Print 
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ เดอะรอยัล ปริ๊นเซส คอนโดมิเนียม หัวหิน ๙-๑๑ กันยายน ๒๕๕๗
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  15 ก.ย. 2557
หมายเลข  25533
อ่าน  1,506

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ ๙ - ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา คุณกุสุมา โกมลกิติ (พี่จู) พร้อมด้วยพี่ๆน้องๆ ที่ประกอบด้วย พี่เมตตา ชัยศรีโสภณกิจ คุณหนิง น้องสาวคนเล็กของพี่จู และ หลานสาวคนโตของพี่จู เป็นต้น ได้กราบเรียนเชิญ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ไปพักผ่อน ที่ เดอะรอยัล ปริ๊นเซส คอนโดมิเนียม อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมติดชายหาดส่วนตัว ทอดยาวสุดสายตา มองเห็นเขาตะเกียบไกลๆ

 เจ้าของห้องพักที่คอนโดฯแห่งนี้ คือ ดร.ปรีดา โกมลกิติ(พี่บี๋) สามีของพี่จู นั่นเองครับ ห้องพัก ซึ่งมีพื้นที่โดยรวมถึงสองร้อยกว่าตารางเมตร ใหญ่กว่าบ้านเดี่ยวโดยทั่วไปเสียอีก ประกอบไปด้วยห้องนอน ถึง ๓ ห้องนอน ห้องคนรับใช้ ๑ ห้อง ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว ห้องรับแขกและรับประทานอาหาร ที่กว้างขวางมาก ห้องครัวใหญ่ ระเบียงกว้างและโปร่ง ตั้งอยู่บนชั้นที่ ๘ ของอาคาร ที่สามารถมองเห็นภายนอกอาคารได้ทั้งสองฝั่ง 

ดังที่พี่แดง ได้เขียนเล่าเรื่องการไปพักผ่อนและสนทนาธรรมของท่านอาจารย์ที่นี่ ในกระทู้ บันเทิงในธรรมที่หัวหิน และกล่าวถึงจุดประสงค์ของพี่จู ที่ได้กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์มาที่นี่ ก็เพื่อการพักผ่อน และ ไม่ได้กำหนดอย่างเป็นทางการ ว่าจะต้องมีการสนทนาธรรม ในเวลาใด แต่ให้เป็นไปตามอัธยาศัยของท่านอาจารย์เอง ที่จะให้ท่านรู้สึกสบายๆ จากการตรากตรำ  ด้วยการรับเชิญไปแสดงธรรมในหลายๆ ที่ เท่าที่ข้าพเจ้าทราบ วันว่างของท่านที่มีในขณะนี้ คือ หลังเดือนมกราคมปีหน้าโน้นแล้วครับ หมายความว่า ท่านที่จะกราบเรียนเชิญท่าน ต้องเป็นช่วงหลังเดือนมกราคม ปีหน้า เข้าใจว่าน่าจะเต็มยาวไปในเดือนกุมภาพันธ์แล้ว ซึ่งทุกท่านที่ติดตามท่านมาโดยตลอด ย่อมทราบว่า ไม่ว่าท่านจะไปที่ไหน ในสถานที่ใด ท่านอาจารย์จะกล่าวธรรมเป็นปรกติอยู่ทุกขณะอยู่แล้ว เป็นคำกล่าวที่เป็นไปในเรื่องราวของธรรม ที่ไหลพรั่งพรูออกมาดังสายน้ำ ที่ไม่เคยมีวันเหือดแห้งไปเลย ตลอดระยะเวลาเกือบหกสิบปีที่ผ่านมา

เมื่อท่านอาจารย์สนทนากับผู้ใด โดยเฉพาะกับท่านผู้ใหม่หรือกับบุคคลที่ท่านเห็นสมควร ที่จะกล่าวธรรมเกื้อกูลแก่เขาในเวลานั้น ท่านจะไม่สนใจเวลาเลย ว่าจะผ่านไปเท่าใด แสดงให้เห็นถึงความเมตตาอันยิ่งของท่านต่อทุกคน โดยเสมอภาคกันประโยชน์เพียงประการเดียว คือ ให้ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าของท่าน ได้มีความเข้าใจขึ้นในพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดง แม้เพียงครั้งละเล็กน้อย นิดหน่อย ก็เป็นที่ปีติของท่านอย่างยิ่งแล้ว

เนื่องจากเป็นภาพของการพักผ่อน และ การสนทนาธรรม ที่สบายๆ โดยใกล้ชิดตามกุศลเจตนาของพี่จู(กุสุมา โกมลกิติ) ซึ่งพี่จูเอง เป็นคนสบายๆ เป็นกันเองและใจดีมาก ทำให้การพักผ่อนและสนทนาธรรมในครั้งนี้ ประกอบไปด้วยความสุข ความเพลิดเพลิน และ ความบันเทิง เป็นอย่างยิ่ง ดังที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้ ในตอนท้ายของการสนทนา ในวันที่ ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ ความว่า

"...ธรรมะ เป็นเรื่องที่บันเทิง เพลิดเพลิน ในกุศล ที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อนเลย ใช่ไหม? แต่ความลึกซึ้งของธรรมะ ทำให้จิตใจเบิกบาน ที่ได้เข้าใจ..."

หลังจบการพักผ่อนและสนทนาธรรมที่หัวหินในครั้งนี้ ระหว่างที่ขับรถกลับบ้านพร้อมกับพี่แดง (พลอากาศตรีหญิง กาญจนา เชื้อทอง) ก็ได้สนทนากันหลายเรื่องพี่แดงเล่าว่า ในวันสุดท้าย ที่คาดการณ์กันว่า จะตื่นเช้ากันแบบสบายๆ และคงไม่มีการสนทนาธรรมเป็นการเป็นงานอะไร เพราะจะต้องออกเดินทางกลับราว 11.30 น. เพื่อแวะพักรับประทานอาหารเที่ยง ที่ บ้านพักตากอากาศของคุณแอ๊ว(นภา จันทรางศุ)ที่ชะอำ ซึ่งเป็นทางผ่าน ก่อนการเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

พี่แดงเล่าว่า ไม่ว่าท่านอาจารย์จะอยู่ตรงไหน ทุกคนก็จะมานั่งล้อมท่านเป็นวง ตลอดเวลา แม้ในเช้าวันสุดท้ายก็ตาม ทุกคนนั่งล้อมท่าน ในขณะที่ท่านนั่งพักผ่อน แช่เท้าในน้ำอุ่น มีการสนทนา เล่าเรื่องของแต่ละคนๆ ก่อนที่จะมาพบกับท่านอาจารย์ ว่าผ่านสิ่งใดมาบ้าง พี่แดงเล่าว่าไม่น่าเชื่อว่าพี่เมตตา(ขออภัยที่เอ่ยนาม)ก็เป็นท่านหนึ่งที่ผ่านการปฏิบัติมาอย่างโชกโชน(คงไม่ถึงขนาดลุกเป็นไฟนะครับ) ครั้งหลังสุด คือ ครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะมาฟังท่านอาจารย์สุจินต์ ท่านหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นานนับเดือน ซึ่งถ้าหากเอ่ยชื่อวัดดังกล่าว ทุกท่านในเวลานี้ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเลย ท่านเล่าว่า ท่านไปอยู่วัดแบบที่ไม่คิดจะกลับบ้าน จนพี่สาวของท่าน คือ พี่จู ท่านนี้เองที่ไปพาตัวท่านกลับมา และให้มาฟังธรรมบรรยายจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ในวันนี้

ท่านกล่าวว่า เป็นบุญของท่านแต่ปางก่อนจริงๆ ที่มีวันนี้ หาไม่แล้ว ท่านก็ยังคงเป็นผู้ที่ไปปฏิบัติ ไปนั่ง ไปเดิน ด้วยความไม่รู้ ด้วยความเป็นตัวตน หาใช่การระลึกรู้ เป็นไป ด้วยความเข้าใจถูก เห็นถูก ในความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ด้วยความเป็นปรกติ ตามความเป็นจริง ในชีวิตประจำวัน ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และ ทรงมีพระมหากรุณาแสดงไว้โดยละเอียด และ ทรงแสดงไว้ว่า เป็นหนทางอันเอก คือ หนทางเดียว เท่านั้น ที่บุคคล จะถึงความเป็นผู้สิ้นทุกข์ ดับกิเลสได้ คือ สติปัฏฐาน นี้เอง

แต่แม้กระนั้น ก็เป็นการยากอย่างยิ่ง ที่บุคคลที่ไม่ได้สะสมอัธยาศัยมา จะมีโอกาสได้ฟัง และแม้ได้พบ และได้ฟังแล้ว ก็ยากที่จะเข้าใจ และ แม้ความเข้าใจที่มี  กว่าจะมีกำลังพอที่จะถึงการปฏิปัตติ คือ ถึงเฉพาะแต่ละลักษณะของธรรมะ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ก็ยิ่งแสนยาก แต่ ความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น ว่าทุกสิ่ง เป็นแต่ธรรม หาใช่ตัวตน สัตว์ บุคคลใดไม่ นั้นเอง ที่จะคลายจากความเดือดร้อนว่า แม้ความไม่เข้าใจ ก็เป็นแต่ธรรม ไม่ใช่เรา จึงเป็นผู้ที่มีศรัทธาที่มั่นคงขึ้น มีความอดทน และ เพียรที่จะฟังแล้ว ฟังอีก เพื่อเข้าใจขึ้น อันเป็นหนทางเดียว หนทางเดียวจริงๆ ไม่มีหนทางอื่น ตามที่ได้ทรงมีพระมหากรุณาตรัสเตือนไว้และบุคคลที่ได้พบกับพระธรรม ย่อมจะเป็นผู้ที่ "ฝัง" คำที่ตรัสนี้ไว้ ในหทัย ไม่หลงไปตามความติดข้องต้องการที่จะทำ จะปฏิบัติ สิ่งหนึ่ง สิ่งใด ด้วยความไม่เข้าใจอีก

 

พี่เมตตา เป็นผู้ที่มีกุศลศรัทธาในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ช่วยเหลือเกื้อกูลทุกคน ทั้งยังเอาภาระ ในการทำงานช่วยเหลือเวปไซต์บ้านธัมมะ ด้วยความสม่ำเสมอตลอดมา จนพี่แดงได้กราบเรียนท่านอาจารย์ด้วยความชื่นชมอนุโมทนาว่า พี่เมตตาไปซื้อคอมพิวเตอร์มาใหม่ เพื่อจะนำมาช่วยงานเวปไซต์บ้านธัมมะ ของมูลนิธิฯ ทั้งๆที่พี่เมตตา ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นมาก่อนเลยก็ตาม

ทุกๆท่าน ย่อมรู้ได้ด้วยตนเองว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของการได้ฟังพระธรรม คือ อะไร? เมื่อได้มีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น ในพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง บุคคล ย่อมน้อมไปสู่กุศลธรรมทุกประการ โดยบ่อยๆ เนืองๆ ทั้งนี้ ด้วยความเข้าใจขึ้นเท่านั้น ที่จะเป็นปัจจัยให้กุศลธรรม มีกำลังเกิดขึ้นได้บ่อยๆ หาใช่การทำการใดๆ ด้วยความติดข้องต้องการ ด้วยหวังในผลของการกระทำ แต่เป็นผู้ที่น้อมไปสู่กุศลธรรม น้อมไปสู่การเห็นโทษของอกุศล และเป็นผู้ที่ขัดเกลากิเลส ด้วยกำลังของความเข้าใจ ที่บุคคลได้สะสมอบรม จนมีกำลังมากขึ้นๆ นั่นเอง

คำหนึ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ไม่ลืม คือ "เป็นผู้ที่ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม" ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องมั่นคงว่า ไม่มีผู้ใดประพฤติธรรม นอกจากธรรมที่มีกำลัง เกิดขึ้นเอง ตามเหตุ ตามปัจจัย ที่ได้สะสมอบรมไว้ และ มีกำลังมากขึ้นๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย ด้วยการฟัง และ เข้าใจพระธรรม

 

ดังที่ท่านเจ้าภาพได้ปรารภไว้แต่ต้นว่า เป็นการพักผ่อนและสนทนาธรรมแบบสบาย ๆ ภาพของการสนทนาธรรมที่นำมาประกอบในครั้งนี้ จึงเป็นแบบสบายๆ นะครับ ต้องกราบขอบพระคุณและอนุโมทนาท่านเจ้าภาพเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีเมตตา อนุญาตให้ข้าพเจ้าไปบันทึกภาพและนำความการสนทนามาเกื้อกูลทุกท่าน ให้ได้เห็นว่า พระธรรม เป็นเรื่องปรกติในชีวิตประจำวัน ในขณะนี้เอง หาใช่ในขณะอื่นไม่ เมื่อเข้าใจว่า ธรรมะ คือ อะไร และ มีความเข้าใจธรรมที่มั่นคงขึ้นๆ จากการฟังแล้วฟังอีก พิจารณาแล้ว พิจารณาอีก ฟังๆๆๆๆๆๆๆๆ และ เข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง ตามที่ท่านอาจารย์แสดง

วันหนึ่ง ย่อมเป็นผู้ที่รู้ได้ด้วยตนเอง ถึงคำที่ว่า มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ด้วยว่า ในขณะที่ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส มีสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย และ คิดนึก เป็นธรรมดา ในทุกๆ ขณะนี้!! เดี๋ยวนี้!! บุคคล จะมีอะไรเล่า เป็นที่พึ่งได้?

อันดับต่อไป ขออนุญาตนำความการสนทนาธรรม ณ กาลครั้งหนึ่ง ในสังสารวัฏฏ์ ในสถานที่ โอ่อ่า โอฬาร อันบุคคลผู้สะสมบุญไว้แต่ปางก่อน ที่นอกจากจะให้ผลอันอุดม ที่แสดงให้เห็นได้ในปัจจุบันชาติแล้ว  ยังเป็นผู้ที่มีบุญอันยอด คือ โอกาสที่มีค่าที่สุดในชีวิตนี้ เหนือรัตนะใดๆ ที่ท่านมี คือ การได้พบกับพระธรรม ในหนทางที่ถูกต้องนี้ ทั้งยังเป็นผู้ที่ได้กระทำทานกุศลอันยิ่งใหญ่ ด้วยการอุปการะพระศาสนา ด้วยธรรมทานอันเลิศ และ การให้สรรพสิ่งที่ประกอบในทานกุศลอันยอดเยี่ยมในครั้งนี้

ขอเชิญทุกท่าน รับประโยชน์จากพระธรรม โดยทั่วกันนะครับ อย่าลืมนะครับ สบายๆ ครับ

ท่านอาจารย์   แปลกนะคะ มันก็อยู่ตรงนี้ แต่ไม่รู้ กว่าจะรู้ได้ ฟังไปเถอะ ฟังไป กว่าความแยบคายจะเกิด ไม่ได้ว่าใครนะคะ(หัวเราะ) ช่างโง่เสียจริง (หัวเราะกันครืน!!)  ก็ อวิชชา ใครจะไปว่าได้ มันเป็นธรรมะ

พี่เมตตา   กว่าหนูจะเข้าใจ ที่อาจารย์พูด ทุกอย่าง ก็คือ ขณะนี้!!! ยากจริงๆ ก็ต้องขอบพระคุณพี่แดง ที่พี่แดงเขาถอดเทปเสร็จ ก็อยากจะหาคนไปช่วยแก้ไข(edit) พี่แดงบอก เมตตา ค่อยๆทำนะ ได้ความเข้าใจตั้งเยอะ  ก็จริงๆ แต่ละคำพูด แต่ละประโยค ของท่านอาจารย์  เกื้อกูล ให้ความเข้าใจมากเลยค่ะ

เพราะตอนที่หนูอ่านที่พี่แดงเขาถอดเทป หนูค่อยๆทำความเข้าใจ ทุกคำ ทุกประโยค ที่ท่านอาจารย์พูด แล้วก็ ผิดกับสมัยนี้ ที่หนูได้ฟังเขาบอกว่า  ท่านอาจารย์ก็พูดอยู่นั่นแหละ ตา หู จมูก ลิ้น (ท่านอาจารย์หัวเราะ) ยิ่งเห็นความที่ท่านอาจารย์เมตตา สูงมากเลย ที่ว่า ก็ต้องขณะนี้!!! ที่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจขณะนี้ !!! ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใจ จะไปนั่งอย่างไร ถ้าไม่รู้ขณะนี้  ก็ไม่มีทางที่จะขัดเกลาตัวเองได้ ถ้าไม่รู้ความจริงขณะนี้ ซึ่งความจริงขณะนี้ รู้ได้ยากจริงๆ

ท่านอาจารย์   ใช่ ให้ไปทำอะไรนี่ มันไม่ยากเลย ทำกันมาหมดแล้ว(หัวเราะ)  คุณแดง(ก็เคย)ไปตีมือ หรือตีอะไรอย่างนั้น ใช่ไหม?

พี่แดง   ที่วันนั้นก็ออกที่วีค่ะ ที่มีแม่แชีขับรถพอร์ชหรือรถอะไร แล้วเขาก็ไปถ่ายตอนที่นั่งสมาธิ เขาก็ตีเข่า ตีอะไร

ท่านอาจารย์   แล้วไงคะ? ทีวีเห็นด้วยหรือไง?

พี่แดง   ทีวีไม่เห็นด้วยค่ะ เขาบอกว่า พระพุทธศาสนา ปฏิบัติกันหลายแบบ แล้วก็พูดคล้ายๆว่า นั่งสมาธิกันระงมเลย (หัวเราะกันครืน..) คุณเมตตานี่ ใจสู้มากเลยค่ะ คุณฉัตรชัยบอก ไม่เคยเห็นใครแบบเมตตาเลย เขาอาสาทำ ทั้งๆที่ทำคอมพิวเตอร์ไม่เป็น ไปซื้อเลย ไปซื้อคอมพิวเตอร์มาหัดทำเลย เก่งมากจริงๆ มีศรัทธาว่าจะต้องทำให้ได้

คุณพรทิพย์   กว่าจะเจอพระธรรมก็ยาก แต่พอเจอแล้ว ก็เข้าใจยากอีกค่ะ

ท่านอาจารย์   ที่ว่าเข้าใจยากนี่ ยังง่ายกว่าเป็นจริง ที่จะต้องเข้าใจ นี่แค่ปริยัติ

คุณพรทิพย์   ยังง่ายกว่าที่.....

ท่านอาจารย์   ง่ายกว่า ตัวจริง ที่จะต้องไปเข้าใจอีก ใช่ไหม? ก็นี่ เรายังเข้าใจได้ แต่ "ตัวจริงๆ" ที่จะค่อยๆ ไปเข้าใจ นี่มันยาก มันมีแต่ทางขวางทั้งนั้นเลย ให้อย่างนั้น ให้อย่างนี้ ให้จ้อง ให้อะไรต่ออะไร สารพัดอย่าง แค่นิดเดียว มันก็....ปัญญาต้องคมพอ ที่จะรู้

เพราะว่า มันคือ "เดี๋ยวนี้" ที่มันยาก ตรงนี้ แล้วเราจะไปทำให้มันง่าย ได้อย่างไร? ใช่ไหม? ไม่มีทาง!!! จะเอาง่ายๆ มันเป็นไปไม่ได้ ตัวโลภะ นี่ เจ้านาย  ไม่ยอมปล่อย จะเอาง่ายๆ (หัวเราะ) สอนง่ายๆ พูดง่ายๆ สั้นๆ อะไรอย่างนี้ ง่ายๆ สั้นๆ ย้อนไป ๒,๕๐๐ กว่าปี คนยุคนั้น ท่านสะสมมาระดับไหน? พระอรหันต์ ทั้งบรรพชิต คฤหัสถ์ก็อนาคามี  ฟังพระธรรมก็บรรลุ พระเจ้าพิมพิสาร ฯลฯ ทั้งนั้นแหละ เราคิดดู บรรลุนะ ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจ ถึงตัวธรรมะ รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ก็มาจาก ทีละนิด ทีละหน่อย อย่างนี้!!! แต่ละภพ แต่ละชาติ

อะไรยากที่สุด ที่ฟัง?

คุณนภา   ก็ความจริงขณะนี้ค่ะ ที่ยากที่สุด

ท่านอาจารย์   แต่ละคำ ไม่น้อยเลย ที่จะต้องเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นสติ ไม่ว่าจะเป็นศรัทธา หรือว่าอะไร พระสูตร พละสูตรนี่ สั้นนิดเดียว เพราะว่า ทุกคนเข้าใจว่า จริงๆแล้ว กว่าจะเป็นอินทรีย์ แค่ศรัทธา แล้วกว่าจะถึงพละ กว่าจะถึงโพชฌงค์ กว่าจะถึง มรรค มีองค์ ๘ แต่ละอัน แต่ละอันนี้ เรียกว่า "รู้จริงๆ" ที่จะละ จนกระทั่งมันไม่เหลืออนุสัย

เพราะฉะนั้น สบายๆ ไม่สบายเมื่อไหร่ "ตัวตน" อยู่ตรงนั้น

สบาย.... แต่รู้หนทางว่า ขาดการฟัง และ การเข้าใจ ไม่ได้!!!  ไม่พัก ไม่เพียร นี่ชัด พัก ก็ไม่ได้ เพียร ก็ไม่ได้ อยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าพัก กับ เพียร ต้อง ไม่พัก ไม่เพียร ตอนที่เรากำลังฟังนี่ พักหรือเปล่า? ไม่พัก  เห็นไหม? ถ้าสมมุติว่า เราไปเข้าใจว่า ไม่พัก ไม่เพียร ก็ไม่ต้องไปทำอะไร เราก็นอนอยู่ เมื่อกี้นี้(หัวเราะ) ใช่ไหม? แต่นี่ ไม่พัก ไม่เพียร ยังมีอุบาสิกา "นั่งไกล" อยู่คนหนึ่งนะคะ(หัวเราะ) แต่ก็ไม่ไกลมาก(หัวเราะกันสนุก) ยังอยู่ในคลองโสต(โส-ตะ)

เหมือนสมัยโน้นนะคะ  พระพุทธเจ้าเสด็จบ้านใคร แล้วก็ เขาไม่อยากมาฟัง เขาก็แอบๆ อยู่ รู้สึกจะตรัสสอน ผู้หญิงที่ไปสู่สกุล นึกถึงว่า เกิดเป็นใครนี่ คงคิดไม่ออกเลย ที่แล้วมา ก็คิดไม่ออก

พลเรือโท นพดล   เวลาท่านอาจารย์บอก รู้เหมือนสลัวๆ คือ ผมยังเข้าใจว่า อาจารย์กำลังถือประทีปส่องทาง แต่ตาของคนที่จะเดินตามนี่ มองแล้ว ก็ยังสลัวอยู่อีก คือ หมายความว่า ต้องรู้ด้วยตนเอง

ท่านอาจารย์   ค่ะ เหมือนเดี๋ยวนี้ เห็นไหม? พูดถึง "จิต" สลัวมากเลย ต่อให้มีคำอธิบายอย่างไร มันก็สลัว

คุณพรทิพย์   ต้องปัญญา มันถึงไม่สลัว (หัวเราะ)

ท่านอาจารย์   จิต เป็นธาตุรู้  แค่นี้ก็สลัวแล้ว ทั้งๆที่ กำลังเห็น แต่ก็ไม่เปลี่ยนจากเห็นเลย ปรกติอย่างนี้ เพราะฉะนั้น มันแสดงสภาพซึ่ง ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย แล้วเราก็คุ้นเคยกับ "รูป" มาตลอด ใช่ไหม? แขนนี่ ก็เป็นแขน  นั่นก็วิทยุ หรืออะไร เราคุ้นเคยกับรูปมาก แล้วจะไปถึง "ธาตุ" ที่มันเกิด แต่ไม่มีรูปใดๆเลย ทั้งสิ้น  ลองคิดดูก็แล้วกัน

อย่างที่ว่าเป็น "โลก" มันก็ยังมีอะไรตั้งเยอะแยะ มีภูเขา มีต้นไม้ มีทะเล มีนก นี่มันไม่มีอะไรเลย ไม่มี "รูป" ใดๆ เลย แล้วเราจะคุ้นเคย กับ "ลักษณะ" ซึ่งเป็น "ธาตุรู้" ซึ่งรู้เลย ว่า "รู้" แต่ไม่มีรูปร่าง แล้วมันก็มีของมันมาตั้งแต่เกิด ที่จะรู้ เกิดขึ้น "รู้"  แล้วก็ดับ เพราะฉะนั้น  ก็หา "ตัว" ไม่ได้ นอกจาก เข้าใจ เข้าใจว่า เดี๋ยวนี้ ที่เห็นนี้แหละ ใช่แล้ว!!! คือ "ธาตุ" ที่กำลัง "เห็น" หรือ "รู้"  "สลัว" สลัวแน่ๆ

มันเหมือนกับ อวิชชา นี่มันบังเลย แต่มันไม่ใช่เป็นธาตุ ที่มันเป็นผ้า หรือ อะไรหนาๆ ที่บัง แต่ "ตัวไม่รู้" และ "ไม่เข้าใจ" ตัวนี้ มันก็เป็นธรรมะ ชนิดหนึ่ง  ไม่ต้องไปหาเขา เพราะ เขากำลังทำหน้าที่ มีอย่างเดียว คือ เข้าใจ ฟัง แล้วก็ เข้าใจแต่ละคำ ว่ามันมีจริงๆ  ธาตุรู้ มันก็มี แต่ อวิชชา มันก็ อีกอย่างหนึ่ง มันละเอียดขนาดซึ่งว่า "ธาตุรู้" ที่ใช้คำว่า "ปัณฑระ" มันไม่ใช่ อวิชชา มันไม่ใช่สติ มันไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น มันเป็นธาตุ ที่ "รู้" เดี๋ยวนี้ เกิดขึ้น "รู้" ก็ "เห็น"  จะไม่เห็นไม่ได้ ใช่ไหม? กำลังเห็นนี่แหละ "ธาตุรู้" ที่ "เห็น"

แล้วก็ อนุสัยหนึ่ง คือ วิจิกิจฉานุสัย ๑ ใน ๗  นอกจาก อวิชชานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย เพราะฉะนั้น หมดสงสัยไม่ได้หรอก มันมี จนเป็นอนุสัย เพราะฉะนั้น มันก็พร้อมที่จะเกิด ตราบใดที่ไม่รู้ อวิชชาก็มี สงสัยก็มี ติดข้องก็มี ๓ ตัวนี้ วิจิกิจฉาต้องดับหมด(พระโสดาบัน) แต่โลภะ ยังดับหมดไม่ได้ เพราะมันเยอะเหลือเกิน อวิชชา ก็ยังดับหมดไม่ได้  (ดับได้)เฉพาะที่เกิดกับความเห็นผิด(พระโสดาบัน) แล้วมันก็อยู่ตรงนี้ ใช่ไหม? อะไรจะไปเปิดขึ้นมารู้ ก็ "คำ" ที่ฟัง ค่อยๆเข้าใจ สิ่งที่กำลังมี เดี๋ยวนี้ !!! แล้วถึงจะรู้ ในความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่อย่างนั้น ไม่ได้ยินสักคำ

 

คุณนภา   อย่างที่คุณนพดลพูดถึงลักษณะว่า ท่านอาจารย์มีประทีป แล้วเขาเห็นสลัวๆ จริงๆแล้ว ถ้าถามอย่างนี้ หมายถึงว่า ถ้ามีปัญญา คือ ไม่สลัว จะเห็นชัด แต่จริงๆ ท่านอาจารย์พูด หมายความว่า ถ้ามีปัญญา คือ จะเห็นว่า ไม่มีอะไรเลยใช่ไหม?

ท่านอาจารย์   เดี๋ยวก่อน  คำว่า "สลัว" หมายความว่า ถ้ามีสิ่งที่มืดสนิท ไม่มีคำว่า ธรรมะ

พี่จู   แต่เราฟังธรรมะ พอจะมีความเข้าใจในเรื่องราว ที่ สลัวๆ

ท่านอาจารย์   นั่นแหละ ใช่ค่ะ

คุณนภา   ที่ท่านอาจารย์บอก ถ้าเกิดจะเห็นจริงๆแล้ว ทั้งรูปมันก็หมด นามมันก็ไม่มี อย่างนี้ หมายถึง...

ท่านอาจารย์   หมายถึงว่า ลักษณะ ของสภาพธรรมะ ที่เป็นที่สงสัย ว่าเป็นอย่างไร? ขณะนั้น "ไม่สงสัย" เพราะ "ลักษณะนั้น ปรากฏ" ถ้าไม่ปรากฏ ก็ยังคงสงสัยอยู่

พลเรือโท นพดล   ตอนฟังวิทยุ อาจารย์ใช้คำ สติปัฏฐาน สัมมัปปทาน แล้วก็ กายคตาสติ แต่ตอนนี้ อาจารย์ไม่ได้ใช้คำนั้น อาจารย์ใช้คำว่า เห็นจะๆ หรือว่า อย่างนี้

ท่านอาจารย์   ค่ะ เพื่อเข้าใจว่า "เห็น" มันเป็นอย่างไร ที่เขาถามกัน "กำลังเห็น" แต่ถามว่า "เห็น" เป็นอย่างไร? มันจะเป็นอื่นไม่ได้  มันจะเป็นอย่างนี้ เหมือนอย่างที่กำลังเห็นนี่แหละ!!! แต่ คำถามของเขา หมายความว่า "ตัวเห็น สภาพเห็น" เป็นอย่างไร? ใช่ไหม?

พลเรือโท นพดล   ท่านอาจารย์ ใช้คำว่า กายคตา แล้วก็มี สติ ก็บอกว่าทั้งหมดเลย ทั้งในกาย ทั้งเวทนา คือ มันจะมีคำอธิบายไปเยอะ

ท่านอาจารย์   ข้อสำคัญ ต้องเข้าใจ "สติ" เพราะว่า จริงๆแล้ว ถึงเวลานี้ สติเกิด มันก็ไม่ปรากฏให้รู้ ใช่ไหม? เพราะจะปรากฏให้รู้ ต่อเมื่อ เป็นระดับขั้น สติปัฏฐาน ทุกอย่าง ที่เรากำลังพูดถึง จะไม่ปรากฏเลย จนกว่า "สติ" จะเกิด แต่ถ้ายังไม่ใช่ วิปัสสนาญาณ มันก็เพียงแต่ "กำลังค่อยๆ เข้าใจ" แล้วแต่ว่า จะมาก จะน้อย โดยที่เรา บังคับไม่ได้ ที่ยากแสนเข็ญ ก็คือ โดยที่เรา บังคับไม่ได้

ถึงคำว่า อดทน บารมี วิริยะ  มันอยู่ตรงนี้!!! ไม่ใช่อยู่ตรงอื่น!!! อยู่ตรงที่ ฟังแล้วสติปัฏฐานไม่เกิด คนก็อยาก อยากให้เกิดถามแล้ว ถามอีก ทำอย่างไร? ทำอย่างไร? อย่างที่คิดน่ะ มันไม่ใช่ ต้องเข้าใจว่า "ทำไม่ได้" ขณะนี้ เป็นขั้นไหน? แค่ฟัง แต่ก็รู้ว่า ขณะนี้ ตามความเป็นจริงว่า กำลังเห็น ก็ยังไม่เข้าใจ "เห็น"

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นปัญญา ก็จะเข้าใจลักษณะของ อวิชชา และ วิจิกิจฉา ที่กำลังมี!!!! เห็นไหม? อะไรที่มันมี? แต่ทีนี้ มันก็ยาก ธาตุรู้ ยังไม่มีเลย เพราะทุกอย่าง ธาตุรู้ทั้งนั้น แต่ธาตุรู้ ที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน อย่าง รู้สึกเจ็บ ธาตุรู้ แต่ "เจ็บ" เพราะฉะนั้น ไม่ใช่สภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ในการรู้แจ้งสิ่งที่กระทบที่ทำให้เจ็บเกิดขึ้น หรือ แม้แต่ "เจ็บ"  ลักษณะ "เจ็บ" นี่ ใครก็ต้องรู้ แต่ปัญญา รู้เจ็บ ที่ เจ็บ ว่าเป็นธรรมะ ชนิดหนึ่ง "ลักษณะ" ของ "เจ็บ" ไม่ใช่เรา

 

คุณพรทิพย์   ท่านอาจารย์คะ ขณะนี้ แสดงว่า ที่ปัญญายังไม่รู้ตรงลักษณะ นี่ก็คือ สภาพรู้ กับ สิ่งอื่นๆ ก็ปะปนกันอยู่

ท่านอาจารย์   มันเร็วมาก...เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานนี่ ชัดเจนว่า "ทีละหนึ่ง" แล้วก็ "ตรงลักษณะ" นั้น "ไม่ใช่คิด" พอคิด ก็ไม่ใช่ลักษณะแล้ว  (สติปัฏฐาน)ไม่ใช่ลักษณะที่เราคิดถึง

เพราะฉะนั้น คนนี่สงสัย แล้วก็ "อยาก" จะเข้าใจ ตรงที่เขาสงสัย แต่ เขาไม่ต้องการเข้าใจธรรมะ มันไร้ประโยชน์ ตรงนี้คล้ายๆกับ เอาวิทยาศาสตร์มา ตอบมาสิ จากไหน? ผ่านไหน? อะไรๆ มันไม่ใช่ "เข้าใจ" แต่คนก็พอใจ ขอให้ฉันได้เข้าใจสักหน่อยเถอะ โดยวิธีไหนก็ช่าง!!! แต่อันนั้น ไม่ถูกต้อง!!!

พลเรือโท นพดล   มันละเอียดนะครับ ที่จะให้รู้ทุกขณะที่.....

ท่านอาจารย์   ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ  ไม่ใช่อย่างนั้นเลย คือ เข้าใจ สิ่งที่มี ในเมื่อ มันมีจริงๆ แล้วแต่ สติสัมปชัญญะจะรู้อะไร เพื่อที่จะ "ละ" ตรงนั้น ว่า "ไม่ใช่เรา" ธรรมะทั้งหมดนี้ ตรงกันข้ามกับ ศาสตร์อื่นๆ เพราะว่า "ไม่ใช่เรา" ศาสตร์อื่น เขาไปทางไหนก็ตามแต่ แต่ "เป็นเรา" หมด แต่ศาสตร์นี้ ต้อง "ไม่ใช่เรา"

เพราะฉะนั้น "คิด" เดี๋ยวนี้ ที่เขาสงสัย ว่ามันไปอย่างไร? "ไม่ใช่เรา" เมื่อไหร่จะ รู้ "ที่คิด" และ "ที่สงสัย" ว่า เมื่อไหร่จะรู้ว่า ไม่ใช่เรา เพราะว่า การสะสมมานี่ พาไปอื่นหมดเลย พาไปหาเรื่อง  จะเอาคำตอบอย่างนี้ ตรงนี้ ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น ไม่มีทางจะรู้ "ไม่ใช่เรา" เพราะว่า ความสนใจของเขา ไม่ได้สนใจที่จะ "ไม่มีเรา"

เพราะฉะนั้น ฟังทุกอย่าง จริงถึงที่สุด คือ ไม่ใช่เรา อันนี้ ถึงที่สุด!!! จะเป็น "หยอดตา" ก็คือ เรื่องหมด ถ้าไม่มี "ตัวธรรมะ" หยอดตา มีไหม? แต่ก็ไปพอใจเรื่องราวของธรรมะ แทนที่จะรู้ว่า ธรรมะอะไร? ตอนนั้น??? มี "เจ็บ" ไหม?  มี "คิด" ไหม? มี "เย็น" ไหม? ไม่รู้เลย!!! มันถึงได้ นาน....แสนนาน.....กว่าจะน้อมมา ด้วยพระธรรมเทศนา ๔๕ พรรษา

เพราะว่า แต่ละคน ก็สะสมไปทางอื่น ตามโลภะ กว่าจะแยกเขาจากโลภะ มาฟังธรรมะ แค่ฟัง บางคนยังแยกไม่ได้เลย ละครกำลังสนุก ธุระเรื่องนั้นยุ่งมากๆ อะไรๆ ก็แล้วแต่ เห็นไหม? คือ เกิดมา ด้วยความไม่รู้   อยู่ต่อไป ด้วยความไม่รู้ จากไป ด้วยความไม่รู้ ทุกชาติ!!! เพราะฉะนั้น อะไรดีที่สุด คือ รู้ความจริง ว่า ความจริง ไม่มีเรื่องอะไรอย่างที่เราคิด เลย มันเป็นแต่ละหนึ่ง ของธรรมะ ที่เกิดดับ รวมกันจนกระทั่ง ทำให้หลง เหมือนมายากล เราถึงอยู่ใน "โลกของความคิด"  เรื่องโน้น เรื่องนี้ เหมือนมีจริง!!! แต่พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ว่า ดับหมด ไม่เหลือเลย ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ

คุณปริญญา   ท่านอาจารย์ครับ ผมจำคำที่ท่านอาจารย์สอนว่า "คิด" มีจริงๆ แต่ "เรื่องที่คิด" ไม่จริง เพราะว่า หลังจากที่เรื่องต่างๆ มันก็ผ่านไปแล้ว แล้วพิจารณาแต่ละเรื่องที่มีความคิดเกิดขึ้นมา ถ้าพิจารณาแล้ว อันไหนที่ดี ที่พิจารณาแล้วมีความเข้าใจ ก็รู้สึกว่า จะละคลายกับเรื่องนั้นๆ ได้

ท่านอาจารย์   อันนี้ อย่างกว้างๆ อย่างหยาบๆ อย่างทั่วไป  อย่างเริ่มต้น ใช่ไหม? แต่ถ้าหยั่งลงไป จนถึงว่า เรื่องนั้น มาจากไหน? มาจากสิ่งที่เกิดดับ จบเลย เห็นไหม? มันถึงได้ไม่เหลือ แต่ความคิดนี่ จำ แล้ว ผูกไว้เป็นเรื่องๆ ใช่ไหม? แล้วเราก็คิดเป็นยาวๆ เป็นขั้น เป็นตอนแล้ว จนกระทั่ง เรื่องมาจากไหน? ก็มาจากที่เห็น  ก็ตัวที่ถูกเห็น ก็ดับแล้ว!!!

 

กิเลสนี้ สุมไว้เยอะ แบบกองฟาง แล้วแต่ตรงไหนมันจะลุก จะเป็นเรื่องนี้ หรือจะเป็นเรื่องโน้น หรือ จะเป็นเรื่องไหนก็แล้วแต่ แต่ ไม่จบ เพราะมันมีเหตุอยู่เรื่อยๆ ที่จะให้เป็นอย่างนั้น

คุณนภา   จริงๆ มันดับไปแล้วจริงๆ

ท่านอาจารย์   ใช่ ทีนี้เราลืม ว่าเราไปคิดถึง "เรื่อง ที่มันหมดแล้ว" เหมือนกับว่า มันยังเหลือ ยังอยู่ ยังเป็นอย่างนั้น ความคิด เขาก็ต่อ อยู่เรื่อย เพราะ "จำ"

ทั้งหมด ลืมว่า "ไม่มี" ไปจำ "สิ่งที่หมดแล้ว" ว่า เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น จึงได้ว่า "เรื่องที่คิด" นั้น ไม่มี พราะความจริง มันดับแล้ว สิ่งที่มันทำให้เกิดคิด(ดับไปแล้ว)

คุณนภา   ถ้าเข้าใจว่า มันดับไปหมดแล้ว แล้วไม่มาคิดนี่ โอ้โห...ท่านอาจารย์คะ...

ท่านอาจารย์   ก็ต้องเป็น ปัญญา อย่างเดียว ปัญญา อย่างเดียว ถึงได้บอกว่า ในบรรดาสังขารธรรมทั้งหลาย สภาพธรรมที่เกิด "ปัญญา" ประเสริฐสุด เขาสามารถที่จะรู้ถูก เห็นถูก เข้าใจถูก ประจักษ์แจ้ง ได้ ตามที่เป็นจริง ซึ่งถูกกลบไว้ หมดเลย ถ้าไม่มีการตรัสรู้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีทาง มันสุดจะยาก สุดจะลึก แล้วคิดดู นี่ปัญญาของการฟัง ปัญญาของการรู้ ต้องประจักษ์อย่างนี้ มันจะยิ่งเพิ่มอีกกี่เท่า?

คุณปริญญา   ขอเรียนถามท่านอาจารย์ข้อหนึ่ง ระหว่าง เวลาจบสนทนากับท่านอาจารย์ ผมยังเข้าใจไม่ถูกต้อง ระหว่าง กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ กับ กราบขออนุโมทนา ท่านอาจารย์ สองคำนี้ จะใช้ตอนไหน? หรือว่า รวมกันได้?

ท่านอาจารย์   แล้วแต่ใจ ค่ะ

คุณปริญญา   อ๋อ ไม่เป็นไร 

ท่านอาจารย์   ไม่ใช่ว่าเป็นไร หรือ ไม่เป็นไร แล้วแต่ใจ

คุณปริญญา แล้วแต่ใจ เพราะว่า ใช้ได้ทั้งคู่

ท่านอาจารย์   ไม่ใช่สำหรับใช้ แล้วแต่ใจ ว่าขณะนั้น ขอบพระคุณ หรือ ขณะนั้น อนุโมทนา ไม่ใช่ว่า เราจะต้องพูด ให้มันตรง หรือ มันถูก ไม่ใช่เขาพูดอนุโมทนา เราก็ต้องใช้คำนี้นะ แต่เราอาจจะขอบคุณ ก็ได้ ในใจของเรา เรารู้เอง ออกมาเอง ในเมื่อใจมันขอบพระคุณ มันก็เป็น ขอบพระคุณ แต่ถ้าถึงเวลา จะอนุโมทนา เขาก็เป็นอันนั้น เป็นอย่างนั้น

ธรรมะ เป็นเรื่องที่ บันเทิง เพลิดเพลิน ในกุศลธรรม ที่ประกอบด้วย ปัญญา ไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อน เลย ใช่ไหม? แต่ความลึกซึ้งของธรรมะ  ทำให้จิตใจเบิกบาน ที่ได้ "เข้าใจ"

 ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ เดอะรอยัล ปริ๊นเซส คอนโดมิเนียม หัวหิน

.........

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณ และ ขออนุโมทนา ในกุศลศรัทธาของ คุณกุสุมา โกมลกิติ (พี่จู) และ น้องๆ ของพี่จู มี พี่เมตตา ชัยศรีโสภณกิจ คุณหนิง และ หลานสาวพี่เมตตา เป็นต้น รวมทั้งกราบขอบพระคุณพี่บี๋ (ดร.ปรีดา โกมลกิติ) สำหรับสถานที่โอ่อ่า โอฬาร อันเป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง แห่งความประทับใจอย่างยิ่ง ในสังสารวัฏฏ์ ครับ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ

.........

ปล. โปรดติดตามตอนต่อ ของการพักผ่อนและสนทนาธรรมในครั้งนี้ ใน...

ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านพักตากอากาศ ของ คุณนภา จันทรางศุ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๗

 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 15 ก.ย. 2557 16:30 น.

งดงามด้วยภาพ และ ธรรม ครับ

ขออนุโมทนาพี่วันชัย ภู่งาม มา ณ ที่นี้ ครับ

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณ และ ขออนุโมทนา ในกุศลศรัทธาของ คุณกุสุมา โกมลกิติ (พี่จู)

และ น้องๆ ของพี่จู มี พี่เมตตา ชัยศรีโสภณกิจ คุณหนิง และ หลานสาวพี่เมตตา เป็นต้น

รวมทั้งกราบขอบพระคุณพี่บี๋ (ดร.ปรีดา โกมลกิติ) สำหรับสถานที่โอ่อ่า โอฬาร

อันเป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง แห่งความประทับใจอย่างยิ่ง ในสังสารวัฏฏ์ ครับ

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
nattawan
nattawan
วันที่ 15 ก.ย. 2557 17:08 น.

ขอบคุณ และอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 15 ก.ย. 2557 17:35 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและขออนุโมทนา ในกุศลศรัทธา

ของพี่กุสุมา พี่เมตตา  และคณะ  เป็นอย่างยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของคุณวันชัย ภู่งาม

ที่ได้ถ่ายทอดความงามของพระธรรม พร้อมภาพที่สวยงาม ครับ

และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 15 ก.ย. 2557 17:45 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 15 ก.ย. 2557 18:37 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและขออนุโมทนา ในกุศลศรัทธา

ของคุณกุสุมา คุณเมตตา  และคณะ  เป็นอย่างยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของคุณวันชัย ภู่งาม

ที่ได้ถ่ายทอดความงามของพระธรรม พร้อมภาพที่สวยงาม ค่ะ

และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่าน ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
napachant
napachant
วันที่ 15 ก.ย. 2557 19:12 น.

                               กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

                                   ขอบพระคุณและขออนุโมทนา ในกุศลศรัทธา

                                      ของพี่จู พี่เมตตา คุณหนิง และน้องๆ หลานๆ

                                 และขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของคุณวันชัย ภู่งาม

   ท่ีถ่ายทอดพระธรรม...ท่ีได้ฟังแล้ว ฟังอีก ก็เหมือนฟังใหม่ทุกครั้ง

เพื่อสะสมให้คุ้นเคยกับพระธรรม...

                                     และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
namarupa
namarupa
วันที่ 15 ก.ย. 2557 20:08 น.

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ คุณจูและครอบครัว

และแน่นอนที่ขาดไม่ได้คือช่างภาพคุณวันชัยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Parinya
วันที่ 16 ก.ย. 2557 03:46 น.

     กราบเท้าบูชาท่านอาจารย์ กราบขอบคุณท่านเจ้าภาพทุกท่าน การศึกษาธรรม ศึกษา

ได้ทุกสถานที่     การที่ท่านเจ้าภาพได้เชิญท่านอาจารย์ไปพักผ่อนในสถานที่กว้างขวาง

และมีอากาศที่บริสุทธิ์  ประโยชน์ที่ได้มีมากมาย  ส่วนผู้ที่มีความเข้าใจแล้ว ก็จะช่วยกัน

ส่งเสริมพระธรรมคำสั่งสอนของพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธ์เจ้า   ให้สืบทอดต่อไปอีกยาว

นาน 

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
pulit
วันที่ 16 ก.ย. 2557 05:21 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
siraya
วันที่ 16 ก.ย. 2557 06:58 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
pat_jesty
วันที่ 16 ก.ย. 2557 10:55 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 16 ก.ย. 2557 13:26 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
ch.
ch.
วันที่ 16 ก.ย. 2557 16:41 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
thilda
thilda
วันที่ 16 ก.ย. 2557 23:07 น.

ขอบพระคุณอย่างยิ่ง และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
peem
วันที่ 17 ก.ย. 2557 09:33 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
ปวีร์
วันที่ 17 ก.ย. 2557 15:44 น.

ไพเราะและงดงามมากครับ

ลึกซึ้งเพราะไม่มีเราที่จะบังคับบัญชาได้เลย

ขออนุโมทนาพี่วันชัยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 18 ก.ย. 2557 07:11 น.

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาพี่จู พี่เมตตา  และคณะทุกๆท่าน

ที่ร่วมกันจัดให้มีการสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณวันชัย มา ณ กาลครั้งนี้ ที่ได้เรียบเรียงและถ่ายทอด

การสนทนา ในเนื้อหาที่มีประโยชน์ยิ่งและเข้ากับภาพถ่ายที่สวยงามของแต่ละท่าน

มาให้ได้รับชมกันด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 19 ก.ย. 2557 18:42 น.

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ที่เป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ในการเจริญมหากุศลร่วมกัน และ ไม่ละโอกาสของการฟังธรรมโดยกาล

 อบรมเจริญปัญญาเพื่อความเห็นถูกเข้าใจถูก  และ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณวันชัย มา ณ กาลครั้งนี้ ด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
Jans
Jans
วันที่ 20 ก.ย. 2557 12:13 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของ พี่จู พี่เมตตา และ คณะ

ขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของ คุณวันชัย ภู่งาม เป็นอย่างยิ่ง

และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ด้วยค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ