Loading...
 22731   อาหาร ๔
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 7 เม.ย. 2556 14:56 น.
อ่าน 735
 
 

อาหาร ๔ คือ

๑. กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าว

๒. ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ

๓. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา

๔. วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ

กวฬิงการาหาร เข้าใจกันอยู่แล้ว

มโนสัญเจตนาหาร อธิบายด้วยเหตุการณ์จริง คือ ชายคนหนึ่งป่วยด้วยโรคร้ายตั้งแต่ลูก

ชายอายุ ๑๕ ตามอาการป่วยนั้นเขาน่าจะตายได้แล้ว แต่เขาบอกแก่ญาติว่าอยากจะเห็น

ลูกชายได้บวชเป็นพระก่อนตาย

เขาป่วยจะตายมิตายแหล่อยู่ ๕ ปีเต็ม จนลูกชายอายุครบบวช วันที่ลูกชายบวชเป็นองค์

พระ พอบวชเสร็จ เขาก็ตาย

นี่คือ มโนสัญเจตนาหาร คือการมีที่หวังว่าจะได้สมปรารถนา เป็น “อาหาร” หล่อเลี้ยงชีวิต

ของชายคนนี้อยู่ได้นานถึง ๕ ปี

อยากทราบว่า ผัสสาหาร และ วิญญาณาหาร จะอธิบายด้วยเหตุการณ์ในชีวิตจริง อย่างไร

จึงจะเข้าใจได้ง่ายเหมือนเรื่องมโนสัญเจตนาหาร

ขอความกรุณาท่านผู้รู้ด้วยครับ

ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
paderm
วันที่ 7 เม.ย. 2556 15:07 น.
 

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อาหาร โดยศัพท์ หมายถึง นำมา คือ เป็นปัจจัย หรือ นำมาซึ่งผล เพราะฉะนั้น

สภาพธรรมอะไรก็ตาม ซึ่งนำมาซึ่งผล หมายถึง อาหาร อาหารจึงไม่ได้ หมายถึง

อาหารที่เราบริโภคกันเท่านั้น แต่ อาหารมีความละอียด หลากหลายนัยดังนี้ ครับ

อาหาร มี 4 ประเภท ดังนี้

1.กวฬิงการาหาร หมายถึง รูปอาหารที่เป็นคำ ๆ ที่เราบริโภคเข้าไปส่วนที่จะเป็น

ประโยชน์หล่อเลี้ยงร่างกาย อาหารที่เป็นคำๆ นำมาซึ่ง โอชารูป

2.ผัสสาหาร หมายถึง ผัสสเจตสิก ซึ่งเป็นปัจจัยให้สัมปยุตธรรมเกิดขึ้น นำมาซึ่ง

เวทนา

3.มโนสัญเจตนาหาร หมายถึง เจตนาเจตสิกที่เป็นกรรม ทั้งกุศลกรรม และ

อกุศลกรรม ย่อมนำมา

ซึ่งปฏิสนธิวิญญาณ(การเกิด)

4.วิญญาณาหาร หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณ ย่อมนำมาซึ่งนามรูป และอีกนัยหนึ่ง

จิตอื่นๆที่นำมาซึ่งผล คือ นาม รูป หรือว่า นาม หรือ รูป อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่พ้น

จากอาหารปัจจัยที่เป็นวิญญาณาหารด้วย ครับ

   ซึ่งจากผู้ถามได้อธิบายในเรื่อง มโนสัญเจตนาหาร ว่า มโนสัญเจตนาหาร คือ

การมีที่หวังว่าจะได้สมปรารถนา เป็น “อาหาร” หล่อเลี้ยงชีวิตของชายคนนี้อยู่ได้

นานถึง ๕ ปี

     ในความเป็นจริง มโนสัญเจตนาหาร ไม่ใช่ความหวังที่อยากมีชีวิตอยู่ แต่หมายถึง

เจตนาเจตสิกที่เป็นไปในกุศลกรรม และ อกุศลกรรม เพราะย่อมนำมาซึ่งการเกิด ส่วน

ความหวังที่อยากมีชีวิตอยู่ เป็นโลภะเจตสิก ที่เป็นความอยาก ความติดข้อง ที่ไม่ใช่

เจตนาเจตสิกที่เป็นไปในกุศลกรรม  อกุศลกรรมที่เป็น มโนสัญเจตนาหาร ครับ

ส่วน คำถามที่ว่า

   อยากทราบว่า ผัสสาหาร และ วิญญาณาหาร จะอธิบายด้วยเหตุการณ์ในชีวิตจริง

อย่างไร

    ผัสสาหาร หมายถึง ผัสสเจตสิก ซึ่งเป็นปัจจัยให้สัมปยุตธรรมเกิดขึ้น นำมาซึ่ง

เวทนา  ซึ่งในชีวิตประจำวัน ในขณะนี้ ที่มีความรู้สึกประเภทต่างๆ สุข ทุกข์ เฉยๆ

เพราะ อาศัยการกระทบกันของสภาพธรรม ที่มีผัสสะ ทำหน้าที่กระทบ  เพราะถ้า

ไม่มีการกระทบกันของรูป คือ สิ่งที่ปรากฎทางตา และ จักขุปสาทรูป เป็นต้น ก็

จะไม่มีการเกิดขึ้นของ การเห็น ขณะที่เห็นก็มีความรู้สึกแล้ว ที่เฉยๆในขณะที่เห็น

และ อาศัยการกระทบ ผัสสะ เกิดขึ้น ก็ทำให้มีการเกิดขึ้นของ จิตประเภทต่างๆ

ทำให้เกิดความรู้สึกประเภทต่างๆ เพราะ อาศัยการกระทบกันของสภาพธรรม ซึ่ง

ในความเป็นจริง การจะเข้าใจผัสสาหาร ด้วยปัญญาระดับสูง ที่รู้ตัวผัสสะ และ

ด้วยวิปัสสนาญาณ ไม่ใช่เพียงการอธิบายขั้นคิดนึก จะรู้ตัวผัสสะได้ ครับ

     วิญญาณาหาร หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณ ย่อมนำมาซึ่งนามรูป และอีกนัยหนึ่ง

จิตอื่นๆที่นำมาซึ่งผล คือ นาม รูป หรือว่า นาม หรือ รูป อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่พ้น

จากอาหารปัจจัยที่เป็นวิญญาณาหารด้วย ครับ

   ซึ่ง ขณะนี้ในชีวิตประจำวัน ก็มี วิญญาณ คือ จิตเกิดขึ้น เป็น วิญญาณอาหาร ที่

นำมาซึ่งผล คือ นาม และ รูป คือ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย และ รูปที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่เกิดความโกรธ จิตที่เป็นโทสะเกิดขึ้น นำมาซึ่งผลเป็นอาหาร

คือ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ที่เป็นเจตสิกที่ไม่ดี คือ โทสะเจตสิก และ โมหะเจตสิก

คือ ความไม่รู้ในขณะนั้นที่เมื่อโกรธก็ทำอะไรผิด เพราะ มีความไม่รู้เกิดร่วมด้วย และ

นำมาซึ่งผล คือ รูปที่เกิดจากจิตที่โกรธ รูปที่ไมดี แสดงถึงลักษณะหน้าตา และ รูป

ที่ไม่ดีที่เกิดจากความโกรธ  ครับ   นี่คือ การอธิบายคร่าวๆ ในชีวิตประจำวันของ

วิญญาณาหาร ครับ แต่การจะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมที่เป็นอาหาร

ไม่ใช่ด้วยการคิดนึก เป็นเรื่องราวว่าจะพิจารณาอย่างไร แต่ต้องเป็นปัญญาระดับสูง

ที่ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ที่เป็นอาหารแต่ละอย่าง ทั้งวิญญาณา

หาร ที่เป็นจิตแต่ละขณะ ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ครับ ซึ่งจะต้องเริ่มจาก

การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
ใฝ่รู้
วันที่ 7 เม.ย. 2556 17:15 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
khampan.a
วันที่ 7 เม.ย. 2556 17:23 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

      อาหารทั้ง ๔ อย่าง นั้น   เป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้ที่เกิดแล้ว    และ

เป็นไปเพื่ออุปการะเกื้อกูลแก่ผู้ที่ยังต้องมีการเกิดอยู่ (คือ ยังมีกิเลสอยู่) แสดงถึงความ

เป็นจริงของสภาพธรรม ที่ตราบใดก็ตามที่ยังมีการเกิด  อันมีต้นตอมาจากการที่ยังมี

อวิชชา ความไม่รู้อยู่        จึงยังต้องมีอาหาร ๔ อย่างนี้เกิดขึ้นเป็นไป    มีสภาพธรรม

เกิดขึ้นเป็นไป        ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยทั้งสิ้น  

     สภาพธรรมที่เป็นอาหารปัจจัยเลี้ยงดู ค้ำจุนธรรมที่เกิดพร้อมกัน มี ๔ ประเภท คือ

รูปอาหารอย่างหนึ่ง  และ นามอาหาร ๓   ต่างก็เป็นปัจจัยโดยนำมาซึ่งผล ตามสมควร

แก่สภาพธรรมนั้น ๆ กล่าวคือ

     รูปอาหาร ก็นำมาซึ่งกลุ่มรูปที่มีโอชาเป็นที่ ๘,  ผัสสาหาร อาหารคือ ผัสสะ นำมา

ซึ่งเจตสิกธรรมอื่น ๆ ที่เกิดร่วมด้วย นำมาซึ่งจิต และ นำมาซึ่งรูปที่เกิดจากจิตในขณะ

นั้น เพราะถ้ากล่าวถึงเจตสิก ก็ต้องหมายรวมจิต และเมื่อกล่าวถึงจิต ก็ต้องหมายรวม

เจตสิก ด้วย   มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา ก็คือ เจตนาเจตสิกนั่นเอง

นำมาซึ่งภพทั้งหลาย      เพราะมีการกระทำที่เป็นกรรมอันเป็นบุญบ้างเป็นบาปบ้าง

จึงทำให้มีการเกิดในภพต่าง ๆ มีสภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นไป และถ้ากล่าวถึงในขณะที่

เกิดพร้อมกัน ก็นำมาซึ่งเจตสิกธรรมที่เกิดร่วมด้วย นำมาซึ่งจิต และ รูปที่เกิดจากจิต

ตามควรแก่จิตประเภทนั้น ๆ

    และ ประการสุดท้าย    นามอาหารที่เป็นวิญญาณ  คือ วิญญาณาหาร อาหารคือ

วิญญาณ ได้แก่จิต ไม่ใช่เฉพาะปฏิสนธิจิตเท่านั้น หมายรวมถึงจิตทุกขณะ ทุกประเภท

ในขณะที่จิตเกิดขึ้น นำมาซึ่งอะไร ก็นำมาซึ่งเจตสิกธรรมที่เกิดร่วมด้วย นำมาซึ่งรูปที่

เกิดจากจิต ตามควรแก่จิตประเภทนั้น ๆ เพราะยกเว้นปฏิสนธิจิต    ทวิปัญจวิญญาณ

อรูปวิบาก และจุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้น ที่ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูป(รูปที่เกิด

จากจิต)

     สภาพธรรม ที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย นั้น     แสดงถึงความเป็นจริงของธรรมที่เป็น

อนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่เที่ยงไม่

ยั่งยืน  หาความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ในสภาพธรรมนั้น ๆ  ไม่ได้เลย  เป็น

การปฏิเสธความเป็นตัวตนสัตว์บุคคลอย่างสิ้นเชิง ครับ

     ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wannee.s
วันที่ 7 เม.ย. 2556 17:44 น.
 

มโนสัญเจตนาหาร คือ เจตนาเจตสิกที่เกิดจากกรรมทำให้เกิดเป็นมุษย์ เป็นเทวดา

หรือเกิดในอบายภูมิก็ได้ ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
kinder
วันที่ 9 เม.ย. 2556 22:11 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
nopwong
วันที่ 9 เม.ย. 2556 22:34 น.
 

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
nong
วันที่ 16 เม.ย. 2556 12:10 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
orawan.c
วันที่ 8 พ.ค. 2556 15:56 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
gboy
วันที่ 9 มิ.ย. 2556 20:36 น.
 

ขอบพระคุณครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top