Print 
อิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ เป็น ปรมัตถ์ หรือไม่
 
luck_kit
วันที่  5 ธ.ค. 2558
หมายเลข  27285
อ่าน  615

 อิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์  เกิดขึ้นตอนไหนของ วิถี ครับ

อย่างเช่นเราเห็น พระพุทธรูป ก็เป็น อิฏฐารมณ์ แต่บางคน ก็เป็น อนิฏฐารมณ์

ที่เข้าใจว่าไม่เป็น ปรมัตถ์ เพราะว่า ของสิ่งเดียวกัน บางทีก็เป็น อิฏฐารมณ์ บางทีก็เป็น อนิฏฐารมณ์ 

เราชอบพูดกันว่า การรับ อารมณ์ที่ไม่ดี ไม่น่าพอใจเป็นวิบาก  ทั้งที่ รูปารมณ์ ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้

ไม่น่ามีอารมที่น่าพอใจ หรือ ไม่น่าพอใจ ในตัวรูปารมณ์  ช่วยอธิบายด้วยครับ 

 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 5 ธ.ค. 2558 09:07 น.

   ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     อิฏฐารมณ์ กับ อนิฏฐารมณ์ คือ อะไร 

    อิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่น่าปรารถนา น่าพอใจ    หมายถึง    อารมณ์ที่ดีปานกลาง   เช่น  สี   เสียง กลิ่น     รส      โผฏฐัพพะที่สวยงาม    เป็นที่น่าปรารถนาของคนทั่วไป      แต่ไม่ถึงกับ ประณีตจนเป็นทิพย์     เป็นอารมณ์ของจิตได้ทั้ง  ๔ ชาติ   แต่สำหรับชาติวิบาก  กรรม จัดสรรให้เฉพาะ "กุศลวิบากที่เกิดจากกุศลกรรมที่ปานกลางเท่านั้น" ที่มีอิฏฐารมณ์เป็น อารมณ์      (กุศลวิบากที่เกิดจากกุศลกรรมที่ประณีต มีอติอิฏฐารมณ์เป็นอารมณ์    อกุศลวิบากซึ่งเกิดจากอกุศลกรรม มีอนิฏฐารมณ์เป็นอารมณ์ )

    อนิฏฐารมณ์  อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา  ไม่น่าพอใจ   หมายถึง   อารมณ์ที่ไม่ดี  เป็นสภาพที่หยาบทราม  ไม่ประณีต  เช่น  สีที่ซากศพ   เสียงด่า   กลิ่นเหม็น รสเผ็ดจัด  โผฏฐัพพะแข็งไป  อ่อนไป  ร้อนไป  เย็นไป      อนิฏฐารมณ์เป็นอารมณ์ของกุศลจิต  อกุศลจิต  วิบากจิต  หรือกิริยาจิตก็ได้       แต่สำหรับวิบากจิต อนิฏฐารมณ์เป็นอารมณ์ของอกุศลวิบากเท่านั้น  เพราะอกุศลกรรมจัดสรรให้อกุศลวิบากรู้เฉพาะอนิฎฐารมณ์

    การประสบกับ อนิฏฐารมณ์ หรือ อนิฏฐารมณ์      เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย   การไดัรับสิ่งที่น่าปรารถนา เป็นผลของกุศลกรรม  แต่ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมแล้วจะทำให้ได้รับในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจไม่มีใครทำให้เลย   ต้องมาจากเหตุ คือกรรมที่แต่ละคนได้กระทำแล้ว

    อารมณ์ที่น่าปรารถนา กับ ไม่น่าปรารถนา เป็นธรรมที่มีจริง   โดยที่ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น ๆ ได้  ถ้าเกิดความยินดี พอใจติดข้องในสิ่งใดหรือ   เกิดความไม่พอใจ ในสิ่งใด     ขณะนั้นเป็นผู้ถูกกิเลสทั้งหลายครอบงำ แล้ว   ที่ติดข้อง ยินดีพอใจ  หรือ แม้กระทั่ง ไม่พอใจ นั้น  เพราะการได้สั่งสมกิเลสประเภทนั้น ๆ มาแล้ว     เมื่อได้เหตุได้ปัจจัย กิเลสก็เกิดขึ้น  เป็นธรรม ไม่ใช่เรา ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 5 ธ.ค. 2558 12:29 น.

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 อารมณ์ เป็นสิ่งที่จิตรู้  มีทั้งที่น่าปรารถนา  และไม่น่าปรารถนา  ตามที่เป็นจริง  เพราะมีตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ   จึงมีการรู้อารมณ์ต่าง ๆ มี รูป เสียง  กลิ่น  รส   เป็นต้น     และโดยปกติของผู้ที่เป็นปุถุชนจะห้ามไม่ให้ติดข้อง จะห้ามไม่ให้ยินดีในสิ่งที่กำลังปรากฏ  ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้   จะห้ามไม่ให้โทสะเกิดก็เป็นไปไม่ได้   เพราะสะสมมากิเลสประเภทนั้น ๆ มาอย่างเนิ่นนานในสังสารวัฏฎ์  อีกทั้งยังไม่เห็นโทษของกุศล    ยังไม่เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง  จึงถูกกิเลสกุศลครอบงำอยู่เป็นประจำ       เมื่อได้เหตุได้ปัจจัยกิเลสก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่   ส่วนผู้ที่ดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาดแล้ว         กิเลสย่อมไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะประสบกับอารมณ์ประเภทใด ๆ ก็ตาม      ดังนั้น ผู้ที่หมดกิเลสแล้ว กับ สัตว์โลกผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่นั้น   จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง   ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
peem
วันที่ 5 ธ.ค. 2558 13:25 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 8 ธ.ค. 2558 10:38 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
nong
วันที่ 31 ธ.ค. 2558 05:26 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
วิริยะ
วันที่ 1 ม.ค. 2559 11:10 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 24 ม.ค. 2559 02:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ