Loading...
  024495  อยากสอบถามความแตกต่างระหว่างวิบากกรรมกับอุปนิสัยตามวาสนาครับ
สืบต่อพุทธ
วันที่ 20 ก.พ. 2557 11:48 น.
อ่าน 200
 
 

คือผมสงสัยความแตกต่างระหว่างวิบากกรรมกับอุปนิสัยตามวาสนาครับ

เพราะได้ไปอ่านเจอบอกว่าคนที่เป็นเพศที่สาม เพราะสับสนระหว่างวิบากกรรมไม่ดีของ

ศีลข้อสาม หรือเพราะเป็นอุปนิสัยตามวาสนา เพราะเคยเกิดเป็นเพศเดียวกับเพศที่ชอบ

จึงทำให้มีนิสัยและความชอบเพศเดียวกัน

แต่ผมว่าน่าจะผิดศีลนะครับ เพราะเป็นแล้ว จิตใจหดหู่ อาย ไม่เหมือนผู้อื่น 

ไม่ทราบว่ามีหัวข้อพระสูตรหรืออรรถกถาเรื่องนี้ไหมครับ 

ขอบคุณครับ อนุโมทนาสาธุนะครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 20 ก.พ. 2557 13:33 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

การรักและชอบเพศเดียวกัน มีหลายเหตุปัจจัย เพราะเป็นความละเอียดลึกซึ้งของ

สภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิก เป็นสำคัญที่สะสมมา ครับ

    ซึ่งปัจจุบัน ผู้ที่ชอบรักเพศเดียวกันนั้น ที่เรียกว่า กะเทย ก็คือ มีร่างกายเป็นชาย

มีปุริสภาวรูปที่เป็นรูปที่แสดงลักษณะความเป็นชายแต่ใจเป็นผู้หญิง ซึ่งในความจริงไม่

ใช่กระเทยนะครับ กระเทยต้องไม่มีเพศชายและหญิงเลย  ดังนั้นเราจะต้องแยกระหว่าง

จิตชาติต่างๆ  คือ จิตที่เป็นผลของกรรม   กับจิตที่ชาติ อกุศลหรือ กุศลว่าไม่เหมือนกัน

การเกิดเป็นกระเทย ไม่มีเพศเลย เป็นผลของกรรมที่ไม่ดีที่ได้ทำในอดีต   ให้ผลทำให้

ไม่มีเพศ แต่การเกิดเป็นผู้ชาย ที่มีปุริสภาวรูป แต่มีใจไปในทางผู้หญิง รู้สึกว่าตัวเอง

เป็นผู้หญิง ความรู้สึกที่ชอบความเป็นผู้หญิงที่เกิดขึ้น เป็นเพราะการสะสมมาในอดีต

ที่เป็นอกุศลที่เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ผลของกรรมครับ ซึ่งชาติก่อนๆอาจเกิดเป็นผู้หญิงมานับ

ไม่ถ้วน ติดต่อกัน แต่เมื่อกลับมาเกิดเป็นผู้ชาย(ไม่ใช่กระเทยเพราะมีเพศ คือมีปุริสภาว

รูป)  ใจที่เคยยินดีพอใจในความเป็นหญิงติดต่อกันมานับชาติไม่ถ้วน       ก็ทำให้มี

ความยินดี ชอบใจอยู่เพราะสภาพธรรมที่เป็นจิต เป็นสภาพธรรมที่สะสม   สะสมสิ่งที่ดี

หรือไม่ดี สิ่งที่ชอบและไม่ชอบไม่หายไปไหนครับ เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้กายจะเป็นผู้ชาย

แต่ใจที่เคยยินดีความเป็นผู้หญิงก็เกิดขึ้นได้ครับ เพราะการเกิดเป็นผู้หญิงติดต่อกันมา

นั่นเองครับ   อันนี้พูดถึงประเด็นกระเทย ที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน   และก็มีความชอบ

ผู้ชาย แม้ตัวเองจะเป็นผู้ชาย เพราะว่า เคยเกิดเป็นผู้หญิงมาก่อนในอดีตติดต่อกันนับ

ชาติไม่ถ้วน ผู้หญิงก็ต้องชอบผู้ชายตามที่กล่าวมา จนมาถึงชาติปัจจุบันเกิดเป็นผู้ชาย

แต่ความชอบลักษณะของความเป็นผู้ชาย ที่เคยชอบในอดีตไมได้หายไปไหน ก็เกิดขึ้น

ได้ แม้ร่างกายจะเป็นผู้ชาย เพราะความที่เกิดเป็นผู้หญิงในอดีตชาติติดต่อกันมาหลายๆ

ชาติมากนั่นเองครับ

 ดังนั้น การรักชอบเพศเดียวกัน แม้ร่างกาย ยังเป็นผู้ชาย ที่ไม่ใช่คนมีเพศ สาเหตุสำคัญ

มาจากการสะสมมา ที่เป็นอุปนิสัย ที่เคยเกิดเป็นผู้หญิงมานับชาติไม่ถ้วน  ทำให้ ยินดี

ชอบผู้ชายเมื่อเกิดเป็นผู้ชายในชาตินี้ นี่คือ อาศัย การสะสมอุปนิสัยประการหนึ่ง และ

ก็การผิดศีลข้อ 3 ก็มีส่วนในการทำให้ชอบเพศเดียวกันได้เช่นกัน ครับ เหตุเพราะว่า

การล่วงศีลข้อที่สาม ทำให้เกิดเป็นผู้หญิงนับชาติไม่ถ้วนเช่นกัน เพราะฉะนั้น จึงเป็น

เหตุไกลอีกประการหนึ่งที่ทำให้มีนิสัยชอบเพศเดียวกัน เพราะ การเกิดเป็นผู้หญิงบ่อยๆ

เพราะ ล่วงศีลข้อสาม เมื่อเกิดเป็นผู้ชาย จึงยังชอบผู้ชาย ชอบเพศเดียวกัน ครับ

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
khampan.a
วันที่ 20 ก.พ. 2557 15:56 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
สืบต่อพุทธ
วันที่ 20 ก.พ. 2557 16:07 น.
 

แสดงว่าทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องกัน

แล้วอย่างคนรักเพศเดียวกันนี่ ถ้ารู้ถึงสาเหตุแล้ว 

แล้ววิธีการแก้ คือต้องอย่าผิดศีลข้อ 3 อย่างเคร่งครัดใช่ไหมครับ

แล้วถ้ามีคู่เป็นเพศเดียวกัน ถือว่าสะสมอุปนิสัยหรือเปล่าครับ

ถ้าตายแล้วเกิดเป็นมนุษย์อีก ถ้าเป็นชายอีก ยังจะเป็นแบบนี้ใช่ไหมครับ

หรือไม่ควรมีคู่อีก แต่ให้ถือ ศีล ภาวนา ใช่ไหมครับ

ชาติหน้าจะได้เป็นเพศปกติครับ

ขอบคุณครับ สาธุ สาธุ สาธุ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
paderm
วันที่ 20 ก.พ. 2557 16:30 น.
 

เรียนความเห็นที่ 3 ครับ

ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชน ก็ยังล่วงศีลข้อ 3ได้เป็นธรรมดา ครับ แม้ พระโพธิสัตว์

ผู้มีปัญญามาก ก็ยังล่วงศีล ข้อ 3 ได้  และ ก็มีโอกาสชอบเพศเดียวกัน ด้วยกัน

ทุกคน ดั้งนั้น หนทางที่ถูกต้อง คือ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็ ควรที่จะฟัง ศึกษา

พระธรรม อบรมปัญญา และ เจริญกุศลทุกๆประการ เพื่อที่จะดับกิเลส ที่เป็นสาเหตุ

ของการล่วงศีล สาเหตุของการทำไม่ดี และ เมื่อดับกิเลส ย่อมทำให้ไม่เกิด หมด

ทุกข์อย่างสิ้นเชิง ครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
khampan.a
วันที่ 20 ก.พ. 2557 18:14 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์์นั้น

       ที่ควรพิจารณา คือ  ชีวิตที่ดำเนินไปในแต่ละวันของแต่ละบุคคลนั้น

เป็นไปตามการสะสม   มีทั้งส่วนที่ดี  และ  ไม่ดี  ด้วยกันทั้งนั้น    ซึ่งแต่ละคนก็เป็นแต่

ละหนึ่ง   ไม่ปะปนกันเลย      สิ่งใดที่เคยประพฤติมาก็สะสมสืบต่อในจิตเป็นอุปนิสัยต่อ

ไปในภายหน้า  ทำให้มีพฤติกรรมอย่างที่เคยได้เป็นมา  ซึ่งเป็นธรรมดาของจิตที่จะต้อง

เป็นอย่างนี้   คือ สะสมทั้งกุศล และ อกุศล     ซึ่งจะเห็นได้ว่า  ชาติหน้า หรือ  ในชาติ

ต่อ ๆไปจะเป็นคนอย่างไร     มีความประพฤติเป็นไปอย่างไร  นั้น       ก็ขึ้นอยู่ที่ชาตินี้  

ด้วยเช่นกัน           

    ดังนั้น  จึงควรอย่างยิ่งที่แต่ละคนจะได้พิจารณาเพื่อเตือนตนเองอยู่เสมอว่า  เกิดมา

เป็นมนุษย์นั้น  ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม   ดีแล้วจริง ๆ  ดีแล้วที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์    คือ  

ดีกว่าการเกิดในอบายภูมิ  และ เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว  ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น  ก็ควรทำ

ความดี ประกอบกุศลกรรม    ละเว้นความชั่ว   ทั้งทางกาย  ทางวาจา และทางใจ และ 

ฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรมสะสมปัญญา  ความเข้าใจถูก เห็นถูก   สะสมเป็นที่พึ่งให้

กับตนเอง ต่อไป เพื่อดับกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ในวัฏฏะได้ในที่สุด     จึงจะเป็นผู้มี

ชีวิตไม่สูญเปล่าในชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์  ครับ.

                            ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
wannee.s
วันที่ 20 ก.พ. 2557 18:17 น.
 

กรรมที่ล่วงศีลประพฤติผิดกาม ทำให้เกิดเป็นหญิงและตกนรก ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
j.jim
วันที่ 21 ก.พ. 2557 09:26 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
peem
วันที่ 21 ก.พ. 2557 15:18 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top