Print 
ปาราชิกแล้ว ดำรงอยู่ในภูมิสามเณร หรือ เป็นคฤหัสถ์ สามารถบรรลุธรรมได้
 
มศพ.
วันที่  23 ก.พ. 2558
หมายเลข  26210
อ่าน  2,082

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ ๑๑๘

     พระศาสดาประทับนั่งแล้ว   ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา   ตรัสว่า   ภิกษุทั้งหลาย   พวกเธอจงดูกองไฟใหญ่โน้น   แล้วทรงแสดงอัคคิขันโธปมสูตร   ก็เมื่อตรัสไวยากรณ์นี้อยู่    ภิกษุประมาณ  ๖๐  รูปรากเลือด   ภิกษุประมาณ  ๖๐  ลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์    ภิกษุประมาณ  ๖๐  รูปมีจิตไม่ยึดมั่นก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย   ก็เพราะได้ฟังไวยากรณ์นั้น    นามกายของภิกษุประมาณ  ๖๐  รูปก็กลัดกลุ้ม    เมื่อนามกายกลัดกลุ้ม    กรัชกายก็รุ่มร้อน   เมื่อกรัชกายรุ่มร้อน   โลหิตอุ่นที่คั่งก็พุ่งออกจากปาก   ภิกษุ(อีก)ประมาณ   ๖๐  รูป    คิดว่าการประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิตในพระพุทธศาสนาทำได้ยากหนอ   แล้วพากันลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์   ภิกษุประมาณ  ๖๐  รูป   ส่งญาณมุ่งตรงต่อเทศนาของพระศาสดาก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา

     บรรดาภิกษุเหล่านั้น   ภิกษุเหล่าใด  รากเลือด   ภิกษุเหล่านั้นต้องอาบัติปาราชิก    ภิกษุเหล่าใดสึกเป็นคฤหัสถ์    ภิกษุเหล่านั้นพากันย่ำยีสิกขาบทเล็กน้อย   ภิกษุเหล่าใดบรรลุพระอรหัต  ภิกษุเหล่านั้น  เป็นผู้มีศีล   บริสุทธิ์แล   พระธรรมเทศนาของพระศาสดา   เกิดมีผลแม้แก่ภิกษุ   ๓  จำพวก  ดังกล่าวนี้.

     ถามว่า    พระธรรมเทศนาเกิดมีผลแก่ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัต  ยกไว้ก่อน    อย่างไรจึงเกิดผลแก่ภิกษุนอกนี้?   ก็ว่า    ก็ภิกษุแม้เหล่านั้น    ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเทศนากัณฑ์นี้ไซร้    เป็นผู้ประมาท   ไม่พึงอาจละฐานะได้   แต่นั้นบาปของภิกษุเหล่านั้นกำเริบขึ้น   จะพึงทำเธอให้จมลงในอบายถ่ายเดียว   แต่ฟังเทศนากัณฑ์นี้แล้ว   เกิดความสังเวช    ละฐานะ   ตั้งอยู่ในภูมิแห่งสามเณร    บำเพ็ญศีล  ๑๐   ประกอบขวนขวายในโยนิโสมนสิการ   บางพวกเป็นพระโสดาบัน   บางพวกเป็นพระสกทาคามี    บางพวกเป็นพระอนาคามี    บางพวกบังเกิดในเทวโลก    พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกด้วยอาการอย่างนี้   ฝ่ายภิกษุนอกนี้   ถ้าไม่พึงได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ไซร้   เมื่อกาลล่วงไป ๆ    ก็จะพึงต้องอาบัติสังฆาฑิเสสบ้าง   ปาราชิกบ้าง   ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว   คิดว่า   พระพุทธศาสนา     ช่างขัดเกลาจริงหนอ    พวกเราไม่สามารถจะบำเพ็ญข้อปฏิบัตินี้ตลอดชีวิตได้    จำเราจักลาสิกขา     บำเพ็ญอุบาสกธรรม   จักพ้นจากทุกข์ได้  ดังนี้แล้ว  จึงพากันสึกไปเป็นคฤหัสถ์   ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในสรณะ   ๓   รักษาศีล   ๕   บำเพ็ญอุบาสกธรรม   บางพวกเป็นพระโสดาบัน    บางพวกเป็นพระสกทาคามี   บางพวกเป็นพระอนาคามี   บางพวกบังเกิดในเทวโลกแล    พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุเหล่านั้น    ด้วยอาการอย่างนี้    อนึ่งหมู่เทพได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว    ได้เที่ยวไปบอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่ได้ฟังทุกรูปทีเดียว    ภิกษุทั้งหลายฟังแล้วคิดว่า    ท่านผู้เจริญ    การประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์     บริบูรณ์ตลอดชีวิต  ในพระพุทธศาสนาทำได้ยาก  ภิกษุ  ๑๐  รูปบ้าง ๒๐  รูปบ้าง ๖๐  รูปบ้าง  ๑๐๐  รูปบ้างบอกลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์ไปทันที

     พระศาสดาเสด็จจาริกไปตามพอพระหฤทัย   ไม่เสด็จกลับไปพระเชตวันอีก  จึงทรงเรียกภิกษุมาตรัสว่า  ภิกษุทั้งหลาย   ตถาคตเมื่อเที่ยวจาริกไปอยู่คลุกคลีมานาน    ภิกษุทั้งหลายเราปรารถนาจะเร้นอยู่สักกึ่งเดือน    ใครๆไม่ต้องเข้าไปหาเรา     เว้นแต่ภิกษุผู้นำบิณฑบาตรูปเดียวดังนี้   ทรงยับยั้งลำพังพระองค์เดียวกึ่งเดือน   เสด็จออกจากที่เร้น    พร้อมด้วยพระอานนทเถระ   เสด็จจาริกกลับไปพระวิหาร   ทรงเห็นภิกษุเบาบาง   ในที่ ๆ   ทรงตรวจดูแล้ว ตรวจดูอีก   ถึงทรงทราบอยู่   ก็ตรัสถามพระอานนท์เถระว่า  อานนท์ ในเวลาอื่นๆ  เมื่อตถาคตเที่ยวจาริกกลับมายังเชตวัน   ทั่ววิหารรุ่งเรื่องไปด้วยผ้ากาสาวพัสตร์   คลาคล่ำไปด้วยผู้แสวงคุณ   แต่มาบัดนี้   ปรากฏว่าภิกษุสงฆ์เบาบางลง   และโดยมากภิกษุเกิดโรคผอมเหลืองขึ้น     นี่เหตุอะไรกันหนอ    พระเถระกราบทูลว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ภิกษุทั้งหลายเกิดความสังเวช  จำเดิมแต่เวลาที่พระองค์แสดงพระธรรมเทศนา   อัคคิขันโธปมสูตร   คิดว่า   พวกเรา  ไม่สามารถจะปรนนิบัติธรรมนั้น    โดยอาการทั้งปวงได้    และการที่ภิกษุผู้ประพฤติไม่ชอบ  บริโภคไทยธรรมที่เขาให้ด้วยศรัทธาของชน   ไม่ควรเลย    จึงครุ่นคิดจะสึกเป็นคฤหัสถ์


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
swanjariya
วันที่ 23 ก.พ. 2558 13:29 น.

กราบอนุโมทนาขอบพระคุณท่านอาจารย์และท่านวิทยากรด้วยความเคารพยิ่ง

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
kullawat
วันที่ 17 มี.ค. 2558 10:13 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
pichet
pichet
วันที่ 27 ส.ค. 2558 21:30 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ