Print 
มีเพียงหลับกับตื่น ที่บางส่วนของเยอรมัน ออสเตรีย สโลวีเนีย 4
 
kanchana.c
kanchana.c
วันที่  8 พ.ค. 2558
หมายเลข  26524
อ่าน  954

          ปราสาทนอยชวานชไตน์

วันนี้ที่ 21 เม.ย.58 พวกเราออกจากบ้านพักสายหน่อยประมาณ 9.30 น. เพราะจะไปเที่ยว

ปราสาทนอยชวานชไตน์ที่เดินทางเพียงไม่ถึง 10 นาที  คุณหนูและคุณสาธิตไปจองตั๋วเข้าชม

ตั้งแต่เช้ามืด เพราะสายๆคนจะแน่น แค่เข้าคิวรอซื้อตั๋วก็ขาแข็งแล้ว และไปส่งคุณวีระยุทธ์ที่

จะชมพิพิธภัณฑ์ที่มิวนิคด้วยรถไฟ เพราะเธอเคยชมปราสาทนอยชวานชไตน์หลายครั้งแล้ว

ต้องขอบคุณคุณหนูและคุณสาธิตที่เสียสละเวลานอนค่ะ เป็นหัวหน้าทัวร์ต้องรับผิดชอบตั้งแต่

เมืองไทยจนกลับกรุงเทพ ฯ เป็นกุศลที่ทำได้ยากอย่างยิ่งสำหรับเรา คุณสาธิตต้องขับรถทุกวัน

คุณหนูเป็นเนวิเกเตอร์ และจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความสะดวกสบายของทุกคนในกลุ่ม ขอ

ให้กุศลนี้เป็นเหตุทำให้เข้าใจพระธรรมมากขึ้นๆ เพื่อกุศลทุกอย่างจะได้เจริญขึ้นด้วยค่ะ(จัดไป

คราวหน้าอย่าลืมชวนอีกนะคะ)

          เมื่อถึงปราสาท พวกเราเลือกนั่งรถม้าขึ้นไปบนเขาแทนการเดินขึ้น หรือนั่งรถบัส เวลา

เข้าชมของพวกเรา คือ 11:45 จึงไม่ต้องรีบร้อนนัก ถ่ายภาพปราสาทในมุมต่างๆ จนถึงเวลา

เข้าชม ปราสาทชื่อภาษาเยอรมันที่แปลกสำหรับคนไทยนี้ มีความหมายว่า หินหงส์ใหม่ (นอย

แปลว่า ใหม่ ชวาน แปลว่า หงส์ ชไตน์ แปลว่า หิน)    เป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์

แถบแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี      สร้างในสมัยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย มีอายุ

ประมาณ140 ปี ผู้ออกแบบไม่ใช่สถาปนิก แต่เป็นผู้ออกแบบฉากละคร จึงสร้างออกมาเหมือน

ปราสาทในเทพนิยาย ภายนอกดูเหมือนปราสาทในยุคกลาง แต่ภายในนั้นทันสมัยในยุคนั้น

มีระบบไฟฟ้า น้ำประปาทั้งน้ำร้อน น้ำเย็นและโทรศัพท์ ปราสาทนอยชวานชไตน์เป็นปราสาท

ที่ยังสร้างไม่เสร็จ    เมื่อพระเจ้าลุกวิกที่ 2 สิ้นพระชนม์ ปราสาทนี้ได้ถูกสร้างไปเพียง 1 ใน 3

ของแผนที่วางไว้   แล้วพระเจ้าลุดวิกที่ 2 เองก็เสด็จมาประทับที่ปราสาทแห่งนี้เพียง 170 วัน

เท่านั้น หลังจากสิ้นพระชนม์เชื้อสายของพระองค์ได้เปิดให้ประชาชนได้ชื่นชมภายในบางส่วน

โดยเก็บค่าเข้าชมเป็นค่าทะนุบำรุงซ่อมแซม และทำรายได้มหาศาลให้กับรัฐในภายหลัง ถ้า

เป็นช่วงหน้าร้อนของยุโรปนักท่องเที่ยวจะแน่นขนัด มีทั้งคนเยอรมันเองและนักท่องเที่ยวจาก

ทั่วโลกที่ต้องการมาชมปราสาทในเทพนิยายแห่งนี้สักครั้งเป็นบุญตา ภายในปราสาทได้ชม

ห้อง Throne Hall หรือห้องราชบังลังก์ ดูยิ่งใหญ่อลังการ สีเหลืองทองอร่ามในศิลปะแบบไบ

แซนไทน์    แต่ห้องนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์เพราะขาดสิ่งสำคัญที่สุดของห้อง ก็คือบัลลังก์นั่นเอง

โคมระย้าที่ตั้งอยู่กลางห้องมีน้ำหนักถึง 900 กิโลกรัม สามารถชักรอกลงมาได้เพื่อทำความ

สะอาดหรือเปลี่ยนเทียนเล่มใหม่ได้ ที่พื้นห้องประดับเซรามิกเป็นรูป 12 ราศี ไกด์อธิบายว่า

พระเจ้าลุกวิกสนใจพระพุทธศาสนาด้วย แต่ในสมัยนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม จึงประดับไว้ที่พื้นห้อง

(คงเป็นพระพุทธศาสนามหายาน) จากนั้นชมห้องบรรทมของพระเจ้าลุดวิกซึ่งสร้างขึ้นในศิลปะ

แบบโกธิก มีงานแกะสลักไม้อย่างวิจิตรบรรจง ภาพวาดในห้องนี้มาจากอุปรากรเรื่อง Tristan

and Isolde ของวากเนอร์ ข้างๆพระเก้าอี้สีน้ำเงินเป็นโต๊ะสำหรับล้างพระพักตร์ ใช้เทคโนโลยี

น้ำประปายุคปัจจุบันให้น้ำไหลผ่านคอหงส์เงิน ห้องชั้นบนสุดของปราสาท เรียกว่า Singers

Hall เป็นห้องที่ใช้สำหรับจัดแสดงอุปรากรของวากเนอร์โดยเฉพาะ มีการออกแบบระบบอคูส

ติกของห้องเป็นอย่างดี และแน่นอนภาพวาดที่ประดับห้องนี้มาจากอุปรากรเรื่อง Parsifal ของ

วากเนอร์ แต่กษัตริย์ลุดวิกไม่มีโอกาสได้ทอดพระเนตรการแสดงในห้องนี้ เพราะสิ้นพระชนม์

เสียก่อน ทั้งหมดนี้ห้ามถ่ายภาพ          ข้อมูลบางส่วนมาจาก เว็บไซต์ WonderfulPackage

ขอขอบคุณค่ะ

     ชมปราสาทเสร็จก็กลับที่พัก ความจริงมีปราสาทใกล้ๆที่เป็นของพระราชบิดาของกษัตริย์

ลุกวิกที่ 2 สามารถเข้าชมได้ในวันเดียวกัน และเมืองฟุซเซ่นยังมีปราสาทให้ดูชมอีกหลายแห่ง

แต่เมื่อกลับไปรับประทานอาหารแบบปิกนิกริมทะเลสาบ    (ฝีมือคุณแอ้นเจ้าเก่า)หน้าบ้านพัก

แล้ว ท่านอาจารย์และอีกหลายท่านไม่ออกไปชมเมืองต่อ ท่านสนทนาธรรมที่ริมทะเลสาบ

       ส่วนเราต้องรับใช้นายใหญ่อย่างเคย จึงออกไปชมเมืองมรดกโลกอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆกัน

คือ เมืองอูเบอร์รัมเบอเกา (Oberamagau) ที่ผนัง กรอบหน้าต่าง ประตูของอาคารแต่ละหลัง

วาดภาพด้วยสี fresco สวยงามมาก   ขากลับแวะรับคุณวีระยุทธ์ที่สถานีรถไฟฟุซเซ่น   เวลา

18:00 น. ซึ่งยังไม่มืด สองทุ่มก็ยังไม่มืด แต่ต้องรีบกลับไปบ้านพัก ทั้งๆที่อยากไปเที่ยวเมือง

ฟุซเซ่นที่ผ่านไปมาหลายรอบ แต่ยังไม่ได้แวะเยี่ยมชม เพราะคุณนายแอ้นต้องไปทำอาหารเย็น

เมื่อถึงที่พักคณะสนทนาธรรมยังไม่จบ แต่ย้ายไปสนทนาธรรมริมทะเลสาบ เราตามไปสมทบ

         ท่านอาจารย์พูดถึงความติดข้อง ความรักลูกในชาตินี้ว่ามากมายขนาดไหน แต่ถ้าลูก

ตายไปแล้วเกิดเป็นปลา ตุ๊กแก จิ้งจก จะตามไปรัก ไปห่วงใยไหม และถ้าอาจารย์สงบเคยเป็น

ลูกของท่านสพรั่งในชาติก่อน จะสามารถรักอาจารย์สงบเหมือนลูกของตนในชาตินี้หรือไม่

ซึ่งแค่นึก ท่านก็ขำว่า จะรักอาจารย์สงบอย่างลูกชายของท่านได้อย่างไร ท่านอาจารย์สรุปว่า

ไม่ใช่คน หรือวัตถุที่ทำให้ติดข้อง แต่เพราะโลภะต่างหากที่ติดข้อง รักใคร่ ห่วงใยสิ่งที่คิดว่า

เป็นตน เป็นของตน ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปทุกชาติ ไม่ใช่คนเดิม สิ่งเดิม แม้ขณะเดี๋ยวนี้สิ่งที่ติด

ข้องก็เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ ไม่คงเดิมอยู่ได้ ตัวเราและลูกเราก็ต้องแก่ไปทุกขณะ มีทั้งแก่

ทั้งเจ็บ ทั้งตายด้วยกันทุกคน แล้วต่างก็เกิดเป็นคนใหม่ซึ่งไม่รู้จักกันในฐานะเดิมอีกต่อไป


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
peem
วันที่ 10 พ.ค. 2558 09:31 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Boonyavee
วันที่ 10 พ.ค. 2558 11:24 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
siraya
วันที่ 12 พ.ค. 2558 16:42 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 13 พ.ค. 2558 07:21 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
rrebs10576
วันที่ 13 พ.ค. 2558 13:42 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
napachant
napachant
วันที่ 26 พ.ค. 2558 11:01 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ