Loading...
  022829  ผลของกรรม
amornrat44
วันที่ 1 พ.ค. 2556 09:12 น.
อ่าน 382
 
 

กรรมที่ให้ผลในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาลมีความแตกต่างกันอย่างไรค่ะ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 1 พ.ค. 2556 09:23 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 ปฏิสนธิกาล คือ ในขณะที่ปฏิสนธิจิต ที่สมมติว่าเกิด และเมื่อพ้นจากขณะปฏิสนธิ คือ

เมื่อปฏิสนธิจิตดับแล้วตลอดไปจนถึงจุติ ชื่อว่า ปวัตติกาล

  ดังนั้น ขณะที่กรรมให้ผล ที่เป็นวิบาก คือ จิต เจตสิก ขณะที่เกิด ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น

เป็นปฏิสนธิกาล และ ขณะจิตต่อๆไป  ที่เป็น วิบากจิต เจตสิก เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น

ลิ้มรส รู้กระทบสัมผัส หลังจากเกิดแล้ว เป็นปวัตติกาล ซึ่งกรรมที่ทำให้เกิดในปฏิสนธิ

กาล และ ปวัตติกาล ก็ต่างกันโดยกำลังของกรรม   กรรมที่ทำให้ปฏฺสนธิจิตเกิดขึ้น

คือ เกิดในขณะนั้น ก็มีกำลัง และ เมื่อกรรมนั้นนำเกิดแล้ว กรรมนั้นก็ยังอุปถัมภ์ ทำ

ให้มีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้กระทบสัมผัส ที่เป็นปวัตติกาลต่อไปอีก ที่มีกำลัง

น้อยกว่าได้ นี่คือ ความต่างกันประการหนึ่ง คือ กำลังของกรรม ที่เป็นปฏิสนธิกาล กับ

ปวัตติกาล ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ฆ่าสัตว์  กรรมที่มีกำลังนำเกิด โดยปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น

เกิดในนรก เป็นอกุศลกรรมที่มีกำลัง แต่เมื่อเกิดแล้ว กรรมยังอุปถัมภ์ ให้มีการเห็น

ไม่ดี ได้ยินเสียงไม่ดี ..กระทบสัมผัสทีไม่ดีก็ได้ และ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ กรรมที่เป็น

การฆ่าสัตว์ ก็ให้ผลในปวัตติกาล ทำให้อายุสั้น เป็นต้น หรือ  การลักขโมย ก็ทำให้

กรรมที่มีกำลัง คือ นำมาซึ่งปฏิสนธิจิตเกิดในนรก และ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ เศษของ

กรรม ที่มีกำลังอ่อนแล้ว ก็ทำให้ ทรัพย์พินาศไปได้ครับ ที่เป็นผลของกรรมที่มีกำลัง

อ่อนในปวัตติกาล  และ อีกประการหนึ่ง กรรมที่ให้ผลในปฏิสนธิกาล ย่อมนำมาซึ่ง

วิบากจิต เจตสิก และ นำมาซึ่งรูปด้วย คือ กัมมชรูป มีหทยรูป เป็นต้น  ส่วนกรรมที่

ให้ผลในปวัตติกาล หลังจากเกิดแล้ว เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส การรู้กระท

สัมผัส กรรมที่ให้ผลในปวัตติกาลไม่ได้ให้เกิดรูปด้วย เพียงแต่เกิด จิต เจตสิก ที่

เป็นชาติวิบาก ทีเป็นนามธรรมเท่านั้น ครับ

  ซึ่งจะขอยกคำอธิบายของท่านอาจารย์สุจินต์ในเรื่องนี้ เพื่อความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นครับ

อ.สุจินต์..เพราะฉะนั้นชีวิตแบ่งออกเป็น ปฏิสนธิกาล หรือ ปฏิสันธิกาล  ตามภาษาบาลี

คือ ในขณะที่ปฏิสนธิ  และเมื่อพ้นจากขณะปฏิสนธิ คือ เมื่อปฏิสนธิจิตดับแล้วตลอดไป

จนถึงจุติ ชื่อว่า ปวัตติกาล

            เพราะฉะนั้น  ในปวัตติกาลของแต่ละชีวิต   ก็ย่อมแล้วแต่ว่ากรรมใดจะให้ผลใน

ขณะไหน โดยที่ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ว่า พรุ่งนี้ ทุกคน กรรมใดจะให้ผล มีใครรู้ได้ไหม

คะ น้ำจะท่วม ไฟจะไหม้ โจรผู้ร้าย   สารพัดอย่าง โรคภัยที่จะเกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถที่

จะรู้ได้เลย แต่ให้ทราบว่าวิบากทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้เพราะแต่ละกรรม

แล้วแต่ว่าเมื่อกรรมหนึ่งเป็นชนกกรรมแล้ว  กรรมอื่นย่อมเป็นอุปถัมภกกรรมบ้าง   หรือว่า

เป็นอุปปีฬกกรรมบ้าง เป็นอุปฆาตกกรรมบ้าง

       สำหรับอุปถัมภกกรรม ถ้าท่านผู้ใดกำลังสบายมีความสุขพร้อมอยู่   ความสุขนั้น

สั้นหรือยาว แล้วแต่ว่ากรรมที่อุปถัมภ์นั้นจะมีหรือไม่มี ถ้าไม่มีกรรมที่จะอุปถัมภ์ กรรมที่ให้

ผลที่ทำให้ท่านเป็นสุข อาจจะเพียงเล็กน้อย ชั่วคราว แล้วความทุกข์ก็เกิดขึ้น โดยที่ไม่มี

กุศลกรรมอื่นอุปถัมภ์ แต่ถ้าท่านมีช่วงของชีวิตที่กำลังเป็นสุขสบายเพราะกรรมหนึ่ง  แต่

ก็ยังมีกรรมอื่น ซึ่งเป็นกุศลกรรมพร้อมที่จะอุปถัมภ์เป็นปัจจัย     ก็ทำให้ชีวิตที่กำลังสุข

สบายนั้นมีกาลยืดยาวต่อไปอีก เพราะเหตุว่ามีกรรมอื่นอุปถัมภ์

            แต่สำหรับอุปปีฬกกรรม    เมื่อท่านกำลังสุขสบายอยู่   และมีความทุกข์เกิดคั่น

แทรกทำให้ความสุขสบายนั้นลดน้อยลง หรือว่าสั้นลง ขณะนั้น  ก็เป็นเพราะอกุศลกรรม

หนึ่งเป็นอุปปีฬกกรรม ย่อมบีบคั้นหรือเบียดเบียนความสุขในขณะนั้นให้สั้นลง

            เป็นชีวิตประจำวันหรือเปล่าคะ เคยรับประทานอาหารอร่อยๆ อาจจะเกือบทุกมื้อ

เลย หรือมื้อหนึ่งก็ได้ซึ่งรับประทานอาหารอร่อยมาก เป็นกุศลวิบากหรือเปล่าคะ เป็นผล

ของกุศลกรรมหรือเปล่าในขณะนั้น เป็น  แต่เพียงคำเดียวซึ่งเคี้ยวพริกเผ็ดๆสี่ห้าเม็ดไป

ขณะนั้นกรรมอะไรคะ ตัดรอนความสุขหรือกุศลวิบากในขณะนั้นที่กำลังเกิดให้สั้นหรือว่า

น้อยลง    แต่คงจะไม่มีใครคิดว่า    การที่เคี้ยวพริกเผ็ดๆไปสักคำ   จะเป็นอุปปีฬกกรรม

เพราะว่าในขณะนั้นกำลังมีความอร่อยมาก และการที่อกุศลวิบากจะเกิดขึ้นก็เป็นชั่วขณะ

เล็กๆน้อยๆ  สั้นเหลือเกิน  แต่ก็ควรที่จะได้พิจารณาว่า  ทำไมเกิดได้ ถ้าไม่มีอกุศลกรรม

เบียดเบียนความสุข

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
khampan.a
วันที่ 1 พ.ค. 2556 18:17 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  การเกิดขึ้นของปฏิสนธิจิตในชาตินี้(ปฏิสนธิกาล)   เป็นผลของกรรมที่ได้กระทำไว้

แล้วในอดีต   เมื่อนำเกิดแล้ว   กรรมยังทำกิจอุปถัมภ์ให้มีชีวิตอยู่ต่อไป    ในระหว่างที่

ยังดำรงชีวิตอยู่  จนกว่าจะถึงจุติจิต  ในระหว่างนี้ เป็นปวัตติกาล   ย่อมได้รับผลของ

กรรมอื่นๆ อีกมากมาย  คือ  การเห็นทางตา   การได้ยินทางหู   การได้กลิ่นทางจมูก   

การลิ้มรสทางลิ้น    การกระทบสัมผัสทางกาย   ทั้งที่เป็นผลของกรรมดี    และกรรม

ไม่ดี   ตามโอกาสอันสมควรแก่กรรมนั้นๆ โดยไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นได้   ต้องเกิดจาก

กรรมที่ตนได้กระทำแล้ว เท่านั้น    ของใครก็ของคนนั้น  

    เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว  ผลของกรรมที่เกิดขึ้น ต้องมาจากเหตุ คือ กรรมที่ได้

กระทำแล้วเท่านั้น ซึ่งการให้ผลของกรรม  เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่า กรรมใด ให้ผล

เมื่อใด       ประการที่สำคัญที่ควรจะได้พิจารณา คือ   ในชีวิตของแต่ละคนที่เกิดมา

ก็มีสองส่วนใหญ่ ๆ  คือ  ส่วนหนึ่งเป็นผลของกรรม  และ อีกส่วนหนึ่ง เป็นเหตุ คือ กรรม

ที่จะทำให้เกิดผลในภายหน้า

   กรรมของใครก็เป็นของคนนั้น  จะแบ่งปันให้กันไม่ได้      ไม่เหมือนกับทรัพย์สมบัติ

ที่จะพอจะแบ่งปันให้คนอื่นได้,    บุคคลผู้ที่กระทำทุจริตกรรม  ทั้งทางกาย  ทางวาจา 

และทางใจ   ถึงแม้ว่าหนีไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใดด้วยความมุ่งหมายว่าจะทำให้ตนเอง

รอดพ้นจากการให้ผลของกุศลกรรม   ก็ย่อมไม่สามารถที่จะรอดพ้นจากการให้ผล

ของกุศลกรรมไปได้เลย     กุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว  ก็จะต้องให้ผล   แล้วแต่ว่า

จะให้ผลมาก     เผ็ดร้อน  หนักเบา  ก็ตามควรแก่กุศลกรรมนั้นที่ตนได้กระทำแล้ว

นั่นเอง     ซึ่งไม่มีใครทำให้เลย  ขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้แล้วอย่างเดียว 

จะโทษใครก็ไม่ได้   ส่วนกุศลกรรม ก็มีนัยตรงกันข้าม  ย่อมให้ผลเป็นผลที่น่าปรารถนา 

น่าใคร่ น่าพอใจ เท่านั้น 

      การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ในชีวิตประจำวัน   ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้น

แห่งปัญญา      ผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา       ย่อมจะเป็น

ผู้มีความเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลแต่ละคน    หรือแม้กระทั่งเกิดกับตัวเอง

ไม่ว่าดีหรือร้าย  น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนาก็ตาม    ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะกรรมที่

เคยได้กระทำมาแล้วทั้งสิ้น  ไม่มีใครทำให้เลย   ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าไม่มีเหตุคือกรรมที่

ได้กระทำมาแล้ว  ผลที่จะเกิดย่อมมีไม่ได้      แต่เพราะมีเหตุคือกรรมที่ได้กระทำแล้ว 

เมื่อได้โอกาสที่กรรมจะให้ผล     ผลจึงเกิดขึ้น   ประโยชน์อยู่ที่ความเข้าใจจริงๆ ครับ

   ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
nong
วันที่ 1 พ.ค. 2556 18:47 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wannee.s
วันที่ 1 พ.ค. 2556 18:59 น.
 

คนที่ปฏิสนธิด้วยกุศลวิบากจิตอย่างอ่อน ถึงแม้จะได้เกิดเป็นในสุคติภูมิ เป็นมนุษย์

ทำให้บ้าใบ้  บอดหนวก  แต่เมื่อปวัตติกาล หลังเกิด  ก็ทำให้ได้รับวิบากที่ดี    หรือ

ไม่ดี ก็ได้ ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
jaturong
วันที่ 2 พ.ค. 2556 13:40 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top