Print 
อัญญาณจริยา
 
ใหญ่ราชบุรี
วันที่  23 พ.ย. 2558
หมายเลข  27255
อ่าน  506

อัญญาณจริยา

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อัญญาณจริยา คืออะไร  โดยศัพท์แปลอย่างไร  และโดยอรรถมีความหมายอย่างไร  ยกตัวอย่างด้วยนะคะ

ขอบพระคุณที่อนุเคราะห์ให้ความรู้ความเข้าใจค่ะ

 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 23 พ.ย. 2558 15:57 น.

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

คำว่า  จริยา  ในพระไตรปิฎกพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้หลายนัย  หนึ่งในนั้น คือ  จริยา  ๓   ซึ่งเป็นการกล่าวถึงความเป็นไปของสภาพธรรม   คือ  

๑.วิญญาณจริยา  

๒.อัญญาณจริยา  

๓.ญาณจริยา  

จริยาแรกหมายถึงวิบากจิตและกิริยาจิต  จริยาที่ ๒ คือ อัญญาณจริยา  หมายเอาอกุศลจิต   จริยาที่   ๓   หมายเอาจิตที่ประกอบด้วยญาณโดยตรง    ท่านมุ่งหมายเอาวิปัสสนาญาณ

ข้อความบางตอนจากคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

“วิญญาณ” ก็คืออีกคำหนึ่งของ “จิต” เมื่อปฏิสนธิจิตมีเกิดขึ้น ต้องเป็นไปถูกต้องไหมคะ ตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่ขณะแรกจนกระทั่งถึง ณ บัดนี้ มีอะไรบ้าง มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส มีคิดนึก พ้นไปได้ไหมในแต่ละวันต้องเป็นไปอย่างนี้ค่ะ ไม่ว่าจะภพไหนชาติไหน ผลก็คือว่า เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่เห็นถูกในสิ่งที่มีเพราะฉะนั้นก็เพลิดเพลินยินดีติดข้องด้วยอกุศล ไม่ได้สิ่งที่พอใจก็เป็นอกุศล

เพราะฉะนั้นหลังจากที่กล่าวถึง “วิญญาณจริยา” คือ ความเป็นไปเมื่อมี “ปฏิสนธิจิต”  แล้วต้องเป็นอย่างนี้  ต้องเห็นต้องได้ยินอย่างนี้  และต่อจากนั้นต้อง  มี  “อกุศล”  อย่างนั้น ๆ คือ ไม่โลภะ ก็โทสะ โมหะ จริงไหม ถึงจะมี  “กุศล” เกิดบนสวรรค์ก็เหมือนเมื่อเช้านี้แหละค่ะ ก็หมดไปแล้ว หมดไปเลยเร็วมากด้วย   แต่ละวัน ๆ จะกี่วันก็ตามแต่ ก็ไม่มีอะไรเหลือเลย  ไม่มีอะไรที่จะยั่งยืนได้เลย   เพราะฉะนั้น  ไม่ได้กล่าวถึงกุศลอื่นเลย เพราะถึงแม้มีให้ผลเป็นสุข ก็เพียงแค่เห็น  แค่ได้ยินเป็นต้นแล้ว ก็หมดไป ๆ ด้วย  “วิญญาณจริยา” และ “อัญญาณจริยา” คือ  ความไม่รู้จนกว่าจะถึง “ญาณจริยา”  ความรู้ถูกความเข้าใจถูก ซึ่งสามารถจะดับอกุศลและดับความเป็นไปของจิตได้นี่คือการตรัสรู้และพระมหากรุณาที่ทรงแสดงธรรมอนุเคราะห์   ต้องเป็นผู้ที่มีบุญแต่ปางก่อน  ก็ลองคิดดู มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง ได้พิจารณาได้ไตร่ตรอง ได้ค่อย ๆเข้าใจขึ้น  โดยที่เมื่อมีความเข้าใจแล้ว   และเห็นประโยชน์   ก็จะเพิ่มความเข้าใจขึ้นอย่างนี้ค่ะ   อยากจะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมไหม ?   อยากประจักษ์ได้ไหม ?ไม่ได้  แล้วอยากทำไม  อยากเฉย ๆ อยากไปก็เท่านั้น กับการที่ค่อย ๆ รู้ขึ้นเข้าใจขึ้น และรู้ตามความเป็นจริง  ว่าการที่จะเข้าใจธรรมนี้ไม่ใช่มีตัวเรา หรือ  ไม่ใช่เราอยากจtเข้าใจ   แล้วก็ไปทำอะไรก็ไม่รู้   ซึ่งไม่รู้จริง ๆ  ค่ะ  แม้ขณะที่ไปก็ไม่รู้ว่า  เพราะอยาก เพราะฉะนั้น  เมื่ออยากแล้วก็รู้ไม่ได้เลย  ตราบใดที่ยังอยาก  ไม่สามารถที่จะละ  แล้วเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะขณะใดที่อยากขณะนั้น “อวิชชา” เพราะไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่ปรากฏ     เพราะฉะนั้น   ก็สามารถที่จะเข้าใจถึงการสะสมปัญญาและบารมีอื่น ๆ ที่จะทำให้ดับกิเลสได้จริง ๆ ไม่เกิดอีกเลย แต่กิเลสมีตั้งหลายระดับ  มีอย่างหยาบปรากฏทุกคนก็รู้ และอย่างกลาง ๆ คนอื่นไม่เห็นไม่รู้  แต่เกิดแล้วคนนั้นรู้   และก็อย่างที่ไม่รู้เลยว่ามี  เช่นในขณะที่นอนหลับสนิท  ตื่นขึ้นมา  มีแล้วค่ะกิเลสมาจากไหน ถ้าไม่มีการสะสม เป็นอนุสัยอยู่  แต่ว่าปัญญาสามารถที่จะดับอนุสัยซึ่งเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดอกุศลทุกระดับเพราะฉะนั้น  การเข้าใจธรรมไม่ใช่เพียงเข้าใจเล็กน้อย แล้วอยากดับกิเลส เป็นไปได้อย่างไรคะ ต้องเป็นปัญญาที่ละเอียดและรู้จริงการอบรมเจริญอริยมัคค์มีองค์ ๘  สามารถที่จะรู้ยิ่งในสภาพธรรมที่ปรากฏทั้งหมดว่าเป็นธรรมตามความเป็นจริง    จึงจะดับอนุสัยกิเลส  ที่เกิดยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้  เพราะความจริงไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยค่ะ เพียงแค่ปรากฏก็หมดแล้ว"

เชิญคลิกอ่านข้อความในพระไตรปิฎกที่นี่ครับ..อัญญาณจริยา

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 23 พ.ย. 2558 17:08 น.

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     อัญญาณจริยา (อัญญาณ = ความไม่รู้, จริยา = ความประพฤติเป็นไป)  คือ ความประพฤติเป็นไปด้วยความไม่รู้  ซึ่งก็คือ กล่าวหมายถึงความเกิดขึ้นเป็นไปของอกุศล นั่นเอง   เพราะทุกขณะที่อกุศลเกิดขึ้น  ไม่ปราศจากความไม่รู้   
     ความไม่รู้ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง   เป็นสภาพที่ไม่รู้ในสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา  แม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงพระธรรมโดยนัยของขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น   ก็ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้   หากไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจว่า อะไรคือธรรม? ธรรมอยู่ในขณะไหน?  เป็นต้น   ก็จะไม่เข้าใจความจริงของโลกว่ามีแต่ธรรมเท่านั้น,    เมื่อไม่เข้าใจความจริง    ย่อมเป็นผู้ไม่ฉลาดในธรรมที่มีในขณะนี้  กล่าวคือไม่รู้ว่าในขณะนี้เป็นธรรม    จึงหลงยึดถือสิ่งที่เห็น   สิ่งที่ได้ยินที่กำลังปรากฏว่าเป็นเรา  เป็นสัตว์ เป็นบุคคล หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด,    เมื่อถูกความไม่รู้ครอบงำ   ย่อมทำให้ไม่เห็นความจริง ไม่เข้าใจความจริง   แม้สภาพธรรมกำลังปรากฏในขณะนี้ก็ไม่รู้   และก็จะสะสมความไม่รู้อย่างนี้อีกต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ 
     เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาว่าเพราะมีความไม่รู้  เป็นเหตุ  จึงทำให้มีการทำอกุศลกรรมประการต่าง ๆ มากมายมีกายทุจริตเป็นต้น    ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง    เพราะเป็นการสะสมเหตุที่ไม่ดีให้กับตนเอง และ เมื่อผลที่ไม่ดีเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นกับตนเองเท่านั้น     เพราะความไม่รู้  จึงทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ    เมื่อทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ก็เป็นการตัดโอกาสแห่งการเกิดขึ้นของกุศลธรรม ในชีวิตประจำวัน
     แต่ถ้าเป็นปัญญาแล้ว ตรงกันข้ามกับความไม่รู้อย่างสิ้นเชิง  เป็นเหตุให้ความดีประการต่าง ๆ เจริญยิ่งขึ้น  ทำให้ได้ในสิ่งที่ควรได้  เพราะกุศลธรรมเจริญ  จนกระทั่งสามารถดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น         ปัญญาหรือวิชชา  จึงเป็นธรรมที่นำไปสู่ความดีทั้งปวงอย่างแท้จริง   ทำให้เว้นจากสิ่งที่ไม่ดี คือ อกุศลธรรมโดยประการทั้งปวง   ปัญญาจะไม่นำพาไปสู่ทางที่ผิดเลยแม้แต่น้อย
     สาเหตุที่แต่ละบุคคลยังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์  เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด อย่างไม่มีวันสิ้นสุด    ก็เพราะยังมีความไม่รู้อยู่นั่นเอง    เป็นสภาพที่หุ้มห่อไว้ทำให้ไม่รู้ความจริง  เมื่อไม่รู้ความจริงก็มืดมน         ไม่สามารถที่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้ได้    ซึ่งจะเห็นได้ว่าในชีวิตประจำวัน   อกุศลจิตเกิดมากกว่ากุศลจิต  เพราะฉะนั้นแล้ว  ความไม่รู้จึงเกิดขึ้นมากทีเดียว  เพราะความไม่รู้เกิดร่วมกับอกุศลจิตทุกประเภท   ไม่ว่าจะเป็นอกุศลจิตประเภทใดก็ตาม ก็จะไม่ปราศจากความไม่รู้เลย
     หนทางเดียวที่จะค่อย ๆ  ละคลายความไม่รู้ให้เบาบางลงได้  คือ  การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  สะสมปัญญาซึ่งเป็นความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ ไม่ละทิ้งโอกาสสำคัญในชีวิต นั่นก็คือ การฟังพระธรรม   ด้วยความละเอียดรอบคอบ ไม่ประมาทในแต่ละคำที่เป็นวาจาสัจจะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ขณะที่เข้าใจถูกเห็นถูกก็เริ่มละคลายความไม่รู้ไปทีละเล็กทีละน้อย   ดังนั้น   หนทางที่จะละความไม่รู้ได้  ก็ด้วยการอบรมเจริญปัญญา เท่านั้น  หนทางอื่นนอกจากนี้ไม่มี ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
peem
วันที่ 24 พ.ย. 2558 12:14 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 24 ก.พ. 2559 10:44 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ