Loading...
 23067   ลักษณะของคนดี
บรรดลอดทน
วันที่ 19 มิ.ย. 2556 20:45 น.
อ่าน 1,529
 
 

        อยากทราบว่าลักษณะของคนดีเป็นเช่นไรครับผม และมีอยู่ในพระไตรปิฎก

หรือเปล่าครับผม

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
paderm
วันที่ 19 มิ.ย. 2556 21:04 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ลักษณะของคนดี ในความเป็นจริง ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ บุคคล มีแต่ธรรมที่เป็นไป

เพราะฉะนั้นคนดี ก็คือ ลักษณะของจิตที่ดีคือ กุศลจิต   จิตที่ดีเกิดขึ้น  ในขณะนั้นก็

เรียกว่า คนดีได้ ในขณะที่จิตที่ดีประการใดประการหนึ่งเกิดขึ้น คนดีในพระไตรปิฎก

ก็แสดงไว้หลายระดับ ทั้งคนดี เพราะมีกุศลธรรมเกิดขึ้น คือ เป็นผู้มีคุณธรรม คือ มี

ศรัทธา ศีล สุตะ (การฟัง) จาคะ (การสละ) และมีปัญญา ซึ่งการเป็นผู้มีปัญญา มีความ

เห็นถูก ที่มีสัมมาทิฏฐิ เมื่อมีความเห็นถูก การคิดก็ถูกต้อง คิดดี การกระทำทางกาย

วาจาก็ดีตามไปด้วย จึงชื่อว่าเป็นคนดี เพราะมีปัญญา อันเกิดจากความเข้าใจพระธรรม

เป็นคนดีด้วยปัญญา  แต่อย่างไรก็ดี หากยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังมีอกุศลจิต มีกิเลสเกิดขึ้น

ขณะนั้นก็ชื่อว่าไม่ดี ดังนั้น บุคคลที่ดีพร้อม คือไม่มีความไม่ดีเลย เป็นคนดีโดยสมบูรณ์

คือ เป็นผู้ไม่มีกิเลส จึงชื่อว่าเป็นคนดี คือไม่มีกิเลสที่ทำให้เป็นคนไม่ดี  เกิดจิตไม่ดี

นั่นคือ พระอรหันต์ที่ดับกิเลสหมดสิ้นแล้ว และ ความดี จิตที่ดีของแม้ผู้ที่ดับกิเลสแล้ว

จะดียิ่งขึ้นไปอีกที่เป็นคนดี บุคคลที่ดีสูงสุด ประเสริฐสูงสุด คือ พระอรหันตสัมมาสัม

พุทธเจ้าพราะ พระองค์เป็นบุคคลที่ดีสูงสุด ด้วยเพราะมีปัญญาสูงสุด และดับกิเลส

ได้หมดสิ้นด้วย ครับ

   การจะเป็นคนดี ดีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ตราบเท่าที่ยังมีกิเลส และ การจะเป็นคนดีเพิ่ม

ขึ้นได้ ก็ด้วยปัญญาที่เจริญขึ้น สมดังที่ท่านอาจารย์สุจินต์กล่าวไว้   น่าพิจารณาว่า

เป็นคนดี   พร้อม ๆ กับการศึกษาพระธรรม ย่อมจะทำให้ถึงความเป็นคนดีจริงๆ

ดี เพราะมีปัญญา และ ละกิเลสได้ ในที่สุด ครับ

สัตบุรุษ คนดี เพราะประกอบด้วย คุณความดี 

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 56

        อนึ่ง  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระสาวกของพระตถาคตเจ้า   พึง   

ทราบว่า  สัตบุรุษ  ในคำว่า  สปฺปุริสา  นี้.  จริงอยู่   พระปัจเจกพุทธเจ้า

เป็นต้นเหล่านั้น  ชื่อว่า  โสภณบุรุษ        เพราะประกอบด้วยคุณอันเป็น

โลกุตตระ  เพราะเหตุนั้น  จึงชื่อว่า  สัตบุรุษ.      อีกอย่างหนึ่ง  สัตบุรุษ

เหล่านั้นทั้งหมดเทียว  ท่านกล่าวแยกออกเป็น  ๒  พวก.  จริงอยู่   พระ

พุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพุทธสาวกก็ดี     เป็นทั้ง

พระอริยะ และสัตบุรุษ  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

                 บุคคลใดแล  เป็นนักปราชญ์  ผู้กตัญญูกตเวที   เป็น

                 กัลยาณมิตร  มีความภักดีมั่น    กระทำการช่วยเหลือ

                 ผู้ตกทุกข์ได้ยาก  โดยความเต็มใจ  บัณฑิตทั้งหลาย

                    กล่าวผู้เช่นนั้นว่า  สัตบุรุษ  ดังนี้.

****************************

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
เมตตา
วันที่ 20 มิ.ย. 2556 07:43 น.
 

 

...ขออนุโมทนาในกุศลจิต อ.เผดิม และทุกๆท่านค่ะ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
khampan.a
วันที่ 20 มิ.ย. 2556 12:37 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"ความประพฤติเป็นไปของคนดี"

       พระโพธิสัตว์กระทำอภิวาท  ต้อนรับ  อัญชลีกรรม  สามีจิกรรมแก่กัลยาณมิตร

ผู้ดำรงอยู่ในฐานะครูตลอดเวลา.    ฟังบทสุภาษิตแล้วทำสาธุการ.  พรรณนาคุณของ

ผู้มีคุณธรรม.อดทนในการทำความเสียหายของคนอื่น.  ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทใน

กุศลธรรมทั้งหลายตลอดกาล. ไม่เย่อหยิ่ง  ไม่หวั่นไหว   ไม่ปากร้าย  ไม่แส่หาเรื่อง. 

เป็นผู้นำคนตาบอด   บอกทางให้   ให้สัญญาด้วยนิ้วมือแก่คนหูหนวก    อนุเคราะห์

ประโยชน์.  คนไม่มีศรัทธาพยายามให้มีศรัทธา.      อาศัยความเป็นผู้รู้คุณที่บุพการี

กระทำแล้ว   จึงพูดขึ้นก่อน   พูดน่ารัก   สงเคราะห์   นับถือ   โดยทำการตอบแทน

เช่นเดียวกันหรือยิ่งกว่า.  ไม่ควรเบียดเบียนสัตว์อื่น.  ไม่ควรทะเลาะ.  ไม่ควรให้เกิด

ความรังเกียจสัตว์อื่น.  พึงปรารภความเพียรในประโยชน์ของสัตว์นั้น ๆ พึงอดกลั้น

สิ่งทั้งปวง ทั้งสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา. อนึ่ง  พึงอนุโมทนาบุญของสัตว์

ทั้งปวง.

(นำข้อความมาเพียงบางส่วนจาก... ขุททกนิกาย  จริยาปิฎก)

        ทุกชีวิตเป็นการเกิดขึ้นของสภาพธรรม  คือ จิต   (สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็น

ประธานในการรู้แจ้งอารมณ์)   เจตสิก(สภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิต) และรูป(สภาพ

ธรรมที่ไม่รู้อะไร)    ซึ่งไม่มีใครจะสามารถยับยั้งได้เลย  ในชีวิตประจำวันก็จะเห็นได้

ว่ากิเลส หรือ กุศลธรรม  เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของกิเลสและกุศลธรรมนั้น ๆ    อยู่

ตลอดเวลาที่วิบากจิต หรือ กุศลจิตไม่เกิดขึ้น     นี้คือความจริง   แสดงให้เห็นเลยว่า

ปุถุชนมักจะตกไปจากกุศล จริง ๆ    ขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิด  ขณะนั้นกิเลสระดับขั้น

ต่าง ๆ เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่   ขณะที่จิตเป็นกุศลเท่านั้น  ซึ่งคั่นกิเลสในชีวิตประจำวัน

ชั่วครั้งชั่วขณะ  กล่าวคือขณะที่เป็นไปในทาน  เป็นไปในศีล เป็นไปในความสงบของ

จิต หรือ เป็นไปในการอบรมเจริญปัญญา   ซึ่งเกิดน้อยมากในชีวิตประจำวัน  เพราะ

สภาพธรรมฝ่ายดี คือ จิต และ โสภณเจตสิกประการต่าง ๆ เกิดขึ้น ทำกิจหน้าที่ จึงมี

การเรียกว่า เป็นดี   ตามความเป็นไปของสภาพธรรม นั่นเอง

       บุคคลที่ได้สะสมความคิดถูก    ความเห็นถูก      ความเข้าใจสภาพธรรมอย่าง

ถูกต้อง    บุคคลนั้นจะคิดไม่ดี  ไม่เป็น  คิดใส่ร้ายคนอื่นไม่เป็น  คิดประทุษร้ายเบียด

เบียนผู้อื่นไม่เป็น   แต่จะคิดในทางทีดี ที่ถูกที่ควร  คิดที่จะมีเมตตา เห็นใจคนอื่นซึ่ง

เป็นผู้ที่มีกิเลสด้วยกัน    คิดเกื้อกูลกันและกัน  และเห็นใครทำดี ก็ชื่นชมเสริญเสริญ  

เป็นต้น    นี้คือ ความประพฤติเป็นไปของคนดี     และ ที่จะดีจริง ๆ ประเสริฐจริง ๆ 

ก็ต้องมีปัญญา  มีความเข้าใจถูกเห็นถูก   ซึ่งจะนำไปสู่ความดีทั้งหลายทั้งปวงอย่าง

แท้จริง     แต่ถ้าไม่ได้สะสมเหตุที่ดีมา     ไม่เห็นประโยชน์ของกุศลธรรม    ก็จะคิด

ในทางตรงกันข้าม  คิดในทางที่เป็นอกุศล      ซึ่งขณะนั้นก็เบียดเบียนทำร้ายตนเอง

นั่นเอง  ซึ่งไม่ควรเลยที่จะเป็นอย่างนี้   ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wannee.s
วันที่ 20 มิ.ย. 2556 13:09 น.
 

ลักษณะคนดี คือ ซื่อสัตย์ สุจริต มีศีลห้า มีน้ำใจเสียสละ ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก

ศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้า ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
Rodngoen
วันที่ 21 มิ.ย. 2556 01:12 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
bsomsuda
วันที่ 21 มิ.ย. 2556 09:09 น.
 

"บุคคลที่ได้สะสมความคิดถูก ความเห็นถูก ความเข้าใจสภาพธรรมอย่างถูกต้อง

บุคคลนั้นจะคิดไม่ดีไม่เป็น  คิดใส่ร้ายคนอื่นไม่เป็น 

คิดประทุษร้ายเบียดเบียนผู้อื่นไม่เป็น

แต่จะคิดในทางทีดี ที่ถูกที่ควร  

คิดที่จะมีเมตตา เห็นใจคนอื่นซึ่งเป็นผู้ที่มีกิเลสด้วยกัน   

คิดเกื้อกูลกันและกัน  และเห็นใครทำดี ก็ชื่นชมเสริญเสริญ  เป็นต้น...

...ที่จะดีจริง ๆ ประเสริฐจริง ๆ  ก็ต้องมีปัญญา  มีความเข้าใจถูกเห็นถูก  

ซึ่งจะนำไปสู่ความดีทั้งหลายทั้งปวงอย่างแท้จริง"

การฟังธรรมพิจารณาศึกษาธรรม เพื่อสะสมความความเห็นถูก

จึงเป็นหนทางสู่การเป็นคนดีด้วยปัญญา

 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนา อ.ผเดิม อ.คำปั่น และทุกท่านค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
nong
วันที่ 21 มิ.ย. 2556 10:47 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
บรรดลอดทน
วันที่ 21 มิ.ย. 2556 17:09 น.
 

กราบอนุโมทนาครับผม

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
peem
วันที่ 22 มิ.ย. 2556 09:09 น.
 

ขอกราบอนุโมทนาค๋ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
kinder
วันที่ 22 มิ.ย. 2556 10:28 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
Parinya
วันที่ 24 มิ.ย. 2556 07:06 น.
 

     ฃณะนี้ทุกคนยังอยู่ในขั้นขัดเกลากิเลส. เมื่อวานได้ทำอะไรไปบ้าง.  ในทางด้าน

กุศล เช่นมีการฟังพระธรรมจนเกิดความเข้าใจในเรื่องที่ฟัง  รักษาศีล 5 ได้ครบถ้วน

แค่ไหน. มีมโนทุจริตบ้างหรือไม่.  ถึงแม้เรืองเมื่อวานจะหมดไปแล้ว  แต่ถ้ามีปัญญา

พิจารณาหาเหตุผลตามความเป็นจริง     ก็จะช่วยการเจริญกุศลในวันนี้ได้ดีกว่าเมื่อ

วาน. เพื่อที่จะให้เป็นคนดียิ่ง ๆ ขึ้นไป  จนในที่สุดก็เกิดความเข้าใจว่า คนดีก็คือ จิต

เจตสิก และรูป เท่านั้น. นี่คือส่วนหนึ่งของคนดีครับ 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
บรรดลอดทน
วันที่ 24 มิ.ย. 2556 17:01 น.
 

ขออนุโมทนาครับผม

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top