ เด็กๆก็จากโลกนี้ไปได้ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่มีใครบอกล่วงหน้าเลย จะอยู่ยืนยาวไปถึงร้อยปีก็ได้ ไม่ถึงก็ได้ แล้วระหว่างนั้น ดี คือ อะไร? และ ดีหรือเปล่า? เพราะว่า ชีวิตก็คือ หนึ่งขณะ ค่อยๆพ้นไปทีละหนึ่งขณะ แล้ว "ขณะไหนดี?" แค่นี้ แค่เกิดมาได้ยินคำนี้ แต่บอกได้ไหม ว่าวันนี้ ดีแล้วหรือยัง? เห็นไหม? ตอบหน่อยสิคะ มีใครกล้าที่จะตอบไหม? วันนี้ตั้งแต่เช้ามาจนถึงเดี๋ยวนี้ ดีบ้างไหม? (ทุกคนเงียบ) แปลว่าไม่ดีกันเลย(หัวเราะ)สักคนหรือคะ? ดีหรือไม่ดี? เห็นไหม? เพราะ...ไม่รู้!!!...

เพราะฉะนั้น แม้แต่คำธรรมดา แม้เพียง "คำง่ายๆ" คำเดียว ก็ยังไม่รู้!! แล้วจะ "รู้" ได้อย่างไร? รู้ได้!!! จากผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ ผู้เดียว!!! คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่สามารถจะมีคนอื่นบอกได้เลย แต่ว่า "เราผ่านคำนี้" เหมือนกับว่าเรารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ความจริง ไม่รู้เลย!!! แม้แต่คำว่า "ดี" คำเดียว ยังไม่รู้เลย!! แล้วจะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอะไรบ้าง ได้ไหม?

ทุกคนเห็นประโยชน์ของความเป็น "คนดี" แล้วคำถามนี้ ไม่น่าสนใจหรือ? ที่จะคิดว่า ตั้งแต่เช้ามา "ดี" บ้างไหม? คะ? ตั้งแต่เช้ามา "ไม่ดีตลอดมา" ใช่ไหม? ก็ไม่มีคำตอบ...เพราะ...ไม่รู้!!! ทั้งตั้งแต่เช้า ดีบ้างไหม? ตั้งแต่เช้า ไม่ดีบ้างไหม? ก็ยังไม่รู้เลย!!! แต่จริงๆ ธรรมดามากเลย เพียงแต่ว่า "ไม่รู้"

เมื่อเช้านี้ โกรธบ้างไหม? ขุ่นใจบ้างไหม? ไม่ชอบบ้างไหม? ไม่มีเลยหรือ? ความขุ่นใจ อย่าคิดว่าต้องถึงขนาดที่ว่าร้ายแรง ไม่พอใจนิดเดียว ขุ่นใจนี่ แค่เห็นฝุ่น แค่ฝุ่น หรือว่า ที่บ้านมีสุนัข มีแมว มีขนสุนัข มีขนแมวติดอยู่ตรงไหน แค่นั้น ชอบไหม? หรือว่าขณะนั้นก็ขุ่นใจแล้ว ตรงนี้ไม่สะอาด ตรงนั้นไม่สะอาด แค่นี้ก็เป็นชีวิตประจำวัน ซึ่งขณะที่ขุ่นใจ ต้องพิจารณาตรงๆ ตามความเป็นจริง โดยที่ว่า "ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น" แต่ "ลักษณะที่ขุ่นมัว" จิตใจขณะนั้น ไม่แช่มชื่น ไม่เบิกบาน ดีไหม? ไม่ดี!! ขณะนั้น รู้จักว่า "ความไม่ดี" มี "หนึ่ง" คือ ความขุ่นใจ

ต่อจากขุ่นใจ เป็น "ขุ่นเคือง" เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว ที่บ้านมีหลายคน คนนั้นพูดอะไรบ้างไหม? ที่รู้สึก "ขุ่นเคือง" อาหารบนโต๊ะเป็นอย่างไร? เค็มไป หวานไป เปรี้ยวไป รู้สึกไม่พอใจบ้างไหม? ทั้งวัน รู้ไหม? ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริง ซึ่งเราพูดทั้งวัน แต่เราไม่เคยรู้ความจริงเลยสักขณะเดียว ว่าขณะนั้น "ไม่ดี" แล้ว "ใครไม่ดี?" และจากคนไม่ดี แก้ไขให้ดีขึ้นจน "ดี๊ดี" ได้อย่างไร? เป็นเรื่องของ "ความคิด" เป็นเรื่องของ "ความฝัน" เป็นเรื่องของ "การไม่รู้ความจริง" ก็จะพูดอย่างนี้ไป แต่ โลกก็ยังเป็นอย่างนี้ ตราบใดที่ยังไม่ได้ "เข้าใจจริงๆ" ในแต่ละสิ่ง ซึ่งกำลังมีในขณะนี้ ให้ถูกต้อง!! 

ด้วยเหตุนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ เราสามารถที่จะแก้ปัญหาของโลก แก้ปัญหาของประเทศชาติ บ้านเมือง ง่ายๆ แต่ต้องรู้ว่า ต้นตอ สาเหตุ มาจากไหน? มาจาก "ความไม่รู้" ตราบใดที่ยังมีความไม่รู้อยู่ ก็จะต้องเป็นอย่างนี้แหละ แต่ว่า ถ้าจะดีขึ้น ก็ต่อเมื่อ "มีความรู้ที่ถูกต้องขึ้น เข้าใจขึ้น" ซึ่งพร้อมที่จะเข้าใจได้ แต่ ไม่มีความสนใจ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ไม่รู้ว่าปัญหาทั้งหลาย เกิดจากอะไร? แล้วก็มีแต่ "ความต้องการ" ที่จะไม่ให้มีปัญหา พยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่ไม่รู้ว่า ปัญหาทั้งหมด มาจากความไม่รู้!!! ไม่รู้ไปหมดเลย!! ถ้าไม่มีการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า!!!

เพียงแค่ว่า ดี,ไม่ดี ก็ยังต้องถาม ต้องบอก แล้วขณะไหนดี? เมื่อกี้นี้ โกรธ ขุ่นเคือง ไม่แช่มชื่น ไม่พอใจ จนกระทั่งถึง อาฆาต พยาบาท ทำร้ายร่างกาย สิ่งที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ ในข่าวโทรทัศน์ ทั่วโลก มีแต่การประทุษร้าย เบียดเบียน ถ้าเป็นคนดี ข่าวนี้ไม่มี!!! แต่เพราะเหตุว่า ไม่ดี ใช่ไหม? จึงมีสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วมีใครคิดจะแก้ไขไหม? ถ้าไม่รู้ก็แก้ไม่ได้ แน่นอน!!! ถ้าจะแก้ไข แก้ไขที่ไหน? แต่ละคน ใช่ไหม? ที่ดี และ ไม่ดี

เพราะฉะนั้น การที่จะแก้คนที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดีทั้งหลาย ก็ต่อเมื่อ ให้เขามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่า ดี คือ อะไร? ชั่ว คือ อะไร? แล้วจึงสามารถที่จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี และไม่ใช่ว่าเราต้องไปขวนขวาย หาความเข้าใจที่ไหนเลย ชีวิตประจำวันเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เช้ามา หรือจะกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดก็ได้ เพียงแค่เมื่อเช้านี้เราก็ยังหาไม่เจอ ว่าขณะไหนดี ขณะไหนไม่ดี แต่ถ้าตอบ รู้ ใช่ไหม? ตั้งแต่เช้ามา ดีขณะไหน? เห็นไหม? รู้หรือยัง? กำลังนั่งฟังให้เข้าใจความจริง ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอะไร ให้เป็นประโยชน์แก่คนที่ได้ฟังแค่ไหน ขณะนี้ ถ้ามีความสนใจจริงๆ "ดี" ที่จะรู้จักคนที่เรากราบไหว้ มิฉะนั้น เรากราบไหว้ คนที่เราไม่รู้จัก ใช่ไหม?

นี่เป็นสิ่งซึ่ง ถ้าเป็น "ความไม่รู้" ไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขอะไรเลย ได้แต่ตั้งงบประมาณ หรือสร้างอะไรต่ออะไรมากมาย ที่คิดว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าขณะนั้น ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่างไรๆ ก็แก้ไม่ได้!! ทั้งๆที่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ว่าทรงปรินิพพานไปแล้ว ล่วงเลยไปสองพันห้าร้อยกว่าปี ถึงสองพันหกร้อย จนกระทั่งถึงห้าพันปี ก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีความเข้าใจ สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้และได้ทรงแสดงไว้ คนนั้น ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า!!! ไม่ว่าเมื่อไหร่ แม้ในครั้งพุทธกาล คนที่เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกที่นับถือลัทธิอื่น ที่พระนครสาวัตถี พระนครเวสาลี ที่พระองค์เสด็จไป ไม่มีใครรู้ว่า ท่านผู้นี้ บุคคลผู้นี้ เป็นผู้เลิศ จนกว่าจะได้ "ฟังคำ" ได้ฟัง "แต่ละคำ" ของพระองค์ จึงสามารถที่จะกราบไหว้ ในสิ่งซึ่ง ไม่มีใครสามารถที่จะให้เกิดขึ้นได้เลยในโลก คือ ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ในสิ่งที่กำลังมี ทุกขณะ!!!

นี่ "เริ่มเห็นความต่าง" และ "ความมีค่า" รัตนะอย่างยิ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า บุคคลใดไม่สามารถจะเทียบได้เลย ตรัสรู้จริงๆ!! ถ้าได้ฟังต่อไป ยิ่งรู้ว่า น่าอัศจรรย์ สิ่งที่เรา "เผิน" มาก ตั้งแต่เด็ก แค่กราบไหว้ แล้วก็ไม่รู้จักพระองค์จริงๆ "เริ่มรู้จักพระองค์ แต่ละคำ แต่ละคำ" จนกระทั่งรู้ว่า เป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุด เหนือบุคคลอื่นใด ไม่มีผู้ใดเปรียบทั้งสิ้น!!! สมควรที่คนที่รู้คุณ จะกราบไหว้ ด้วยความเคารพ

เพราะฉะนั้น วันนี้ "ไหว้พระ" แล้วหรือยัง? ยัง  ถ้าไหว้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นใครก็ไม่ถูกต้อง ใช่ไหม? ถ้าไหว้ หมายความว่า ต้องรู้ว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ "ควรไหว้" มิฉะนั้นแล้ว "ไหว้ผิด" เคยไหว้ผิดไหม? ถ้ายังไม่รู้ว่าผิด ก็ยังไหว้ต่อไป แต่ถ้ารู้ว่า สิ่งที่ไหว้มาแล้วผิด ก็จะไม่ไหว้อีกต่อไป เคยไหว้พระราหูไหม? รูปปั้นเวลานี้ตามวัด จะมีเจ้าแม่กวนอิม มีอะไรอีก พระพิฆเนศ มีอะไรอีก...

จะมีแต่การส่งเสริมให้สร้าง....สร้างอะไร? รู้จักไหม? ไม่รู้จักเลย แต่สร้างให้คนกราบไหว้ ผิดไหม? หลงผิดไหม? ดีไหม? ไม่ดี นี่ "เริ่มรู้จักว่า อะไรดี อะไรไม่ดี" ทีละเล็ก ทีละน้อยมาก แต่คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้นานแล้ว ก็ยังคงเป็นความจริง ทุกกาลสมัย เปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำที่คนอื่นจะชื่ออย่างนี้ไม่ได้เลย เพียงคนเดียว นานแสนนาน กว่าจะมีการตรัสรู้

เพราะฉะนั้น เริ่มเห็นคุณค่า ของการที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำนี้ แต่ไม่ใช่เพียงเท่านี้ ไม่พอ ต้องฟังต่อไปอีกว่า พระองค์ตรัสรู้สิ่งที่ทุกคนไม่รู้เลย และ "ทรงตรัสรู้ทุกอย่าง" ซึ่งทุกคนก็ไม่รู้!!! แม้แต่คำว่า "ดี" ใช่ไหม? เพียงแค่คำเดียว นอกจากไม่ดี คือ โกรธ ขุ่นเคืองใจ มีอะไรอีกไหม? ที่ไม่ดี เห็นไหม? ไม่ใช่ต้องไปนึกตำรา หน้าไหน? พระสูตรไหน? อะไร แต่ว่า ชีวิตตามความเป็นจริง ทุกขณะ มีจริงๆ ใครรู้? พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากรู้ ว่า เราไม่รู้อะไร? อ่านเลย พระไตรปิฎกมีตามที่ต่างๆ หยิบมาเล่มหนึ่ง แล้วก็จะมีข้อความ แล้วแต่ว่าจะเป็นเรื่องของพระสูตร หรือพระวินัย หรือพระอภิธรรม แค่นี้ก็ยังไม่รู้แล้ว แล้วเราอยู่อย่างไร การที่เราเที่ยวไปไหว้สิ่งซึ่ง ไม่น่าไหว้เลย!!! ไหว้ได้อย่างไร? เป็นใคร? มีผ้ายันต์ไหม? ในที่นี้ใครมีผ้ายันต์บ้าง? คะ? ไม่มีเลยหรือ? ใครอยากจะมีผ้ายันต์บ้าง? เขาว่าผ้ายันต์ทำให้ชนะฟุตบอล ใครเล่นฟุตบอลบ้าง? อยากจะมีผ้ายันต์ไว้ชนะฟุตบอลหรือเปล่า? เห็นไหม? 

แสดงให้เห็นว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ให้เราไม่รู้ แต่ทรงแสดงความจริงทั้งหมด ไม่ว่าเหตุการณ์ขณะนี้เป็นอะไร ก็จะต้องมีคำตอบ เพื่อที่จะให้บุคคลนั้นได้มีความเข้าใจ ถ้าไม่มีความเข้าใจ เป็นบัณฑิตได้ไหม? ไม่ได้เลย!!! เพราะฉะนั้น เราทุกคนก็รู้ว่า ถึงแม้จะมีวิชาความรู้มากมาย แต่เป็นคนเลว คนชั่ว ไม่ใช่บัณฑิต!!!

แต่ว่า ความดี ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก มีปัญญาเพิ่มขึ้น ขัดเกลากิเลส ใครไม่ชอบคนดีบ้าง? ไม่มีเลย!! มีแต่สรรเสริญความดีของแต่ละคนที่ได้ฟัง เด็กนักเรียน พบสุนัขบาดเจ็บ ถูกรถชน ก็คิดที่จะช่วย มีผู้ที่อุปการะ ช่วยนำสุนัขนั้นไปรักษา ดีไหม? เห็นสุนัขเจ็บ ช่วย มีความกรุณา เพราะใครเลยจะชอบความเจ็บ แต่ว่า ถ้าเราเจ็บ แล้วมีคนช่วย ดีไหม? แต่ถ้าไม่มีใครช่วยเลย ก็ลองคิดดูว่าจะเป็นอย่างไร? โลกนี้จะอยู่กันอย่างไหน? แต่ทั้งหมดก็คือว่า แม้จะมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับ "ดี๊ดี" แต่ต้องเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น คือการรู้ความจริงว่า "ดี" เป็นอะไร?

เรื่องที่จะได้ศึกษาธรรม หรือได้ฟังธรรม ซึ่งเป็นความจริงของชีวิตประจำวันทุกขณะ มีมาก แต่ว่า มากจนกระทั่งเวลาเพียงแค่ชั่วโมง สองชั่วโมง ไม่สามารถที่จะทำให้ได้เข้าใจเพิ่มขึ้นมาก แต่อย่างน้อยที่สุด ปัญหาทั้งหลายที่มีอยู่ ก็สามารถจะค่อยๆเข้าใจขึ้น ว่าอะไรถูก อะไรผิด

ธรรมะเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม แม้แต่ "ดี" ก็ไม่รู้จัก "ชั่ว" ก็ไม่รู้จัก เข้าใจว่าชั่วเป็นดี นี่แสดงให้เห็นว่า ถูกไหม? ที่จะเป็นบัณฑิต บัณฑิต ไม่ใช่เพียงผู้ที่มีการศึกษาเพียงบางวิชา แต่ "คนดี" ได้เข้าใจความจริงของสภาพธรรมะ เพราะเหตุว่า มีใครต้องการบัณฑิตที่ไม่ดีบ้าง? จบมหาวิทยาลัย แต่ไม่ดี แต่ว่า ถึงไม่จบมหาวิทยาลัย แต่เป็นคนดี ดีกว่าไหม? ก็เลือกได้

นี่เป็นสิ่งที่ค่อยๆฟัง ค่อยๆเข้าใจ ว่า แต่ละคำ มีประโยชน์จริงๆ เพราะอะไร? ทุกคนไปโรงเรียน เพราะไม่รู้ เรียนหนังสือตั้งแต่ กไก่ ขไข่ เพิ่มขึ้น ต่อไป เข้ามหาวิทยาลัย เพราะอะไร? เพราะไม่รู้...

เพราะฉะนั้น "การฟังทั้งหมด เพื่อเข้าใจ" ไม่ว่าจะฟังอะไร จะเรียนอะไร แต่ประโยชน์ก็คือว่า เกิดมาแล้ว พูดคำที่ไม่รู้จัก แล้วก็ผิดๆถูกๆ ด้วย และมีโอกาสที่จะเป็นคนดี ไม่ใช่เพียงแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่สามารถที่จะเป็นคนดีได้ เมื่อมีความเข้าใจถูกต้อง และรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น จะ "เริ่มคิดที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือยัง?" หนทางเดียว ไม่ใช่เข้าวัดไปกราบไหว้ หรือบอกว่ารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทำอย่างนั้น เป็นการรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า? แค่เข้าไปในวัด แล้วกราบไหว้ แต่ต้องศึกษาแต่ละคำ จึงจะรู้ในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จาก "แต่ละคำ" ได้!!!

คุณวรศักดิ์ เจ้าหน้าที่ มศพ.(อดีต นศ.อุตสาหกรรมเกษตร มช.และ อดีต รองประธานชมรมพุทธศาสน์ มช.) อยากจะเป็นตัวแทนของนักศึกษา กราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ศึกษาธรรมะแล้วจะได้ประโยชน์อะไร?

ท่านอาจารย์  ก่อนศึกษาก็ไม่รู้ ใช่ไหม? ศึกษาแล้วก็รู้ไงคะ ประโยชน์ คือ "รู้" และ รู้วิชาที่คนอื่น ไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหน ทั้งโลก ก็ไม่สามารถที่จะสอนได้!! เพราะเหตุว่า เป็นคำสอนของผู้ที่เป็นหนึ่ง เลิศ ประเสริฐที่สุด คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ "สิ่งที่มีจริง" เป็นวิชาซึ่งชาตินี้มีโอกาสจะได้ยินได้ฟัง แต่ว่า ชาติต่อไป ไม่ทราบ แล้วแต่ความสนใจ ยากกว่าวิชาอื่นทั้งหมด เพราะเหตุว่า ไม่ใช่มีโอกาสได้ฟังง่ายๆ ต้องสอบเข้าหรือเปล่า? วิชานี้ ถ้าไม่มีการเห็นประโยชน์ จะไม่นำมาสู่วิชานี้เลย ไม่ใช่ไปสอบข้อเขียนใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นคนที่รู้จักประโยชน์ในชีวิตและในโลก ว่า ประโยชน์สูงสุดที่แท้จริงนั้น คือ อะไร? เพียงแค่เกิดมาเรียน จบมหาวิทยาลัย ทำงาน แล้วก็จากโลกไป เท่านั้นหรือ?

ส่วนใหญ่ ถามให้ "คิด" แต่ไม่เห็นมีใครตอบ แต่อย่างน้อยที่สุด "คิด" ก็ยังดี คิดก่อน หลายๆวันก็ได้ หลายเดือน หลายปี ก็ยังดี แต่ขอให้คิดคำตอบ ที่ถาม

คุณฝ้าย  คำว่า เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ความสุขจริงๆ แท้จริงแล้ว คือการทำความดีไปเรื่อยๆ หรือเปล่าคะ? หรือว่า อยู่เฉยๆก็มีความสุข หรือว่า ไม่ต้องการอะไรเลยก็มีความสุข

ท่านอาจารย์  สุขจริงๆ ใครจะตอบ? คิดดู จะตรงไหม? สุขจริงๆ คือ "รู้ความจริง" ซึ่งหมายความว่า เข้าใจธรรมะ เราได้ยินคำว่า "ธรรมะ" มาก แต่ไม่เคยสนใจ แล้วก็คิดไปเองต่างๆ ว่า ธรรมะเป็นอย่างนี้ ธรรมะเป็นอย่างนั้น แต่รู้จริงๆหรือเปล่า?

เพราะฉะนั้น สุขจริงๆ ก็ต่อเมื่อได้เข้าใจถูกต้อง ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่มี ไม่อยู่อย่างคนตาบอด ไม่รู้อะไรเลย แต่เข้าใจว่ารู้หมด!! แต่พอได้ฟังคำจริง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้ ทั้งหมด เพื่อที่จะให้เข้าใจพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่า เราพูดคำนี้อย่างเผินๆ อย่างเบาๆ แผ่วๆ ผ่านไปเรื่อยๆ แต่พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะคิดถึงได้เลยว่า ทรงตรัสรู้ได้ถึงอย่างนั้น และความจริงก็คือว่า เกิดมาแล้ว มีโอกาสได้เข้าใจความจริง ซึ่งจะไม่โอกาสรู้เลย ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่ได้เข้าใจจริงๆ

เพราะฉะนั้น ความสุข อยู่ตรงที่ไม่เป็นคนตาบอด ไม่เป็นคนไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้คืออะไร? เกิดแล้วต้องตาย และทุกอย่างที่เข้าใจว่าเป็นของเรา แม้แต่ร่างกายตั้งแต่ศีรษะ จรดเท้า แค่ขณะสุดท้ายที่ไม่มีจิตเกิดที่รูปนั้น รูปนี้ก็เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เลย เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ทั้งหมด วิชาความรู้ทั้งหมดก็ไม่ได้ไปอยู่ที่รูปร่างกาย

เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่เหมือน ลึกลับ ที่สุด เพราะแม้กำลังปรากฏ แต่ความไม่รู้มากจนกระทั่ง ไม่สามารถที่จะเห็นความจริงได้ ว่า แต่ละขณะ ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม ไม่มีใครสามารถที่จะคิดถึงความลึกซึ้งของธรรมะได้ คิดสิ เห็นขณะนี้ ถ้าไม่เกิดขึ้น จะมีเห็นไหม? แค่นี้ ต้อง "คิด" แล้วใช่ไหม? ขณะที่ได้ยิน หรือขณะที่นอนหลับ มี "เห็น" ไหม? ไม่มี แสดงว่า "เห็น" ชั่วคราวแค่ไหน แต่ไม่มีใครใส่ใจที่จะรู้เลยว่า เป็นแต่เพียงเกิดขึ้นเห็น "เห็น" ไม่ใช่เรา "เห็น" มีจริง เกิดขึ้นเห็น แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ทุกขณะที่เกิด ไม่เคยย้อนกลับมาได้เลยสักอย่างเดียว

เพราะฉะนั้น จะสุขสักเท่าไหร่ เมื่อวานนี้สุขมากไหม? สบายมากไหม? ทุกข์หรือเปล่า? คิดอย่างไร? ตื่นเต้นหรือเปล่า? ทั้งหมด เดี๋ยวนี้ไม่เหลือเลย!!! เมื่อกี้นี้ก็ไม่เหลือเลย!! แต่ว่าไม่มีการที่จะเข้าใจความจริงอย่างนี้ ก็เลยไม่รู้ว่า สุขจริงๆคืออะไร? สุข เมื่อได้เข้าใจความจริง พ้นจากการที่จะไม่รู้เลย แม้แต่ที่กำลังปรากฏชัดๆอย่างนี้เลย ว่าไม่รู้อะไร

ข้อพิสูจน์ เห็นอะไร? แค่นี้ ธรรมดาที่สุด มีเห็น แล้วก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นด้วย แต่ถ้าถูกถามว่า "เห็นอะไร?" จะตอบว่าอย่างไร? ธรรมดาเลย เห็นอะไร?

คุณฝ้าย  เห็นคน 
ท่านอาจารย์  "เห็นคน" ถูกไหม? เสียงดังๆออกมาเลย ถ้าทุกคนคิดอย่างไรก็ตอบอย่างนั้น มีเสียงเบาๆว่า ถูก ไม่ถูกค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าเสียงดังออกมา ก็จะรู้ว่า ทุกคนเข้าใจอย่างนี้ว่า ถูก เพราะใครๆก็ต้องตอบว่า "เห็นคน" แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ "เห็น" และ "สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น" เห็นคนจริงๆหรือ? หลับตาสิ เห็นคนไหม? 
คุณฝ้าย  ไม่เห็น

ท่านอาจารย์  ไม่เห็น คิดว่ามีคนจริงๆ ใช่ไหม? แต่ความจริงมี "เห็น" กับมี "สิ่งที่ปรากฏให้เห็น" และเมื่อปรากฏรูปร่างสัณฐานต่างๆ ก็ทำให้คิดถึงสิ่งต่างๆ เห็นเป็นดอกไม้ เห็นเป็นพวงมาลัย เห็นเป็นคน เห็นเป็นโต๊ะ แต่จริงๆ เห็นเป็นอื่นไม่ได้ "เห็น" เป็น "เห็น" ชั่วขณะที่เห็นเกิดเห็น แล้วดับ เร็วขนาดนั้น!!

เพราะฉะนั้น ความน่าอัศจรรย์ของสิ่งซึ่งมีในชีวิต ลึกลับ รวดเร็วที่สุด ยากที่ใครจะรู้ได้ นอกจากผู้ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี บารมีคือคุณความดีมาก ที่จะค่อยๆละคลายความติดข้อง ความไม่รู้ ความเห็นแก่ตัว จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าถึง "ลักษณะจริงๆของสิ่งที่กำลังเกิดดับ" ว่ามีจริงๆ เกิดจริงๆ เห็นจริงๆ ดับจริงๆ และไม่กลับมาอีกเลย แต่ละขณะในชีวิต ไม่มีอะไรกลับมาเลยสักอย่างเดียว เมื่อกี้นี้อยู่ที่ไหน รับประทานอะไร ก็ไม่กลับมาอีกเลย เมื่อกี้นี้คิดอะไร ก็ไม่กลับมาอีก

เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเกิดเมื่อมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น แล้วก็ดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีก แต่ละคนคิด แต่คิดต่างกัน เหมือนกันไม่ได้เลย เพราะว่าสะสมมาไม่เหมือนกัน นี่ก็คือ เริ่มที่จะเข้าใจสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน ว่า สิ่งที่มีจริง ถูกปกปิดไว้ ด้วยความไม่รู้ ว่า แท้ที่จริงแล้ว เป็นสิ่งที่เกิดแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก

ทุกคำ ไม่ใช่เชื่อ แต่พิสูจน์ และค่อยๆเริ่มเข้าใจว่า "เราอยู่ไหน?" เพราะว่าจะได้ยินคำว่า ธรรมะทั้งหลาย เป็นอนัตตา ตอนนี้เราเข้าใจคำว่าธรรมะแล้วใช่ไหม? มีจริงๆ ทั้งหลายทั้งหมดทั้งปวง ไม่เว้นเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง ต้องเกิดจึงจะมี เกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก ทุกคำ เป็นการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงที่สุด เพราะฉะนั้น ไม่มีการเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเลย แต่ละขณะ เมื่อกี้นี้ได้ยิน เสียงที่ได้ยินเมื่อกี้นี้ดับแล้ว ได้ยินใหม่แล้ว เสียงใหม่แล้ว ดับไปอีกแล้ว!! ทุกอย่าง เป็นอย่างนี้!!! 

เพราะฉะนั้น เราอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราว แสนสั้น และเราก็ไม่รู้ว่า เราจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น ก่อนจากไป มีค่าที่สุด ก็คือว่า ได้รู้ความจริง!!! มีความสุขไหม? ที่ได้รู้ ได้เข้าใจถูกต้อง!!!

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของอาจารย์ ดร.ม.ล.ญาศินี จักรพันธุ์ คณาจารย์และนักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ

..........

ขอเชิญชมการถ่ายทอดสดย้อนหลัง และ คลิปวีดีโอการสนทนาธรรมที่ครัวบ้านหมู จำนวน ๒ คลิป ตามที่แนบครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 7 ม.ค. 2560 20:30 น.

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของท่านอาจารย์สุจินต์ คณะวิทยากรและสหายธรรมทุกท่าน รวมทั้ง...

ขออนุโมทนา ม.ล.ญาศินี จักรพันธุ์  ที่เป็นผู้จัดให้มีการสนทนาธรรมในครั้งนี้ด้วยครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 7 ม.ค. 2560 21:05 น.

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
อนุโมทนาในกุศลศรัทธาของอาจารย์ ดร. ม.ล. ญาศินี จักรพันธุ์ ผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมที่มีค่าอย่างยิ่งในครั้งนี้  ตลอดจนถึงคณาจารย์และนักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อนุโมทนาในกุศลวิริยะของพี่วันชัย ภู่งาม และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
thanee nakornvac
thanee nakornvac
วันที่ 8 ม.ค. 2560 00:45 น.

   อนุโมทนา สาธุครับ เป็นมหากุศลของผู้ที่ได้รับฟังและต่อยอดต่อไป

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Mayura
Mayura
วันที่ 8 ม.ค. 2560 12:23 น.

อนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 8 ม.ค. 2560 17:16 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Tommy9
Tommy9
วันที่ 8 ม.ค. 2560 19:47 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
pakati58
pakati58
วันที่ 8 ม.ค. 2560 21:47 น.

 ขออนุโมทนาบุญท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และคณะวิทยากรที่มีจิตเมตตานำเสนอความจริงแท้แก่คณะนักศึกษาปีหนึ่ง และขออนุโมทนากับความวิริยะอุตสาหะของคณาจารย์ที่จัดให้มีการสนทนาธรรมขึ้นมาเป็นการปลูกฝังเยาวชนของชาติให้มีความรู้ความเข้าใจธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้ อย่างไรก็ตามต้องมีการต่อยอดพัฒนาที่ต่อเนื่อง มิฉะนั้นจะย้อนกลับไปสู่สำนักปฏิบัติธรรมที่นำเสนอแตกต่างออกไป ด้วยความปรารถนาดี จากศิษย์เก่าระหัส 138004

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 9 ม.ค. 2560 10:38 น.

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Noparat
วันที่ 9 ม.ค. 2560 11:52 น.

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
p.methanawingmai
p.methanawingmai
วันที่ 9 ม.ค. 2560 13:29 น.

กราบอนุโมทนาในกุศลจิตของท่านอาจารย์ ทีมวิทยากร และผู้จัดการประชุม รวมทั้งผู้เข้าร่วมประชุม และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ชัยญานพ
วันที่ 9 ม.ค. 2560 14:06 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
rrebs10576
วันที่ 9 ม.ค. 2560 16:46 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 19 ม.ค. 2560 15:47 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
ปลากริม
ปลากริม
วันที่ 8 ม.ค. 2561 16:25 น.

กราบอนุโมทนาด้วยความเคารพยิ่งครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 9 ม.ค. 2561 09:10 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ