Print 
ความสามารถของพระอริยะ ขั้นต่างๆ
 
apiwit
apiwit
วันที่  3 ธ.ค. 2558
หมายเลข  27279
อ่าน  1,320

กราบท่านอาจารย์ที่เคารพครับ คือกระผมเคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งว่าผู้ที่บรรลุธรรมขั้นต่างๆนั้น มีคุณวิเศษอย่างไร เมื่อพูดถึงการบรรลุธรรมก็คือการบรรลุธาตุ เพราะคำว่าธรรม กับ คำว่าธาตุนั้น มีความหมายอย่างเดียวกัน ผู้ที่บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน คือ บรรลุธาตุดิน และมีคุณวิเศษคือ สามารถจับต้นไม้ใบหญ้าหรือของแข็งทุกชนิดมาทำเป็นยาได้หมดโดยอาศัยอำนาจจิตที่เหนือกว่าปรกติ ท่านสามารถรักษาตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งหมอ ส่วนปัญญานั้นจะรู้เห็นกายในกาย พระสกิทาคามีบรรลุธาตุน้ำ คุณวิเศษคือ เมื่อท่านทำการพรมน้ำมนต์ นำ้ทุกหยดจะกลายเป็นยาบำบัดรักษาโรคภัยต่างๆได้ นอกจากจะรักษาตัวเองได้แล้วยังรักษาผู้อื่นได้ด้วย ปัญญาระดับนี้รู้เห็นเวทนาในเวทนา พระอนาคามีบรรลุธาตุลม คุณวิเศษคือ ใช้ลมเป็นยาได้ ดังเช่นเรื่องเล่าของขงเบ้งที่ท่านใช้พัดรักษาโรคต่างๆได้ เพราะสำเร็จธาตุลม ปัญญาระดับนี้รู้เห็นจิตในจิต พระอรหันต์บรรลุทั้ง 4 ธาตุ คุณวิเศษคือ ด้านการรักษาโรค ทันทีที่ท่านกำหนดจิตโรคก็หายไปโดยทันที ด้านปาฏิหาริย์ สามารถทำของร้อนให้กลายเป็นของเย็นหรือจากของเย็นเป็นของร้อนได้ เหาะเหินเดินอากาศและหายตัวได้ แยกคนเดียวเป็น 2 ร่างได้ มีปัญญารู้เห็นธรรมในธรรม สำหรับตัวกระผมเองแล้วจึงมีความเชื่อว่า ผู้ที่จะเป็นพระอริยบุคคล จำเป็นต้องมีคุณวิเศษต่างๆเหล่านี้ หากไม่มีคุณวิเศษหรือกระทำการอัศจรรย์ต่างๆได้ ก็แสดงว่าไม่ใช่พระอริยะ ไม่ทราบว่าความเข้าใจเช่นนี้จะถูกต้องหรือไม่ครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 3 ธ.ค. 2558 15:20 น.

   ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

        พระอริยะ หมายถึง ประเสริฐ ประเสริฐ เพราะ มีปัญญา ดับกิเลสที่เป็นสิ่งที่สกปรก  ดังนั้นพระอริยบุคคล จึงเป็นบุคคลที่ประเสริฐด้วยคุณธรรมที่สามารถดับกิเลสได้ ซึ่งก็ตามการดับกิเลสได้เป็นลำดับขั้น ซึ่งการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ มีการดำดิน เป็นต้น ผู้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคลก็สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการเจริญฌานสูงสุด แต่ ถึงอย่างนั้นก็เป็นผู้มีกิเลสเต็ม เป็นปุถุชน ไม่ใช่ อริยะ ไม่ใช่ผู้ประเสริฐเลย และ ฌาน ฤทธิ์นั้นก็เสื่อมได้ ซึ่งก่อนพุทธกาล ก็มีผู้แสดงฤทธิ์มากมาย แต่ก็เดินทางผิด และ เห็นผิดได้เป็นธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ทรงยกย่องอิทธิปาฏิหาริย์เลย  เพราะฉะนั้น พระอริยบุคคล  ผู้ที่ไม่ได้บรรลุฌาน  ก็ไม่สามารถแสดงฤทธิ์ได้ แต่ก็เจริญวิปัสสนา ดับกิเลสได้ จึงเป็นผู้ประเสริฐ เป็นพระอริยะ  

      แต่สิ่งที่น่าพิจารณา คือ การศึกษาพระธรรมในหนทางที่ถูกต้อง คือ การฟัง ศึกษาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง มี พระไตรปิฎก เป็นต้น หรือ จากคำที่กล่าวแสดงตามพระไตรปิฎกให้เข้าใจถูก  ซึ่งก็เป็นการสะสมสิ่งที่เป็นสาระ มีค่า เป็นรัตนะที่ประเสริฐ อันเป็นสิ่งที่จะทำให้ถึงการดับกิเลส  เพราะ ศึกษาในสิ่งที่ถูก คือ พระธรรมที่พระพทธเจ้าทรงตรัสรู้ แต่การศึกษาคัมภีร์อื่นที่แต่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ตรงสัจจะตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะ ไม่ใช่พุทธะที่ตรัสรู้โดยชอบ  เมื่ออ่านหนังสือที่แต่งขึ้น คิดเอง ย่อมเป็นโทษกับผู้อ่านโดยไม่รู้ตัว คือ สะสมวิจิกิจฉา ความสงสัย แทนที่จะเป็นปัญญา และ เปรียบเหมือนกระเช้าคนบ้า ที่เก็บขยะเข้าในกระเช้าเรื่อยๆ แทนที่จะเก็บสิ่งที่เป็นรัตนะที่มีอยู่แล้ว คือ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะฉะนั้น พุทธบริษัท ก็ควรที่จะศึกษาพระธรรมในหทางที่ถูก ทิ้งสิ่งของกระเช้าคนบ้า  แต่ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่สามารถบังคับได้ ผู้ที่เห็นสิ่งที่เป็นสาระย่อมได้สาระในพระธรรม ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 3 ธ.ค. 2558 17:04 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
     พระอริยบุคคล  คือ  บุคคลผู้ทำลายข้าศึกคือกิเลสได้ ตามลำดับขั้น  เป็นบุคคลผู้ประเสริฐ  ที่เป็นผู้ประเสริฐได้ก็ด้วยปัญญาที่สามารถดับกิเลสได้ตามลำดับมรรค, พระอริยบุคคลมี ๔ ระดับ   คือ พระโสดาบัน  พระสกทาคามี  พระอนาคามี   และพระอรหันต์   พระอริยบุคคล ๓  ข้างต้น  ยังมีกิเลสเหลืออยู่   จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์  จึงจะสามารถดับกิเลสได้อย่างหมดสิ้น  ไม่มีเหลือ กิเลสที่สะสมมาอย่างเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ไม่เกิดขึ้นอีกเลย   กว่าจะดับกิเลสได้ นั้น จะต้องอาศัยการอบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก  เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน    ถ้าไม่ได้อบรมเจริญปัญญา จนกระทั่งถึงขั้นที่จะดับกิเลสได้อย่างเด็ดขาดแล้ว   ย่อมไม่สามารถที่จะเป็นพระอริยบุคคลได้    
     กิเลสเป็นสิ่งที่ละยากเป็นอย่างยิ่ง  ไม่ว่าจะดำรงอยู่ในเพศใด   กล่าวคือ   เป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ก็ตาม ซึ่งเมื่อว่าโดยสภาพธรรมแล้ว ไม่มีสัตว์  ไม่มีบุคคล  มีแต่ความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมแต่ละอย่าง ๆ เท่านั้นจริง ๆ  และประการที่สำคัญกิเลสที่มีมากสะสมมาอย่างเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์  ต้องอาศัยปัญญาจึงจะละได้   ถ้าหากปัญญาไม่เกิด ไม่มีปัญญา  ก็ไม่มีทางดับกิเลสใด ๆ ได้เลย แล้วปัญญาจะมาจากไหน   ถ้าไม่อบรมเจริญให้มีขึ้นจากการได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  
     ธรรม   เป็นเรื่องที่ยากมาก  เมื่อได้เริ่มฟังธรรมและเห็นว่าพระธรรมยาก  ก็ไม่ควรท้อถอย   เมื่อไม่ท้อถอยในการอบรมเจริญปัญญา  ฟังบ่อย ๆ เนือง ๆ  ให้เวลากับพระธรรมอยู่เสมอ ๆ  สิ่งที่ยากนี้ก็จะค่อย ๆ ง่ายขึ้นทีละเล็กทีละน้อย  จนกระทั่งในที่สุดก็เป็นปกติและสามารถถึงความสมบูรณ์พร้อมของปัญญาได้ในวันหนึ่งข้างหน้า  ทุกอย่างสำเร็จได้  แต่ต้องอาศัยกาลเวลา  เพราะฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมในวันนี้แล้ว จะให้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล เลย เป็นไปไม่ได้   ต้องค่อย ๆ สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูกไปตามลำดับจริง ๆ  ครับ.                         
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
peem
วันที่ 4 ธ.ค. 2558 10:45 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 15 ธ.ค. 2558 14:53 น.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 17 ธ.ค. 2558 11:27 น.

ในพระไตรปิฏกก็มีแสดงไว้  ผู้ที่ดับกิเลสหมดบรรลุเป็นพระอรหันต์แบบมีฤทธิ์ก็มี เช่น พระโมคคัลลาน ส่วนผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์แบบไม่มีฤทธิ์ก็มีมากกว่าค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 23 ก.พ. 2559 10:28 น.

กราบขอบพระคุณมากครับ และขออนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ ครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ