Print 
สนทนาธรรมจากดาลัทสู่นาจาง 2
 
kanchana.c
kanchana.c
วันที่  27 พ.ค. 2558
หมายเลข  26584
อ่าน  970

     แม้ดาลัทจะมีทิวทัศน์สวยงาม   อากาศสะอาดสดชื่น ไม่ร้อนไม่หนาวมาก กำลังเย็นสบายบรรยากาศเงียบสงบ  เหมาะสำหรับสนทนาธรรมและพักผ่อน วิลล่าที่พัก มีห้องครัวให้ทำอาหารรับประทานเองได้ น้องนภาคนสวยที่เก่งไปทุกอย่าง ได้เนรมิตอาหารไทยแสนอร่อย เป็นมื้อเย็นทุกวัน และการได้อยู่วิลล่าละ 10 คนนั้น ก็แสนจะอบอุ่นด้วยไมตรีจิต ใครเดินขึ้นลงเขาจนปวดเมื่อยก็มีมือบีบนวด  (แถมด้วยเท้าถีบอีกต่างหาก โดยมีคุณพรทิพย์ ถูกจิตร เจ้าตำรับ เธอได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์มาจากคุณหมอทวีป สามีของเธอเอง ขอบคุณที่นำมาถ่ายทอดต่อเป็นวิทยาทาน ซึ่งมีประโยชน์มากจริงๆ) ผลัดกันนวด ผลัดกันถีบ ถ้อยทีถ้อยอาศัยเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างมีความสุข แต่แม้กระนั้นโลภะก็ไม่เคยพอใจในที่เดิม ต้องย้ายไปทางโน้นทางนี้ หลายคนจึงถามว่าเมื่อไรจะย้ายไปเมืองอื่นบ้าง 

และ เมื่ออยู่ดาลัทครบ 7 วัน   ก็เดินทางไปงาจาง (บางครั้งได้ยินเป็นงาช้าง) ซึ่งเป็นเมืองชายทะเล อยู่ห่างออกไป 100 กว่ากิโล แต่ใช้เวลาเดินทางกว่า 4 ชั่วโมง เพราะเป็นทางขึ้นลงเขา ที่มีทิวทัศน์สวยงามและน่าหวาดเสียวในบางครั้ง 

     ได้หยุดแวะดื่มน้ำมะพร้าว น้ำอ้อยคั้นที่ร้านข้างทาง ริมลำธาร ตอนเที่ยงกว่า แต่ไม่ได้ทานอาหารกลางวันที่นี่  เพราะมื้อกลางวันจองไว้ที่โรงแรม The Light ที่พักในเมือง คุณชี Chi คหบดีของเมืองงาจาง  ร่วมกับคุณหง่า Nga เจ้าของโรงแรม The Light ที่พวกเราพักเป็นเจ้าภาพมื้อกลางวันในวันที่ 2 หลังจากไปเที่ยวชมเมืองในภาคเช้า คุณชีได้ศึกษาธรรมกับคุณ Tam bach และคุณ Tam Bach ได้มาสนทนาธรรมที่งาจาง 2 ครั้ง   มีผู้สนใจมากพอสมควร จึงเรียนเชิญให้ท่านอาจารย์มาสนทนาธรรมที่นี่ในครั้งนี้ ส่วนคุณหง่าเป็นเพื่อนกับคุณชี เธอเล่าว่าเมื่อมีความทุกข์ใจก็ได้คุณชีคอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาทางธรรม จึงมีศรัทธาเป็นเจ้าภาพห้องประชุมที่โรงแรมของเธอเองด้วย มื้อกลางวันที่โรงแรมนั้น เป็นอาหารทะเลที่จัดหนักตามธรรมเนียมจีนไต้หวัน  คือ แม้แขกจะอิ่มแล้ว อาหารก็ยังเสริฟต่อจนเต็มโต๊ะ เห็นแล้วน่าเสียดายจริงๆ 

     เมื่อรถแล่นเข้าเมืองงาจางนั้น รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะอยู่ป่าสนเสียหลายวัน เห็นแต่ภูเขาและต้นสน วันนี้ได้เห็นโรงแรมขนาดใหญ่เรียงรายไปตามถนนที่อยู่ติดมหาสมุทรแปซิฟิค เห็นห้างสรรพสินค้า ร้านค้า สวนหย่อมที่จัดอย่างสวยงามริมชายหาด ดูสะอาดสะอ้าน น่าเดินเล่นยามเช้าและยามเย็น มีสวนสนุกใกล้โรงแรมด้วย

     นักท่องเที่ยวฝรั่งก็มากมาย ส่วนใหญ่เป็นรัสเซีย เดาจากภาษาที่เห็นตามป้าย รู้สึกเหมือนปลาได้น้ำใหม่ ยังไม่ต้องออกจากกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะหรอก แค่อยู่ในที่เงียบสงบแม้จะสวยงาม แต่ไม่มีแสงสีไม่กี่วันก็เบื่อแล้ว เพราะไม่มีกิจกรรมอย่างอื่น  นอกจากเดินขึ้นลงเขาไปฟังธรรม รับประทานอาหารเท่านั้นเอง

     ที่นี่เท่าที่เห็นมีกิจกรรมให้ทำมากมาย นอกจากฟังธรรมแล้ว ก็เดินเล่นชายหาด หรือเล่นน้ำทะเล หรือ ซื้อของ คนงาจางเป็นมิตรและเป็นกันเองมาก ตอนเย็นวันแรก  ก็จัดเลี้ยงอาหารเวียดนามแบบนาจางที่โรงแรมติดๆกันที่พวกเขาพัก


     อาหารเป็นคล้ายๆ ขนมครก แต่เป็นของคาว รับประทานกับน้ำซุบ และอีกอย่างคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อ มีไส้เป็นกุ้ง  พวกเราไปร่วมสังสรรค์เกือบทุกคน  พวกเขาน่ารักและเป็นเหมือนญาติ ไม่ใช่คนแปลกหน้า


      การสนทนาธรรมที่งาจางก็เป็นธรรมชาติ ถามคำถามที่เป็นชีวิตประจำวัน เช่น หญิงคนหนึ่งเล่าว่า สามีตายไป 10 ปี มีลูก 3 คนแต่ก็แยกย้ายไปอยู่คนละเมือง รู้สึกว้าเหว่เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก ท่านอาจารย์ตอบว่า ทุกคนอยู่คนเดียวในโลก ต่างคนต่างเห็น แล้วต่างคนต่างคิด แต่ละคนอยู่ในโลกของตัวเอง เป็นโลกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะมีคนห้อมล้อมใกล้ชิดมากมายแค่ไหน จริงๆแล้วก็อยู่คนเดียว
 

     แม่อีกคนหนึ่งเล่าว่า ลูกชายติดพนันบอลจนเป็นหนี้ ไม่มีเงินให้เจ้ามื้อที่ขู่จะฆ่า คิดจะฆ่าตัวตาย แม่ก็กลุ้มใจอยากจะกู้เงินมาใช้หนี้ให้ลูก (ปัญหานี้ฟังดูคุ้นๆ คงมีอยู่ทุกแห่งในโลกนะ) ท่านอาจารย์ถามว่า ถ้าแม่ตายตอนนี้ เขายังเป็นลูกอยู่หรือไม่ ก็ไม่ใช่แล้ว เมื่อไม่ใช่ก็ไม่ติดข้องกลุ้มใจอีก  ไปติดข้องกลุ้มใจกับลูกใหม่ในชาติต่อไปไม่สิ้นสุด  ความติดข้องย้ายไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะลูกคนนี้หรือคนไหน แต่เพราะยังไม่ได้ดับความติดข้อง เมื่อยังมีความติดข้องก็ยังต้องเกิดต่อไป เมื่อเกิดก็ต้องมีภัยจากการเกิดที่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องติดข้อง ต้องโกรธ  ที่เกิดจากการไม่รู้ความจริงว่า    ทุกอย่างเป็นธรรมะที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไปทันที แล้วไม่กลับมาอีกเลย 

จึงควรศึกษาพระธรรมให้เข้าใจเพื่อละคลายความไม่รู้ และมีลูกอีกคนเล่าว่า แม่อายุ 96 ปีแล้ว อยากให้ได้ฟังธรรมะบ้าง ท่านอาจารย์ตอบว่า ทุกคนอยากฟังความความจริง แต่ไม่มีโอกาสได้ฟัง เพราะไม่ได้ทำบุญไว้ก่อน คนที่มีโอกาสได้ฟังเพราะได้คบสัตบุรุษ   จึงควรฟังด้วยด้วยความเคารพ ไตร่ตรองธรรมะ ที่ฟังแล้วโดยแยบคาย  และ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ไตร่ตรองเข้าใจแล้ว   

     ท่านอาจารย์คงมีชื่อเสียงมากที่งาจาง  เพราะที่นี่เริ่มมีคนมาก่อกวน  เป็นผู้ชายวัยกลางคนบอกว่าศึกษาธรรมะจากอาจารย์ดังคนหนึ่งในเมืองไทย   แล้วหันหน้าไปพูดภาษาเวียดนามกับผู้ฟังยาวเหยียด (หันหลังให้วิทยากร) ตอนนี้ล่ามเวียดนามไม่ยอมแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เข้าใจเลย 

     สักพักมีคนฟังโห่แสดงความไม่พอใจ และมีผู้ชายอีกคนลุกขึ้นพูด มีคนปรบมือให้   จบการสนทนาธรรม ไปถามลูกหลานเวียดนามว่า เขาพูดว่าอะไร เธอบอกแต่เพียงว่า พูดด้วยอกุศลจิต และไม่พูดต่อ วันหลังด้วยความอยากรู้ไปถามอีกคนหนึ่ง เธอเล่าว่า ผู้ชายที่มีคนปรบมือให้นั้นพูดว่า ถ้าอยากแสดงวาทะ ควรไปแสดงที่ชายหาด ไม่ใช่ที่นี่ และแต่ละคนไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย


     หลังการสนทนาธรรมที่โรงแรมในเย็นวันหนึ่ง คุณชีเชิญท่านอาจารย์ไปสนทนาธรรม ที่บ้านของเธอที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 10 กม. มีญาติและเพื่อนของครอบครัวคอยอยู่เต็มบ้าน มีผู้สนใจถามคำถามหลายคนจนค่ำ เจ้าภาพจึงนำอาหารว่างมาเลี้ยง มีสาวเวียดนามคนหนึ่งมาพูดเวียดนามกับเรา เพราะคิดว่าเป็นคนเวียดนามเหมือนกัน เธอแนะนำตัวว่า ชื่อ แหงะ จึงแนะนำให้รู้จักสามีว่า ชื่อ หงบ เธอหัวเราะ คงเหมือนชื่อเธอที่พอบอก เราก็หัวเราะเหมือนกัน มีทั้ง หง่า แหงะ และ หงบ อยู่ต่อไปอาจจะมี หงอ และอื่นๆอีก นับญาติกันได้ 

     วันสุดท้ายเจ้าภาพจัดให้ไปเที่ยว White Sand Doc Let Resort หรือ หาดทรายขาว เพื่อพักผ่อนและสนทนาธรรมในตอนบ่าย รีสอร์ทนี้อยู่ห่างโรงแรมที่พักไป 50 กม.   ต้องนั่งรถเลียบมหาสมุทร ถนนช่วงแรกสวยงาม แต่เป็นช่วงสั้นๆ คงเพิ่งสร้างเสร็จ  ต่อมาก็เป็นถนนที่กำลังก่อสร้าง
 

     ไปถึงรีสอร์ทตอนสายๆ แดดร้อนมาก เห็นหาดทรายขาวและละเอียดมาก ลองไปเดินด้วยเท้าเปล่าแล้วเหมือนเดินบนแป้ง หลายคนลงไปเล่นน้ำ แต่เรานอนบนเตียงผ้าใบใต้ต้นมะพร้าวที่ปลูกไว้มากมายจนเป็นดงมะพร้าว   มีน้องนภาคนสวยใจบุญนวดศีรษะเพื่อผ่อนคลาย สบายมากเลยหลับไปจริงๆ

     วันนี้ท่านอาจารย์ และคุณ Tam Bach เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันทุกท่าน ที่มากัน 2 คันรถบัส ผู้ติดตามมาจากดาลัทก็หลายคน มีทั้งพระภิกษุและแม่ชี ทราบว่า มีกองทุนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักของนักบวชด้วย

 
      เมื่อเริ่มจัดสถานที่สนทนาธรรมใต้ต้นมะพร้าว ริมทะเล ฝนก็ตกลงมาและเริ่มหนักขึ้น จึงต้องนั่งรถบัสไปห้องประชุมของรีสอร์ท และสนทนาธรรมที่นั่น

     คราวนี้สาวสวยเจ้าของรีสอร์ทเป็นเจ้าภาพห้องประชุมและอาหารว่าง สังเกตดูว่าในการเจริญกุศลครั้งนี้ มีแต่ผู้หญิงมาทำร่วมกันทั้งนั้นเลย  ตั้งแต่ท่านอาจารย์ คุณ Tam Bach คุณหง่าเจ้าของโรงแรม เจ้าของรีสอร์ท (จำชื่อไม่ได้) คุณชี ขออนุโมทนาค่ะ คนไทยก็ไม่น้อยหน้า มีผู้ร่วมเจริญกุศลตั้งแต่ก่อนเดินทาง คือ คุณสุภาพรรณ ฝากเงินไปเจริญกุศลในกิจกรรมของบ้านธัมมะเวียดนาม ล้านกว่าด่อง คุณเล็ก สุรภา ที่ไปร่วมสนทนาธรรมที่ดาลัท มอบไมโครโฟนให้มูลนิธิ ฯ นำไปใช้ที่ดาลัท และคุณยุพิน สุชลธาดา ก็มอบให้เวียดนามเก็บไว้ใช้เลย และซื้อให้มูลนิธิ ฯ อีกชุดหนึ่ง ส่วนเครื่องเสียงที่เคยหิ้วไปมากรุงเทพ ฯ เวียดนามหลายครั้ง   ก็มอบให้ชมรมบ้านธัมมะเวียดนามไว้เป็นสมบัติของชมรม คราวหน้าจะได้ไม่ต้องหอบหิ้วไปอีกโดย รศ.สงบ – พล.อ.ต.หญิง กาญจนา เชื้อทอง และคุณนภา จันทรางศุ ซื้อใหม่มอบให้มูลนิธิฯ และยังมีผู้เจริญกุศลด้วยกำลังกาย กำลังทรัพย์อีกหลายท่าน ขออนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
papon
papon
วันที่ 28 พ.ค. 2558 19:21 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Boonyavee
วันที่ 28 พ.ค. 2558 22:01 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ขอกราบอนุโมทนาในกุศลจิตของคุณแม่แดง และทุกท่านด้วยค่

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Sottipa
Sottipa
วันที่ 29 พ.ค. 2558 09:53 น.

ช่วยกันศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา เป็นเป้าประสงค์ของพระพุทธองค์ ท่านอาจารย์เหมือนท่านอัญญาโกญฑัญญะ ได้เข้าใจเข้าถึง พระพุทธเจ้าทางโสมนัส ถึงอุทานว่า โกฑัญญะ รู้แล้วหนอ นับชาติไม่ถ้วนท่ีบำเพ็ญบารมี เพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ  ท่านอาจารย์ก็แบ่งข้าวเปลือก กองใหญ่ของพระพุทธเจ้า มาให้เรา เหล่าสานุศิษย์ เกือบ ตลอดชีวิตของท่าน สมเราที่เป็นสาวก ควรศึกษาและเผยแพร่พระศาสนา เพื่อให้ชาวโลกได้ตื่นรู้ แม้ความเห็นผิดจะมีมาก แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่ท้อแท้ ตลอดชีวิตของท่าน อนุโมทนาครับ ท่านอาจารย์และเพื่อนๆ

ทั้งหลาย สาธุ สาธุ สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Sottipa
Sottipa
วันที่ 29 พ.ค. 2558 10:03 น.

เดี๋ยวนี้มูลนิธิเป็นด่านสุดท้าย ที่ไม่เห็นผิด ไม่ใช่สร้างอะไรใหญ่ๆ ที่สุดในโลก เงินทองที่พระภิกษุบุคคลจับต้องไม่ได้ แม้ยินดีในเงินทอง ทรัพย์สมบัติ ท่ีดินต่างๆ ก็ไม่ได้ เป็นอาบัติ ที่ท่านว่าตรวจสอบไม่ได้ ว่าคนมีศีล 5  จะมาตรวจสอบคนมีศีล 227  ไม่ได้ ที่แท้เงินทองผลประโยชน์ยินดีแล้ว ก็ผิด ทั้วนั้น ที่ชาวพุทธเสื่อม เพราะไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ที่ทุศีลก็อาศัยผ้าเหลือง มาสร้างอาณาจักร แตะต้องไม่ได้ ฉนั่นทางแก้ปัญหาคือการศีกษาให้รู้ ให้เข้าใจ ธรรมที่ถูกต้อง ตรงตามพระธรรมวินัย

อนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
siraya
วันที่ 29 พ.ค. 2558 11:04 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 29 พ.ค. 2558 14:27 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
peem
วันที่ 29 พ.ค. 2558 19:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 30 พ.ค. 2558 01:28 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
chatchai.k
วันที่ 18 มิ.ย. 2558 21:16 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ